เบญจา แสงจันทร์ ตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของรัฐบาล คสช. ในการสร้างความปรองดอง แม้ใช้งบประมาณสูงแต่ไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมวิพากษ์การปราบปรามผู้เห็นต่างที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์แห่งการสมานฉันท์ และชี้ว่าการที่ผู้นำซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งยังคงอยู่ในอำนาจ ทำให้การสร้างสามัคคีเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงเยาวชนและประชาชนอย่างสันติ ไม่ใช้ความรุนแรงหรือคุกคาม พร้อมสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอย่างเร่งด่วนโดยมีประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เสรี เสมอภาค และเคารพสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง รวมถึงเรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างรัฐที่ไม่เป็นธรรมในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และกระบวนการยุติธรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายและความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างจริงจัง
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พูดถึง เรื่องการปรองดองก็อดไม่ได้ที่จะต้องย้อนกลับไปดูว่ารัฐบาลเผด็จการทหารในยุค คสช. ที่ผ่านมาซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยอ้างว่าเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองและ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ต้องถามนะคะว่ารัฐบาล คสช. คืนความปรองดองให้กับสังคม จริงหรือไม่ กับการใช้งบประมาณไปกว่า ๑,๓๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๓ ปี แล้วได้เพียงแค่ ตุ๊กตาน้องเกี่ยวก้อยกลับมาตัวหนึ่งเพื่อคืนความปรองดองให้สังคม แล้วสุดท้ายเราได้เห็น ความปรองดองหรือการปฏิรูปในยุคสมัยของ คสช. จริงหรือไม่คะ ตอบได้คำเดียวว่าไม่ เราไม่เห็นการปรองดองในช่วงยุครัฐบาล คสช. ที่ผ่านมา เราไม่เห็นความจริงใจของการ ส่งเสริมการปรองดอง นอกจากการไล่จับ ไล่ฟ้องร้องคนเห็นต่าง และไม่มีทางมองเห็น แสงสว่างของการปรองดองได้เลย ถ้านายกรัฐมนตรียังคงชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งเป็น คนที่เข้ามาสร้างความขัดแย้ง จากรายงานในการสร้างการปรองดองของคนในชาติทั้งหมด ๔๐ กว่าหน้า ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ดิฉันเห็นด้วย และขอตั้งข้อสังเกตในการแสดงความคิดเห็นต่อการสร้างความปรองดองต่อสภาแห่งนี้ค่ะ
ประการที่ ๑ เรื่องเร่งด่วนที่เราต้องทำ นั่นก็คือดิฉันเห็นว่าควรจะต้องมีการ ลดความขัดแย้งเฉพาะหน้าเพื่อสร้างความปรองดองในอนาคต นั่นคือการที่พวกเราทุกคน ต้องตระหนักถึงการเรียกร้องของนักศึกษา เยาวชนคนหนุ่มสาว พี่น้องประชาชนที่อยู่ ข้างนอกสภานั้นว่าเป็นการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่ง เจเนอเรชัน (Generation) ของความคิดแห่งยุคสมัย ซึ่งความเคลื่อนไหวแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในประเทศไทย เกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นการพูดคุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาว เราต้องไม่ใช้วิธีการบังคับ ต้องไม่ชี้นำ ไม่ครอบงำเขา ไม่ใช้คำสั่งห้ามคิด ห้ามสงสัย เราต้องเป็นผู้ซึ่งต้องทำหน้าที่รับฟังพวกเขา และเราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการ สร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะกับเยาวชนรุ่นหนุ่มสาวที่มีการชุมนุมเรียกร้องในหลายพื้นที่ ในเวลานี้ รัฐบาลที่เป็นคู่ขัดแย้งของผู้ชุมนุมโดยตรง ท่านต้องไม่ชี้นำสังคมและท่านเป็น ผู้บังคับใช้กฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นท่านต้องรับฟังความเห็น ข้อเสนอของผู้ชุมนุม อย่างจริงใจ มีสติ มีวุฒิภาวะและต้องอดทนอดกลั้นต่อข้อเสนอที่อาจจะไม่ถูกใจท่านนัก รวมถึงสื่อมวลชนด้วยที่จะต้องรายงานข่าวตามความจริงและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดการเกลียดชังและต้องนำเสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน รัฐก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วยนะคะ ต้องไม่กระทำการที่มีลักษณะข่มขู่คุกคามต่อนักศึกษา ประชาชนและอาจารย์ นักวิชาการ ต่าง ๆ แบบที่รัฐกำลังทำอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องรับฟังความคิดเห็นต่างจาก ทุกคน หยุดมองประชาชนเป็นศัตรู ไม่กล่าวร้าย ไม่ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง และต้อง ไม่สร้างความรุนแรง รัฐต้องให้ความคุ้มครอง สร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตของประชาชน อย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ควรมีใครต้องถูกอุ้มหายและถูกไล่ล่าหรือถูกขู่ฆ่าจากการทำร้าย เพราะว่ามีการแสดงออกที่ไปขัดใจกับรัฐเท่านั้น ดังนั้นดิฉันขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ลงไป รับฟังปัญหา พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็พูดคุยอย่างฉันมิตร อย่างจริงใจ ลงไปรับฟัง ด้วยตัวเอง เหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้เดินสายไปพบสื่อมวลชนด้วยตัวท่านเองมาแล้ว
ประการที่ ๒ เรื่องที่จำเป็นอย่างมากก็คือในรายงานฉบับนี้พูดถึงเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น และต้องเร่งดำเนินการ ไม่มีใครในที่นี้ที่ไม่เห็นด้วย ทุกคนในที่นี้เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาและต้องแก้ไข ดังนั้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ไขโดยนำไปสู่การ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับค่ะ และเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องยึดโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นของประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ นั่นคือรัฐธรรมนูญ ที่จะสร้างความปรองดองได้อย่างแท้จริงเช่นกัน การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีการคิดเห็น อย่างเสรี เสมอภาคและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรอบด้าน โดยสามารถที่จะเป็นหลักประกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริงค่ะ
ประการที่ ๓ และเป็นประการสุดท้ายนะคะ โครงสร้างทางสังคมต้อง เป็นธรรมและยั่งยืนค่ะ เราต้องยอมรับความจริงว่าความขัดแย้งที่อยู่ถึงทุกวันนี้ไม่ใช่ความ ขัดแย้งในเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว มันเป็นความขัดแย้งของความ ไม่เป็นธรรมจากรัฐ ความไม่เป็นธรรมจากกฎหมาย ความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการ ยุติธรรม รวมถึงความไม่เป็นธรรมจากโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมด้วย ทั้งหมดนี้นะคะ มันมาจากโครงสร้างการเมืองที่มันบิดเบี้ยวค่ะ ดังนั้นเมื่อมันไม่เป็นประชาธิปไตย และประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงและรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ประกันความชอบธรรมให้กับพวกเขา มันจึงไม่เกิดการปรองดองค่ะ และที่สำคัญนะคะ ความเป็นจริงแล้วเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาเลยก็ได้ค่ะ ความเห็นต่าง ความคิดไม่เหมือนกันเป็นเรื่องปกติสังคม เราสามารถที่จะทำให้สังคมหนึ่ง คิดเหมือนกันได้ ไม่ได้นะคะ เพียงแค่ผู้มีอำนาจ นักการเมือง กองทัพ ผู้บังคับใช้กฎหมาย คนเหล่านี้รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เราก็สามารถรักกันได้แม้คิดไม่เหมือนกัน ต้องยอมรับความแตกต่างทางอุดมการณ์ด้วยค่ะ เปิดใจรับฟังและเราต้องเปิดใจให้กว้าง ให้เยาวชนในสังคมของเราได้ออกไปวัดพื้นที่แห่งเสรีภาพและพื้นที่ทางความคิดของเขาด้วยค่ะ เรามักพูดกันเสมอว่าคนยุคใหม่ต้องสร้างสรรค์ ต้องคิดนอกกรอบ ดิฉันขอสรุปค่ะ ท่านประธานว่าเวลาที่เราบอกว่าคนยุคใหม่ต้องสร้างสรรค์ต้องคิดนอกกรอบ เราต้องเข้าใจ บริบททางสังคมของพวกเขาด้วยค่ะว่าอนาคตเป็นของพวกเขา ให้มองว่าพวกเขาเป็นลูก เป็นหลานของเรา ถ้าพวกท่านไม่รับฟังเขา เราลองนึกไปถึงอีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้านะคะว่า คนที่จะออกมาเรียกร้องความปรองดอง ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยในวันนั้นอาจจะเป็น ลูกหลานของพวกเรา ซึ่งวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา วันนั้นปลายกระบอกปืนอาจจะ หันมาที่ลูกหลานของพวกท่าน เราทุกคนในที่นี้เลือกได้ว่าเราจะให้ยุคสมัยเปลี่ยน โลกสังคมปรับ แล้วเราจะอยู่กับมันหรือว่าเราจะต้องปรับและเปลี่ยนวิธีคิดด้วยนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