ปดิพัทธ์ สันติภาดา สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อสร้างความปรองดองและแก้ปัญหาความไม่เชื่อมั่นในระบบสภาและกระบวนการยุติธรรม พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมอย่างเปิดเผยและปลอดภัย ทั้งยังวิพากษ์การใช้ถ้อยคำรุนแรงของสื่อและการบังคับใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เห็นต่าง รวมถึงตั้งข้อสังเกตการคุกคามผู้ชุมนุมนอกห้องประชุม พร้อมชื่นชมสถาบันการศึกษาที่เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ และท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาแทนราษฎร จากจังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ผมอยากจะขอขอบคุณทางกรรมาธิการนะครับ เพราะรายงานฉบับนี้มาในจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งนะครับ ถึงแม้จะเป็นการศึกษา เพราะรายงานฉบับนี้มาในจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งนะครับ ถึงแม้จะเป็นการศึกษา ก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุมใหญ่หรือชุมนุมอย่างกระจัดกระจายอยู่ในทั่วประเทศตอนนี้ กว่า ๑๐๐ ที่แล้วนะครับ ผมขอสนับสนุนข้อสังเกตของกรรมาธิการนะครับ และด้วยเวลาที่จำกัด ผมขอสนับสนุนอย่างน้อย ๓ ข้อด้วยกัน ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นนี้แน่นอนจะต้องมาจาก การทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วผมคงไม่พูดถึงความสำคัญนะครับ แต่ผมเสนอว่าเราจะต้องเติมคำว่า เร่งด่วนเข้าไปด้วย ตอนนี้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดูเหมือนว่าที่เป็นความต้องการ ของหลายพรรคการเมืองและเกือบจะทุกพรรคการเมือง แต่ดูเหมือนว่ามีกระบวนการที่จะ ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ถูกดีเลย์ (Delay) ไปเรื่อย ๆ และท่านประธานครับ ความล่าช้าเหล่านี้เองยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้สร้างปัญหามากมายมหาศาล ที่ทำให้อำนาจที่มาจาก การแต่งตั้งทำให้ประชาชนในประเทศนี้หมดความหวังที่จะใช้ชีวิตต่อไป เราจะอยู่ในประเทศนี้ อย่างไรครับที่คนเป็นจำนวนมาก อาจจะมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งนะครับว่า ถ้าเลือกตั้งอีก ๒ ปี ๘ เดือนข้างหน้านี้ พวกเขาจะมีประโยชน์หรือไม่เมื่อเสียงของเขา ไม่ได้รับความเคารพ เพราะอำนาจที่มาจากการแต่งตั้งยังอยู่ครบถ้วน พวกเขาไม่มีความ เชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นว่าการโกงการเลือกตั้ง หลักฐานทุจริตต่าง ๆ นั้นจะนำพาไปสู่ คดีความหรือไม่ อย่างเช่นที่จังหวัดลำปางได้เกิดขึ้น พวกเขาหมดความหวังในการเลือกตั้งท้องถิ่น ท่านประธานครับ รัฐบาลให้ความเห็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นกลับไปกลับมา จนตอนนี้ ประชาชนเชื่อแล้วครับว่าไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นครับ ตอนนี้เราอยู่ในยุคเดียวกับที่ คสช. ประกาศเลื่อนเลือกตั้งได้ตามใจชอบ กฎหมายพวกนี้ทำให้ประชาชนมากมายมหาศาล ในประเทศนี้มองไม่เห็นว่าชีวิตที่ปกติสุขในประเทศนี้หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะกฎเกณฑ์ และกลไกในประเทศนี้บิดเบี้ยวไปหมด ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกคนถ้าไปเดินถนนตอนกลางคืน และถูกรถซูเปอร์คาร์ (Super car) ชนนะครับ พวกเขาคิดในใจว่าตายฟรีแน่นอน เพราะไม่มีความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศนี้เรียบร้อยแล้ว นี่เราอยู่ในประเทศแบบนี้ครับท่าน เพราะฉะนั้นความปรองดองเกี่ยวข้องกับกลไกที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนแน่นอน แล้วถ้าเราไม่เพิ่มความเร่งด่วน ความจริงใจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญร่วมกัน แน่นอนเราคงจะไปพูดถึงรัฐบาลให้ยุบสภาก็คงจะยาก เดี๋ยวตอน อภิปรายไม่ไว้วางใจก็เจอกัน แต่ว่าตอนนี้อำนาจในนิติบัญญัติพวกเราต้องร่วมกันแก้ไข รัฐธรรมนูญ นี่คือความเร่งด่วน ไม่ใช่แค่จะแก้ไขปัญหาระยะยาวได้เท่านั้น แต่จะช่วยชีวิต ของคนตอนนี้ที่กำลังเสี่ยงอยู่บนถนนได้ด้วย ท่านประธานครับ ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม แน่นอนผมจะพูดอย่างตรงไปตรงมา หลายข้อเรียกร้องคนส่วนหนึ่งฟังแล้วไม่สบายใจ แต่ถ้าเราเชื่อมั่นว่านี่คือคนไทยที่จะอยู่ร่วมกับแผ่นดินของเราต่อ ข้อเรียกร้องเหล่านั้นจะต้อง ถูกนำมาพิจารณาในพื้นที่ที่ปลอดภัย ในพื้นที่ที่มีเสรีภาพ ในพื้นที่ที่สามารถใช้หลักวิชาการ พูดคุยกันได้ แต่เนื่องจากพื้นที่นั้นไม่มีครับ ก็เลยต้องไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ของการชุมนุม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะช่วยให้ประเทศนั้นผ่านพ้นวิกฤติได้ถ้าเปิดให้มี ส.