ธีรัจชัย พันธุมาศ กล่าวถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมร่วมสมัยต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมเสนอแนวทางนิรโทษกรรมที่ครอบคลุมแต่แยกคดีทุจริตออก และเน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิรูปความยุติธรรม โครงสร้างอำนาจ การกระจายอำนาจให้ประชาชน รวมถึงการยุติบทบาททหารในทางการเมืองและธุรกิจ พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกการผูกขาดทุนและจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เอกซ์เปกโต พาโตรนุม (Expecto Patronum) สิ่งที่ผมพูด คือเป็นสิ่งที่นักศึกษาประชาชนได้พูดกล่าวไว้เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคมในการชุมนุม มันเป็นคาถา ของผู้พิทักษ์เพื่อปกป้องประชาธิปไตยที่มีความลึกซึ้งในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนี้ ในปัจจุบันนี้ ณ วันนี้ ความลึกซึ้งเป็นอย่างไรครับ ความลึกซึ้งก็คือเขามองถึงว่าคาถานี้เป็นการสะท้อนถึงแง่มุมส่วนลึกที่เป็นบวกของฝ่ายที่ ครองอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบันมันจะต้องออกมา ไม่ใช่แง่มุมลบในการมาปราบ ในการคุกคาม ในการกำจัดน้อง ๆ นักศึกษา อยากจะสะท้อนถึงแง่มุมดี ๆ คาถานั้นเสกปั้นโดยคาถานั้น มาจากภาพยนตร์เรื่อง แฮรี พอตเตอร์ (Harry Potter) นี่คือการเคลื่อนไหวแบบใหม่ ใช้ความร่วมสมัยเข้ามาเคลื่อนไหวแต่ลึกซึ้งด้วยปรัชญาแนวคิดที่ลึกซึ้ง แล้วมองถึงฝ่าย มีอำนาจว่าจะมีความคิดด้านบวกอยู่ในส่วนลึกของจิตใจที่ออกมาใช้ในตัวนี้ มันสอดคล้องกับ รายงานฉบับนี้ที่ต้องการความสมานฉันท์ ถึงแม้ว่ารายงานฉบับนี้จะพูดในส่วนใหญ่เนื้อหา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๗ และถึงปัจจุบัน นั่นคือการเคลื่อนไหวสู่การ รัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๗ และมาถึงปัจจุบันซึ่งเป็นการครองอำนาจของรัฐบาลที่มา จาก คสช. และ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ผมเห็นด้วยกับแนวทาง ของกรรมาธิการที่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรม แต่เป็นการนิรโทษกรรมที่เห็นแตกต่างบางส่วน ก็คือผมต้องการเห็นด้วยทั้งหมดในการแก้ไขนิรโทษกรรม ไม่ยกเว้นเฉพาะทุกอย่าง แต่เฉพาะคดีทุจริตก็ว่าคดีทุจริตไป แต่ทุกอย่างต้องเบ็ดเสร็จ การนิรโทษกรรม ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมานั้นพูดถึงกันก็คือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุไม่ได้แก้ไข นิรโทษไปเดี๋ยวก็เกิดเหตุ ขึ้นมาใหม่ สาเหตุของประเทศไทยที่ยังติดปัญหาความขัดแย้งอยู่มันมีอยู่ ๔ เสา เสาที่ ๑ ก็คือความยุติธรรม ไม่ยุติธรรม ความยุติธรรมของเรามีหลากหลายมาตรฐาน คนมีอำนาจ จะไม่ค่อยผิดแม้ว่าความผิดทางการเมืองอะไรก็แล้วแต่ คนจนจะผิดเสมอถูกจัดเต็มเสมอ บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพเสมอแต่คนรวยนั้นอ่อน ในทางการเมืองจะมีฝ่ายที่ อยู่กับผู้มีอำนาจจะรอดพ้นจากการดำเนินคดีและถูกเสมอ นี่คือความยุติธรรมต้องปรับปรุง นั่นก็คือจะต้องให้กระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการนั้นยึดโยงกับประชาชน เพราะ ประชาชนคือชาติ ชาติคือประชาชน อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารของเรามีการตรวจสอบ ถ่วงดุลกันตลอด แต่อำนาจตุลาการไม่เคยมี อำนาจอัยการไม่เคยมี ตำรวจต่าง ๆ อยู่กับ อำนาจบริหาร สิ่งเหล่านี้จึงเกิดคดีบอสกระทิงแดง เกิดคดีอีกหลายคดี แล้วเกิดความ ลักลั่นในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ผมอภิปรายไปเมื่อเช้า
