ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อภิปรายรับทราบรายงานการสร้างความปรองดอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อภิปรายรับทราบรายงานการสร้างความปรองดอง โดยเน้นย้ำว่าสื่อมวลชนต้องไม่ส่งเสริมความเกลียดชังหรือความรุนแรง และเรียกร้องให้ขยายนิยามของสื่อรวมถึงละคร เพลง ภาพยนตร์ วัฒนธรรม เพื่อลดบทบาทที่สร้างภาพลักษณ์ผิดๆ เช่น การข่มขืนในชื่อความรัก หรือการทำรัฐประหารเพื่ออ้างรักชาติ

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ธัญขออภิปรายรับทราบเกี่ยวกับรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ที่ศึกษาโดยคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในส่วนที่ธัญอยากจะอภิปรายเพิ่มเติมก็คือ ส่วนข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ก็คือประเด็นของสื่อมวลชนในเล่มนี้ค่ะ ซึ่งอยู่ใน หน้า ๑๒ หัวข้อที่ ๕ ซึ่งกล่าวโดยสรุปดังนี้ สื่อต้องไม่นำข้อเสนอ ข้อมูลและถ้อยคำ ที่สร้างความเกลียดชังหรือยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อคู่ขัดแย้ง รวมทั้งไม่นำเสนอภาพ แห่งความรุนแรงในลักษณะที่ชี้นำให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงในสังคมนั้น เป็นเรื่องปกติ ธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ สื่อควรคำนึงถึงผลกระทบและความเหมาะสมของสิ่งที่นำเสนอต่อ สังคมด้วย ธัญเห็นด้วยทั้งหมดในประการทั้งปวง แต่ว่าในการนำเสนอข่าวการเมืองนั้น จะต้องคำนึงถึงผลกระทบและต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่นำเสนอความเกลียดชัง และความรุนแรง เพราะจะทำให้สังคมนั้นยิ่งแตกแยก ยิ่งร้าวลึกและกลายเป็นสังคมนิยม ดรามา (Drama) หากเรามองกว้างออกไป ไม่เพียงแค่ข่าวการเมืองเท่านั้น ธัญอยากจะ อภิปรายเพิ่มเติมถึงนิยามของสื่อว่าจริง ๆ แล้วสื่อมวลชนด้านอื่น ๆ นั้นหมายรวมถึง อะไรบ้างที่อยากจะให้กับคณะกรรมาธิการนี้ได้เพิ่มเติมลงไป ก็คือหมายรวมถึงโทรทัศน์ ละครทีวี (TV) บทเพลง ภาพยนตร์ วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สังคมไทยก็มีการนำเสนอ ความเกลียดชัง ความรุนแรงที่เคลือบฉาบด้วยความโรแมนติก (Romantic) ไม่ว่าจะเป็น การตบตีแย่งผู้ชาย ตบจูบ ยิ่งตบแรงยิ่งจูบแรงก็จะยิ่งเรตติง (Rating) ดีค่ะ หรือฉากที่เป็น พระเอกนั้นข่มขืนนางเอกก็กลายเป็นเรื่องชอบธรรมไปได้ เพราะพระเอกก็จะให้เหตุผลว่า ทำไปเพราะรัก เรื่องการข่มขืนนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องที่ชอบธรรม สะท้อนความไม่เท่าเทียม บทบาทของหญิงชายในสังคมไทย การทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นมานั้นทุก ๆ ครั้งก็จะมีข้ออ้าง ว่าทำไปเพราะรักประเทศ ฟังดูคุ้น ๆ ใช่ไหมคะ แล้วก็มีคนบางส่วนในสังคมนั้นก็เชื่อว่า การรัฐประหารนั้นชอบธรรม ทำไปเพราะความรักชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย เพราะนั่นยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง แตกร้าวในสังคมมากยิ่งขึ้น การทำรัฐประหารก็ไม่ต่างจาก การข่มขืนประชาชนทั้งประเทศ ดังที่ได้ยกตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนะคะ เราสามารถสรุปได้ว่าสื่อมวลชนเป็นเพียงแค่ ปลายเหตุค่ะท่านประธาน เพราะต้นเหตุที่แท้จริงแล้วเราทุกคนในที่นี้ เราทุกคนในสังคมไทย นั้น ถูกบ่มเพาะในสังคมที่สร้างความเกลียดชังตั้งแต่ยังเด็ก แล้วก็ในสถานศึกษาแล้วเรา ก็ส่งต่อความเกลียดชังความรุนแรงนั้นในสังคมแล้วก็ผ่านสื่อ ตัวอย่างในอดีตที่เราเกิดขึ้นมา ที่สื่อต้องเรียนรู้อย่างเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่การนำเสนอสื่อนั้น ในบางสำนัก ที่นำเสนอความเกลียดชัง นำพาสังคมก้าวสู่ความสยดสยอง อย่างเหตุการณ์ที่ธัญยกตัวอย่าง ไป ๖ ตุลาคม เราจะเห็นฝ่ายที่เห็นต่างจากนักศึกษาธรรมศาสตร์เอาเก้าอี้ฟาดศพที่ถูกแขวน อยู่บนต้นไม้ และที่สำคัญสิ่งที่เราเห็นคืออะไรคะ คือคนไทยด้วยกันยืนมุงดูแล้วก็หัวเราะ ต่อกระซิก ยิ้มแย้มด้วยความเริงร่ามีความสุข มองว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่สนุกสนาน เป็นเรื่องที่สะใจกลายเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) ค่ะท่านประธาน การสื่อสาร ความเกลียดชังในสังคมไทยนะคะ ธัญสามารถวิเคราะห์ออกมาได้เลยดังนี้นะคะ เรามีการ สื่อสารในประเทศของเราแค่ ๒ แบบเท่านั้นเอง ง่าย ๆ นะคะ การสื่อสารที่ทำให้เรา เกลียดชังผู้อื่น อันนี้คือหวังผลทางการเมืองค่ะท่านประธาน เช่น คำว่าพวกชังชาติ มีเป้าหมายหวังผลทางการเมือง หรือไม่ว่าจะเป็นในละครโทรทัศน์ที่เราจะมีคำด่าหรือ มีคำพูดขึ้นมา ขออนุญาตใช้คำนี้นะคะ ไอ้ อี บ้านนอก ซึ่งคำต่าง ๆ เหล่านี้ ก็สะท้อนถึง รัฐรวมศูนย์ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญเพียงแค่กรุงเทพฯ และคนที่มาต่างจังหวัดนั้น ก็จะได้รับบทคนใช้ซึ่งมีศักดิ์และศรีไม่เท่ากัน ๒. การสื่อสารให้เราเกลียดชังตนเอง อันนี้คือ หวังผลอะไร หวังผลทางการตลาดค่ะท่าน ก็คือการสื่อสารให้เราไม่มีความสุขกับตนเอง ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง ต้องเสียเงินเพื่อซื้อสินค้านั้น ๆ เช่น คำพูดด่าทอต่าง ๆ ในสังคมหรือการบูลลี (Bully) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องสีผิว เรื่องความงามที่ การตลาดกำหนดขึ้นมา แล้วก็สร้างความน่าเกลียดให้อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็เกิดขึ้นผ่าน วาทกรรมต่าง ๆ ของความงามที่ด่าทอแล้วก็บูลลี (Bully) กันในสังคมค่ะท่านประธาน แต่ประเทศนั้นประเทศที่มีเสรีภาพเขาจะสื่อสารอยู่ ๒ อย่าง ซึ่งต่างจากประเทศเราค่ะ คือการสื่อสารให้เราเคารพตนเอง กับ ๒. การสื่อสารให้เราเคารพผู้อื่น ก็คือการรักตัวเอง เพื่อที่จะรักตัวเอง แล้วก็รักผู้อื่นและเคารพผู้อื่น แล้วก็เคารพสิทธิและเสียงของผู้อื่นค่ะ ข้อเสนอแนะของธัญต่อคณะกรรมาธิการนะคะ ธัญอยากจะให้คณะกรรมาธิการได้นำ หลักสูตรในเรื่องของมีเดีย ลิตเทอเรซี (Media literacy) หรือการเรียนรู้เท่าทันสื่อ บรรจุเป็นหนึ่งในทักษะการใช้ชีวิตของนักเรียนและเยาวชนของประเทศไทยค่ะ การเรียนรู้ เท่าทันสื่อนั้นก็คือการไม่หลงเชื่อเนื้อหาที่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง และสามารถที่จะคิดวิเคราะห์ สงสัย และรู้จักตั้งคำถามได้ว่าสิ่งนั้นจริงหรือไม่ และสิ่งนั้นมีจุดมุ่งหมายหวังผลทางการเมือง หรือหวังผลทางการตลาด ทักษะมีเดีย ลิตเทอเรซี (Media literacy) นี้ หรือการเรียนรู้ เท่าทันสื่อเป็นหนึ่งทักษะสำคัญของคนยุคสมัยนี้ค่ะ แล้วก็ธัญอยากให้กรรมาธิการมีการจัด สัมมนาเกี่ยวกับสื่อมวลชน เกี่ยวกับการผลิตสื่ออย่างไรที่ลดความเกลียดชังในสังคมค่ะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญค่ะท่านประธาน และต้องดำเนินการทันทีก่อนที่จะมีการยิ้มร่า หัวเราะ ต่อกระซิกเวลาที่มีการสูญเสียในประเทศนี้ ขอบคุณค่ะท่านประธาน