ไพบูลย์ นิติตะวัน หารือประเด็นข้อเสนอรายงานแนวทางในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ โดยเน้นย้ำว่าการสร้างปรองดองต้องไม่สร้างความขัดแย้ง และยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตเพื่อชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งรุนแรงในปัจจุบัน โดยเฉพาะการชุมนุมและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอุปสรรคต่อความปรองดอง จึงไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตที่เสนอให้จัดทำหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งหารือประเด็นนิรโทษกรรมและข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ โดยชี้ว่าบรรยากาศปัจจุบันขัดแย้งและมองทหารด้วยความอคติ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ในวันนี้การอภิปรายในเรื่องของข้อเสนอรายงานแนวทางในการสร้างความ ปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งผมได้ดูจากรายงานแล้วก็มีประเด็นสำคัญที่จะอภิปราย ก็คงอยู่ในส่วนของข้อสังเกต ซึ่งส่วนที่อยู่ในข้อสังเกตนั้นผมขออนุญาตอยากจะเรียนว่าโดยเฉพาะมีอยู่หลายข้อที่ผม อยากจะอภิปราย แต่ผมอาจจะต้องขอเริ่มจากข้อท้ายเลยก็คือข้อสังเกตที่เกี่ยวกับการชุมนุม และสิทธิของผู้ชุมนุม ท่านประธานครับ ก่อนจะไปสู่เรื่องนั้น ผมอยากจะเรียนว่าการสร้าง ความปรองดองนั้นก็คือจะต้องไม่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในกระบวนการที่จะสร้างความ ปรองดอง ความปรองดองนั้นก็คือการออมชอม ประนีประนอมยอมกัน ไม่แก่งแย่งกัน ตกลงกันด้วยการไกล่เกลี่ย ตกลงกันด้วยไมตรีจิต ซึ่งความปรองดองตรงข้ามกับความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งนั้นคือความไม่ลงรอยกัน ไม่เห็นพ้องต้องกัน ท่านประธานครับ ความขัดแย้ง เกิดขึ้นรุนแรงกันมาโดยตลอด อย่างเช่น ในข้อ ๙ ข้อสังเกตการชุมนุม การใช้สิทธิ ผู้ชุมนุมนั้น ซึ่งอาจจะหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมก็อยากจะย้อนในอดีต เช่นเดียวกันครับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่รุนแรงนั้น ไม่ว่าเหตุการณ์ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งก็มีการชุมนุมของนิสิต นักศึกษาอย่างมากมาย จนเกิดวิกฤติขึ้น แล้วก็ในเหตุการณ์ ดังกล่าวนั้นก็ยังเกิดอีกครั้งหนึ่งในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งมีการชุมนุมมีความขัดแย้งกัน มากมาย ผมอยากจะเรียนว่าเรื่อง ๒ เหตุการณ์ใหญ่นั้นผ่านพ้นไปได้ก็ด้วยการที่เป็นผู้นำ อย่างแท้จริงของการปรองดองของคนในชาติ ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงทำให้เรื่องที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในระดับนั้น ได้ข้อยุติลง ซึ่งพอจบลงไปแล้วสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความสงบของประเทศที่จะเดินหน้าต่อไป แต่สิ่งเหล่านี้ กลับมาเกิดปัญหาขึ้นในปัจจุบัน คือการชุมนุมที่เกิดขึ้นในส่วนที่อาจจะกล่าวถึงในวันที่ ๑๐ ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาด้วย ท่านประธานครับ การชุมนุมดังกล่าวนั้นเป็นการสร้างความขัดแย้ง ความขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย ไม่ใช่เป็นการสร้างความปรองดองเลย ซึ่งการชุมนุม ดังกล่าวนั้นทำให้รายงานของคณะกรรมาธิการปรองดองทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนข้อสังเกต ผมไม่สามารถรับได้หรอกครับ มันไปไม่ได้ในยามนี้ ก็ด้วยเหตุอยากจะเรียนครับว่าไม่ว่าการ ชุมนุมที่เรียกร้องให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นข้อสังเกต คณะกรรมาธิการ ข้อ ๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญหรือการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็น เรื่องที่สร้างความขัดแย้งมาโดยตลอดอยู่แล้ว อย่างที่ปรากฏตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ต่อเนื่องมาถึง ปี ๒๕๕๗ ก็เกิดจากการที่ไปพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งให้ เป็นไปตามที่พวกตนฝ่ายตนต้องการเท่านั้น สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เป็นการไปสร้างความ ปรองดอง ถ้าสร้างความปรองดองก็คือจะต้องอยู่กันในสังคมได้ด้วยความสงบเรียบร้อย เข้าใจซึ่งกันและกันและรับรอง ไม่มีปัญหากับความเห็นต่าง แล้วก็อยู่กันด้วยไมตรีจิต แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่าง ๆ ผู้เรียกร้อง ล้วนใช้แต่วาทกรรม โจมตีอีกฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรงทั้งสิ้น ไม่ใช่การปรองดอง ดังนั้นผมจึง เห็นว่าข้อ ๑ ที่เสนอมานั้นผมไม่เห็นด้วยทั้งหลักการการใช้ถ้อยคำในเอกสารของ คณะกรรมาธิการ มีคำว่าสืบทอดอำนาจบ้าง มีแต่เรื่องที่ผู้ใดที่ไปยื้อหรือถ่วงเวลาแก้ไข รัฐธรรมนูญ กลายเป็นคนไม่ดีไปหมด มีแต่พวกท่านดี ถ้ามีดีอยู่พวกเดียวมันปรองดองไม่ได้ หรอกครับ ต้องดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการนิรโทษกรรม หลักการเรื่องนิรโทษกรรมนี้ผมอยู่ใน เหตุการณ์มาโดยตลอด เป็นทั้งผู้ที่เห็นว่าควรจะต้องมีนิรโทษกรรม แล้วจนกระทั่งเป็น ผู้ไปชุมนุม จนกระทั่งมีคดีตอนนี้มีคดีกบฏอยู่ด้วย แต่ผมอยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยในการ นิรโทษกรรม ถ้าเหตุการณ์ได้ข้อยุติมีความสงบเพียงพอแล้ว แล้วก็จะไม่เกิดเหตุใด ๆ ขึ้นแล้ว เราก็ควรจะนิรโทษกรรม แต่ในปัจจุบันนั้นก็น่าเสียดายกลับเกิดเหตุการณ์ชุมนุมขึ้นไล่มา น่าจะเป็นตั้งแต่ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็จนถึงปัจจุบัน ทุกเหตุการณ์ในการชุมนุมนั้น ผมเห็นว่าบรรยากาศของการนิรโทษกรรมนั้นกลับกลายเป็นการจะไปสร้างความขัดแย้ง ครั้งใหม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะว่าก็จะต้องมีฝ่ายไม่เห็นด้วยในการที่จะนิรโทษกรรมกับ บุคคลที่ผมไม่อยากระบุชื่อ ไปกล่าวอะไรต่าง ๆ นานา มีบุคคลที่เขาก็มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย แล้วก็เขาควรที่จะไม่เห็นด้วยอย่างมากด้วย ดังนั้นเรื่องนิรโทษกรรมแม้ผมเคยเห็นด้วย แต่ผมก็ยังเห็นว่าบรรยากาศตอนนี้ไปแล้วกลับกลายเป็นสร้างความขัดแย้ง
อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนไว้ก็คือเรื่องข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ ซึ่งอยู่ในข้อ ๘ ข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพนั้นเป็นข้อที่เป็นปัญหามาโดยตลอด ถ้าท่านจะสร้าง ความปรองดองท่านต้องเริ่มมองฝ่ายหนึ่งด้วยความที่มีไมตรีจิตซึ่งกันและกัน แต่ถ้อยคำหรือ วิธีการมองกองทัพหรือทหารเป็นการมองด้วยความอคติ ด้วยความที่รู้สึกไม่ดีอย่างมาก ๆ แล้วเมื่อคนรู้สึกไม่ดีใช้วาทกรรมจงเกลียดจงชังกันอย่างนั้น มองทหารกลายเป็นอุปสรรค ทั้งสิ้น แม้กระทั่งไปถึงขนาดจะไปยุ่งเกี่ยวกับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของเหล่าทัพ กำหนดว่า ให้ถวายสัตย์ว่าจะไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ท่านทำอย่างนี้เท่ากับท่านผลักดันให้กองทัพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ทำไมท่านไม่ดูกองทัพในลักษณะที่