สิ่งที่ ๒ ก็คือทหารต้องไปทำหน้าที่ของตัวเอง เลิกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทหารต้องอยู่ในกรม กอง อย่าเข้ามา ไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศอย่าเข้ามา ธุรกิจของทหาร ม้า มวย หวย ทีวี (TV) ต่าง ๆ ควรจะยุติเข้าไปทำหน้าที่ทหารอาชีพ ถ้าเป็น อย่างนี้ปัญหาโครงสร้างตรงนี้ก็จะแก้อีกเปราะหนึ่ง
ประการที่ ๓ เสาที่ ๓ ก็คืออย่าให้เกิดความเหลื่อมล้ำในทุนผูกขาด นโยบาย ที่มาจากการรัฐประหารอย่าเอื้อต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ต้องลดให้กระจายมาสู่ทุนขนาดน้อย การพัฒนางบประมาณต้องจัดสรรลงสู่ประชาชนอย่างแท้จริงก็จะได้มีระบบหมุนเวียน เศรษฐกิจ ไม่ใช่กระจุกแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่และกลุ่มเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ได้ประโยชน์นี้หรือนักการเมืองบางส่วนที่ได้ประโยชน์นี้
ประการที่ ๔ ต้องกระจายอำนาจจริง ๆ ให้มีการเลือกตั้งจริง ๆ ๕๐ : ๕๐ งบประมาณให้เขาจริง ๆ แต่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ถ้า ๔ เสาเหล่านี้ได้การปฏิรูปขึ้นมา เปลี่ยนแปลงขึ้นมาความขัดแย้งจะลดอย่างฮวบฮาบ และจะเกิดความสมานฉันท์ ปรองดอง ขึ้นมาเอง ผมเรียนอย่างนี้นะครับ คนที่ไม่เห็นอันตรายต่อเผด็จการก็คือคนที่ได้ประโยชน์ หรืออยู่ข้างเดียวกับเผด็จการ เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ได้กล่าวไว้ในส่วนนี้ ผมคิดจริง ๆ ผมไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับเผด็จการครับ ผมอยู่ตรงข้ามกับเผด็จการ ผมไม่ได้ ประโยชน์ แล้วก็รังเกียจเผด็จการ และถึงเวลาหรือยังครับที่ประเทศไทยนั้นเราจะต่อสู้ เพื่อเอาชนะเผด็จการ เราในฐานะนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราถึงคราวหรือยัง ที่จะไม่ต้องแก้ปลายเหตุ มานิรโทษกรรมทีละนิด ๆ แต่แก้ปลายเหตุอย่างนี้ เราแก้โครงสร้าง ได้ไหม เราแก้ที่ดันทหารกลับไปอยู่กรม กองได้ไหม เราแก้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อย่างจริงจังได้ไหม เราแก้ทุนผูกขาดได้ไหม และเรากระจายอำนาจไปให้ประชาชน อย่างแท้จริงได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราจะทำ ผมคิดว่าผมก็จะทำและ จะสู้ต่อไป ไม่มีวันถดถอย เพื่อจะไม่ต้องมาศึกษาเรื่องการปรองดองอะไรกันอีก ด้วยความ เคารพขอฝากพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน เราไม่ว่าอยู่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เราถึง เวลาหรือยัง เด็ก ๆ น้อง ๆ นิสิต นักศึกษา เขากล้าที่ออกมายืนข้างหน้า ไม่กลัวคุกตาราง ไม่กลัวตาย แล้วเราจะอยู่เบื้องหลังเขาหรือครับ แล้วมารับตำแหน่งอย่างนี้สภาผู้แทนราษฎร หรือครับ เราไม่ช่วยกับเขาหรือครับในการเคลื่อนไหวตรงนี้ แล้วขุดสำนึกจุดด้านบวกของที่ดี ของผู้มีอำนาจปัจจุบันนั้นให้ออกมารับสภาพ อย่าสืบทอดอำนาจ อย่ารักษาอำนาจยาวไกล อีกเลย แต่ละคนก็อายุมากแล้วครับ ๗๐ ปี ๘๐ ปี จะมีอำนาจไปถึงไหน จะกินสักกี่มื้อ จะเอาอำนาจไปทำอะไร ถอยขึ้นมาวางระบบประเทศให้คนรุ่นหลังเขาเติบโต เขามีอนาคต เขาเติบโตขึ้นมาโดยรากฐานชีวิตที่ดี ทำไมเราไม่ทำ เราเป็นนักการเมืองสักครั้งหนึ่งทำสิครับ ผมขอฝากด้วยความเคารพครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