จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ วิพากษ์รัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทำในยุค คสช. ว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพื่อคลี่คลายวิกฤตการเมือง รวมถึงผลักดันการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การวางตัวเป็นกลางของกองทัพ การคุ้มครองสิทธิการชุมนุมอย่างเสรี และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจอย่างมีวิจารณญาณเพื่อส่งเสริมสันติสุขในสังคม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ท่านประธานครับ ผมได้อ่านรายงานจบเล่มแล้วก็มีข้อสรุปและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่สำคัญ ในรายงานนั้นมีข้อสังเกตที่สำคัญและเป็นสาระสำคัญของรายงานนั้นอยู่ ๙ ข้อ แต่ผมอยากจะหยิบยกประเด็นข้อสังเกตที่ตรงกับเหตุการณ์ แล้วก็น่าจะเป็นข้อสังเกต ที่นำไปสู่ทางออกของวิกฤตการณ์ทางการเมืองวันนี้ได้ ข้อสังเกต ๕ ข้อ ตั้งแต่ข้อ ๑ ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าวันนี้ข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษาก็ได้นำไปสู่การตกลงร่วมของหลายฝ่ายของพรรคการเมือง นายกรัฐมนตรีเอง ก็เด้งรับบอกว่าถ้าจะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ ดังนั้นผมคิดว่าในประเด็นเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้พวกเราเห็นตรงกันทั้งหมดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปัญหา และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวถึงนั่นคือรัฐธรรมนูญ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยของคณะ คสช. โครงสร้างทางการเมืองทุกวันนี้บิดเบี้ยวหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสถาบันทางการเมือง วุฒิสภา ระบบการเลือกตั้ง รวมถึงองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนถูกแต่งตั้งและผ่านความเห็นชอบมาสมัย คสช. ดังนั้นองค์กร จึงผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการขยายอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาที่ให้มีอำนาจเลือก นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่ให้มีอำนาจเหนือ สภาผู้แทนราษฎร วันนี้รัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาอยากจะหยิบกฎหมายอะไรเข้าสภาก็ผ่าน การปฏิรูปเป็นฟาสต์แทร็ก (Fast track) หรือในเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ก็มีอำนาจเหนือรัฐบาล แต่ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งไม่ได้นายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่ตัวเอง ต้องการก็อาศัยคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาตินี่แหละเข้ามาดำเนินการโดยมี ป.ป.ช. ในการดำเนินคดี ดังนั้นสุดท้ายแล้วนี่คือรัฐธรรมนูญที่ผมย้ำอีกครั้งได้มีการอภิปรายไปแล้ว คือรัฐธรรมนูญที่แย่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา แล้วถ้าไม่แก้ก็จะนำไปสู่ความตายของ ประชาชน
ประการต่อมาก็คือในเรื่องของการนิรโทษกรรม นิรโทษกรรมทุกครั้ง ที่มีวิกฤตการณ์ทางการเมืองมันเป็นเรื่องของผู้ชุมนุมที่มีความเห็นต่างในทางการเมือง เขาไม่ได้ไปกระทำความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ได้ไปกระทำต่อชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินของ บุคคลใด ดังนั้นเพียงแค่ความเห็นต่างในทางการเมืองมันก็ควรที่จะถูกได้รับการยอมรับ และรับฟังในสังคมประชาธิปไตย ประเทศเราเคยมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาไม่น้อยกว่า ๒๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้มีอำนาจเอง ให้กับนิสิต นักศึกษาเอง สมัยปี ๒๕๑๕-๒๕๑๖ ดังนั้นถ้าวันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงความขัดแย้ง ในปัจจุบัน และในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ถ้ามีใครต้องมีความผิดทางอาญา