ส.ร. แล้วทำให้ ความเข้าใจหรือแม้แต่ความขัดแย้งทุกอย่างในประเทศนี้ถูกนำมาสร้างฉันทามติร่วมกัน และเราใฝ่ฝันอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นคนรุ่นเก่าเห็นแล้วก็สบายใจ คนรุ่นใหม่ เห็นแล้วก็รู้สึกอยู่ในประเทศนี้อย่างมีอนาคต ผมพูดถึงการถกเถียงทุกหมวด ทุกมาตรา ไม่ใช่เป็นการก็อปปี เพสต์ (Copy paste) ในหมวดที่เราบอกว่าห้ามแตะต้อง แล้วก็ค่อยไปคุยกันเรื่องอื่น แต่ผมคิดว่าทุกหมวดสามารถนำมาคุยกันได้ด้วยเจตนารมณ์ที่ดี ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์และพูดคุยหาฉันทามติร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นข้อเรียกร้องที่นำไปสู่ เงื่อนไขของกลุ่มที่ต้องการใช้ความรุนแรง การเจรจาเกิดขึ้นได้ตลอดครับ แต่ตอนนี้เราต้อง เลือกว่าเราจะให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นก่อนจนทุกคนเสียหายแล้วค่อยเจรจา หรือเราเห็น ความเสียหายมาพอแล้ว แล้วเราเจรจาร่วมกันในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ร่วมกัน
ข้อสังเกตที่ ๒ คือข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ ท่านประธานครับ ในวันที่เราพยายาม พูดคุยกันอย่างสันติในสภาแห่งนี้ สื่อมวลชนบางช่องกลับใช้ถ้อยคำที่รุนแรง มีข้อกล่าวหา และยังไม่เคยมีความรับผิดชอบเลย เช้านี้ผมดูช่องหนึ่งผู้ประกาศบอกว่าหัวหน้าพรรคผม เป็นพวกอีแอบอยู่เบื้องหลังการชุมนุมในการที่สนับสนุนทั้งแนวคิด ทุนทรัพย์ ท้าทาย แล้วเป็นต้นเหตุของการจาบจ้วงเบื้องสูง นี่พูดในการออกอากาศนะครับ แล้วก็เรียกนักศึกษา ว่าไอ้พวกนี้ มีการพูดถึงพวกอาจารย์ที่ลงชื่อสนับสนุนนักศึกษาให้ออกมาที่ม็อบ (Mob) ท้าทายว่าออกมาสิ ออกมาสิ ท่านประธานครับ เราปล่อยให้สื่อมวลชนแบบนี้อยู่ในประเทศ ได้อย่างไร ผมไม่ได้บอกว่าพวกเขาแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้นะครับ แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยได้เลยครับ แต่กลับกลายมาเป็นทำหน้าที่ราวกับเหตุการณ์ แบบ ๖ ตุลา ในสื่อแบบดาวสยามที่จะปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังแตกแยก เรื่องนี้ผมคิดว่า สภาของเราจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบ
และข้อสุดท้ายนะครับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่กลายเป็นเครื่องมือในการ ฟ้องร้องทุกคดี ผมกำลังจะพูดถึงกรณีของคุณธเนตร อนันตวงษ์ ถูกข้อหาตามกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ในกรณีที่นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ โดน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในการวิจารณ์ คสช. โดนคุกเข้าไป ๓ ปี ๙ เดือน โดยที่ศาลอาญาพิพากษาทีหลังว่าเขาบริสุทธิ์ ๓ ปี ๙ เดือนนี้พ่อเขาเสียชีวิตด้วยนะครับ ไม่มีโอกาสได้เห็นคุณพ่อที่จะเสียชีวิตไป แต่โชคดี เขาได้ค่าชดเชยวันละเท่าไรครับท่านประธาน วันละ ๕๐๐ บาท ประเทศอย่างนี้หรือครับ เราจะอยู่กันอย่างปรองดอง ในเมื่อความยุติธรรมของคนเล็กคนน้อยถูกขยี้ไม่มีชิ้นดีแบบนี้
สุดท้ายนะครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิของ ผู้ชุมนุม ผมอยากจะเห็นเจ้าหน้าที่จริงใจตอบในห้องกรรมาธิการว่าไม่คุกคามนักศึกษา นอกห้องไปคุกคาม เรื่องนี้ผมเองก็รับไม่ได้ แล้วผมอยากจะขอขอบคุณ ช่วงสุดท้าย เกินเวลานิดเดียวนะครับ สถาบันการศึกษาที่อำนวยความสะดวกให้กับการแสดงความคิดเห็น อย่างเสรีและปกป้องว่าการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาและผู้ชุมนุมในสถาบันการศึกษา สามารถทำได้ ผมอยากใช้เวทีนี้ในการขอบคุณด้วยครับ ขอบคุณมากครับ