สมคิด เชื้อคง หารือถึงความจำเป็นในการปรองดองหลังความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา โดยย้อนเหตุการณ์ร่างกฎหมายปรองดองในอดีตที่ล้มเหลว พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายถอยห่างจากความขัดแย้งและเปิดพื้นที่พูดคุยด้วยเหตุผลเพื่อสร้างความสมานฉันท์ร่วมกัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กราบขอบคุณท่านประธานครับที่ได้ให้โอกาสอภิปรายเกี่ยวกับรายงานพิจารณาการศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เป็นผู้นำเสนอ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายเรื่องความปรองดองไปเยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียน ท่านประธานว่าการปรองดองมันต้องมีสาเหตุมาจากเบื้องต้น มันต้องมีต้นเหตุก็คือเรื่อง ไม่ปรองดอง มันถึงจะมาเรื่องนี้ ผมเรียนอย่างนี้ว่าในฐานะที่เคยอยู่ในเหตุการณ์กฎหมาย เกี่ยวกับการปรองดอง หลายครั้งที่เราเคยเสนอ ผมยกตัวอย่างว่าเมื่อสภาสมัยที่แล้ว ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ก็มีกฎหมายเรื่องปรองดองเข้ามาสู่สภาอยู่หลายฉบับ ฉบับที่เด่น ๆ ก็มีอยู่ ๕ ฉบับนะครับ ฉบับของ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้ที่ยึดอำนาจ แต่ว่าพอท่านมาอยู่ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ท่านก็ได้นำเสนอเรื่องปรองดอง แปลกไหมครับท่านประธาน คนยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๙ พอเข้าสภาปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่าท่านเขียน พ.ร.บ. ปรองดองเข้ามาในสภา บรรยากาศวันนั้นถ้าท่านประธานอยู่ ท่านก็คงดูภาพออก เหมือนระเบิดลงสภาเลยนะครับ วุ่นวายกันไปหมด ทุกคนไม่ยอมรับ หลายฝ่ายไม่ยอมรับ เพราะอะไรครับ เพราะผมก็มองว่าอาจจะยังไม่ตกผลึกทางความคิด ความขัดแย้งก็ยังมี ทั้ง ๆ ที่ความต้องการของ พลเอก สนธิ นั้นที่เข้ามาโดยภาพภาพรวมผมสิต้องไม่รับ เพราะอยู่ในอีกกลุ่มหนึ่ง พลเอก สนธิ เป็นฝ่ายที่จะยึดอำนาจ ต้องขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน เพราะเรื่องนี้ท่านเป็นผู้ดำเนินการ อีกฉบับหนึ่งก็ของท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง อีกฉบับหนึ่งก็ของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อีกฉบับก็ของท่านนิยม วรปัญญา ฉบับที่เข้าไปและมีปัญหาอีกฉบับหนึ่งซึ่งผมร่วมอยู่ด้วยคือฉบับของนายวรชัย เหมะ ซึ่งพอเข้าสภาก็เกิดปัญหาอย่างที่ว่า ก็นำมาสู่กระบวนการ กปปส. นำมาสู่กระบวนการ ซึ่งกล่าวขานกัน ลักหลับบ้าง ปรองดองเอื้อพวกพ้องบ้าง ทั้ง ๆ ที่ในเนื้อหา พ.ร.บ. ที่จะ ปรองดองนั้นเป็นเนื้อหาไม่เอาผิดกับผู้ชุมนุมในเงื่อนไขทางการเมือง คล้าย ๆ กัน เขียนคล้ายกันเกือบหมด ของท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้นท่านเขียนทำนองว่าชุมนุม ทางการเมืองระหว่างวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ หากมีการ กระทำใดที่เป็นความผิดก็ให้ถือว่าไม่เป็นความผิด อันนี้คือทางการเมืองล้วน ๆ ของคุณวรชัย ที่มีปัญหาอย่างที่พี่น้องทั้งหลายที่ดูอยู่ แล้วก็ท่านกรรมาธิการที่อยู่ข้างบนก็รู้หลายท่านว่า เหตุการณ์มันเกิดอย่างไร ที่มีปัญหาหนึ่งตอนเสนอก็เสนอคล้าย ๆ กัน ผู้มีเหตุจูงใจทาง การเมือง เราจะต้องให้สิทธิเขาว่าเขาไม่ได้คิดจะกระทำผิด เพียงแต่ว่าทางการเมืองความเชื่อ ทุกคนเชื่อไม่เหมือนกัน แต่มาเขียนฆ่ากัน มาประหัตประหารกันด้วยความคิดแปลกแยก นี่คือบอกว่าวันนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอเข้ามา ข้อสังเกตหลายอัน ผมก็เชื่อว่าท่านที่อยู่ เป็นกรรมาธิการท่านก็ทราบเรื่องดี แต่อยากจะทำให้เห็นว่าวันนี้ผมเห็นด้วยในข้อเสนอที่จะ ทำเรื่องปรองดองกัน มันถึงเวลาแล้วครับ เมื่อก่อนผมก็พูดแบบนี้แหละมันถึงเวลา เริ่มต้น ก็คือว่าความจริง คสช. ที่เข้ามายึดอำนาจ ใครที่ไม่ถูกกระทำไม่ทราบหรอกครับ ใครที่ ไม่ถูกเรียกไปปรับทัศนคติก็ไม่ทราบว่ามันเป็นอย่างไร ผมอาจจะโดนน้อยหน่อย ๒-๓ ครั้ง แต่ก็มีความรู้สึกว่าเราไม่มีอิสรภาพ เราไม่ได้ทำผิดอะไร พอดีรัฐบาล คสช. พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิทย์ เป็นคนนำทีมที่จะทำเรื่องปรองดอง ผมเห็นผมก็รับได้ ก็เชิญผู้แทน เชิญ ส.ส. เชิญอะไรไป อดีตทั้งหมดเข้าไปอยู่ในค่ายบ้าง ไปพูดจากันที่ศาลากลางบ้าง หลายกลุ่มได้เข้าไปโดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทำ แต่เรื่องนั้นก็เงียบก็หายไปเลย จนกระทั่ง มีการเลือกตั้งมันก็ยังไม่เดินทางต่อ เพราะฉะนั้นการไม่เดินทางต่อเหล่านั้นความปรองดอง ไม่เกิดขึ้น ผมก็เคยพูดในแห่งนี้หลายครั้งว่าการปรองดองไม่มีอะไรมากหรอกครับ พูดกัน ด้วยเหตุด้วยผล พูดกันด้วยภาษาดอกไม้ ไม่ใช่มึงวาพาโวยมันไม่มีทางปรองดองได้ เคารพ เหตุผลซึ่งกันและกัน ถ้าไปแบ่งกลุ่มแบ่งเหล่าว่าคนนี้ได้คนโน้นไม่ได้ ทำไม่ได้หรอกครับ ช่วงหลายปีมานี้ผมเทียวขึ้นศาลกับเข้าคุก ไปเยี่ยมเพื่อนในคุก เห็นแล้วสะท้อนใจเหมือนกัน ผมไม่ได้ดีใจเลยว่าฝ่ายไหนติดคุก กลุ่มไหนเสียชีวิต ผมไม่เคยดีใจ กลุ่มไหนติดคุก เราก็แสดงความเห็นใจ ไม่ได้พูดเอาเท่ห์นะครับ นี่นิสัยผม คือเราเองอยากเห็นบ้านเมือง มันเดินหน้าไปด้วยกัน การศึกษากฎหมายฉบับนี้ผมอ่านความเห็นหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะ ท่านที่เกี่ยวข้องทางการเมืองทั้งหลาย ผมก็เชื่อว่าได้ช่วยให้บรรยากาศมันดีขึ้น บ้านอื่นเมืองอื่น รบกันจะเป็นจะตายเขาก็ยังปรองดองได้ ของเราคนไทยด้วยกันต้องพูดจากันรู้เรื่อง ขอให้ ทุกคนถอยคนละก้าว ผู้ที่ถูกกระทำเขาถอยอยู่แล้ว แต่ผู้ที่กระทำต้องฝึกถอย ไปสะกดคำว่า ถอย ให้เป็น กลุ่มที่คิดกลาง ๆ ไม่มีปัญหา ท่านกรรมาธิการทั้งหลายก็รู้กลุ่มที่คิดกลาง ไม่มีปัญหา แต่กลุ่มที่สุดโต่งต้องเดินมาหากัน ผมก็ดีใจในเอกสารเล่มนี้มีทุกกลุ่มเข้ามาพูดคุย เพราะฉะนั้นผมก็ยังมองเห็นว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดีในการที่จะร่วมมือกันอย่างจริงจังที่จะ ทำให้ประเทศนี้เดินหน้าไปด้วยกัน บรรยากาศบ้านเมืองทุกวันนี้มันมาเร็ว เปลี่ยนเร็ว ไปเร็ว พวกเราต้องรีบสนองความต้องการของสังคม สนองความต้องการของคนทั่วไปว่าบ้านเมือง ก็กำลังแย่ เศรษฐกิจก็แย่ ทุกอย่างก็แย่ไปหมด มีบางเรื่องที่ให้ประชาชนชื่นใจสักเรื่องได้ไหม ผมก็ถือว่าเรื่องนี้พอที่จะให้พี่น้องประชาชนได้ชื่นใจ ไม่รบกวนเวลาท่านประธานมาก ขอขอบพระคุณครับ