มีใครต้อง ถูกศาลพิพากษาเพราะความเห็นต่างทางการเมืองเขาต้องได้รับการนิรโทษกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ สังคมวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการทางกฎหมายวันนี้ตำรวจ อัยการ หมดความน่าเชื่อถือท่านเชื่อไหมครับ เหลือเพียงแค่ศาลครับวันนี้ คดีอะไรบ้างละครับ เอาง่าย ๆ ถ้าสภาวันนี้จะไปเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้กับสังคม จะบอกว่าองค์กรตำรวจ องค์กรอัยการต้องเป็นที่พึ่ง สภาเรา ก็ต้องเป็นที่พึ่งให้ประชาชนด้วย ใครล่ะที่เป็น ส.ส. แล้วไปเรียกรับเงินอธิบดี พวกเราก็ต้อง จับเอามาลงโทษให้ได้ เอามาจับลงโทษกลางสภาให้ได้ ไม่ใช่ว่าไปเรียกร้องให้องค์กรอื่นสุจริต แต่องค์กรตัวเองสกปรกอย่างนี้ก็ไม่ได้ครับ ดังนั้นท่านประธาน ผมก็ฝากเรื่องนี้ด้วย ถ้าปรองดองกันในทางสังคมสภาก็ต้องเอาเรื่องนี้มาสู่กระบวนการด้วย จะได้ไม่เป็นที่ เคลือบแครงสงสัยให้กับสังคมว่านักการเมืองก็ทุจริต นักการเมืองก็ชั่ว อย่างนี้ไม่ได้ครับ นอกจากนี้ในเรื่องของบทบาทของกองทัพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ กองทัพทุกครั้งที่ไม่ว่าใครจะมา เป็นรัฐบาลท่านต้องวางตัวเป็นกลาง และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะท่านต้องอย่าลืมนะครับ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ ก็เป็นแค่ตาม กฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน ก็เป็นเทียบเท่าอธิบดี ก็ต้องอยู่ภายใต้การบริหารงาน ของรัฐบาลที่มาจากประชาชน ดังนั้นภารกิจที่สำคัญของกองทัพไม่ใช่มีอำนาจเหนือรัฐบาล ไม่ใช่มาคอยห่วงเรื่องของกิจการนโยบายรัฐบาล แต่ต้องดำเนินการปกป้องแผ่นดินจาก อริราชศัตรูทำให้บ้านเมืองสงบ โดยเฉพาะสิทธิของผู้ชุมนุม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ วันนี้ต้องเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญตามสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปขออนุญาตหรอกครับ แต่ใช้ระบบการแจ้งก็พอแล้ว ดังนั้นการกระทำความผิดใด ต่อ พ.ร.บ. ชุมนุม มันต้องมีระบบให้โอกาสผู้ชุมนุม คือไม่ใช่ว่าทำผิดปุ๊บผิดเลย ไม่ใช่ ต้องมี คำสั่งทางปกครองไปให้ผู้ชุมนุมก่อนนะครับ เพื่อเป็นการเตือนว่าท่านกำลังทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่เอากฎหมายมุ่งเอาความผิดกับสิทธิที่เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของนิสิตนักศึกษา ประเด็นที่วันนี้ได้เกิดเหตุการณ์การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็บังเอิญว่ารายงานเรื่อง การปรองดองแม้ว่าเราจะมีการศึกษาเสร็จกันไปก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ผมคิดว่าข้อสังเกตดังกล่าวนั้นก็สามารถที่จะเอาไปประกอบกับ เหตุการณ์วันนี้ได้ครับ เพราะปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมวันนี้มันถูกเด็กเขาเอาพรมออกและเอา ปัญหาขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์บนเวทีสาธารณะแล้วครับ วันนี้จริง ๆ บ้านเมืองคือปัญหา ของ พลเอก ประยุทธ์ทำบ้านเมืองพัง เศรษฐกิจพัง อาจจะไม่ใช่เรื่องสถาบันก็ได้ แต่วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ทำให้นิสิตนักศึกษาต้องคิดว่าเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยว เพราะท่านบริหาร ประเทศพังครับ เศรษฐกิจพังครับ แล้วโดยเฉพาะการใช้อำนาจคุกคามประชาชน นี่แหละจึง ทำให้เกิดการตั้งเวทีสาธารณะและพูดกันอย่างตรงไปตรงมา สุดท้ายผมฝากนิดเดียวครับ ประเด็นที่สำคัญก็คือว่ากฎหมายไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ โดยเฉพาะการใช้อำนาจ และกฎหมายที่เป็นกดขี่คุกคามผู้เห็นต่างทางการเมือง ดังนั้นผมฝากไปยังรัฐบาลครับว่า ท่านต้องใช้อำนาจอย่างมีศิลปะ และใช้อำนาจเพื่อความสงบและนำไปสู่สันติสุขของสังคม ขอบคุณครับ