คารม ชี้บรรยากาศการเมืองตึงเครียด ห่วงความขัดแย้งซ้ำรอยอดีต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

คารม พลพรกลาง หารือสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมที่ตึงเครียด ย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจ ความจริงใจ และการรับฟังกันอย่างเปิดเผย พร้อมสนับสนุนรายงานของกรรมาธิการเพื่อส่งเสริมความปรองดองและเสถียรภาพของประเทศ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ต่อรายงานของกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ขออนุญาตที่จะอภิปรายในเวลา ๗ นาที เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์กับท่านประธาน กับประชาชน และกับประเทศเรา ท่านประธานครับ ขณะนี้ บรรยากาศเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดีว่าหลายคนกังวล เดินเข้ามาถามผมเมื่อเช้านี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ถามถึงสถานการณ์บ้านเมือง ในฐานะที่เคย อยู่ในกลุ่มที่เคลื่อนไหวกลุ่มคนเสื้อแดง ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยว่าบรรยากาศขณะนี้ ท่านประธานเองก็กังวล กรรมาธิการก็กังวล ผมนั่งอยู่ตรงนี้ผมรู้จักแทบทุกท่าน เป็นคน ที่เคารพ ข้าราชการก็กังวล กังวลในสภาพบ้านเมืองว่าจะเป็นอย่างไร ที่กังวลนี้เป็นเรื่อง ที่เกิดขึ้นจริงครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าขณะนี้มีสภาผู้แทนราษฎรมีบรรยากาศของ การเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เราก็ทราบอยู่ สถานการณ์ตรงนี้ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รับรู้ ผมเคยเห็นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ นั่นคือจุดเริ่มต้นของความยุ่งยากมาถึงขณะนี้ แล้ววันนี้ ผมก็เชื่อว่าต้องพูดกันด้วยเหตุผล ในทางการเมืองครับไม่มีทางที่จะเขียนกฎหมายไม่ว่า จะเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญ เขียนให้คนรักกันได้ครับท่านประธาน ท่านประธานก็เคยเข้าป่ามา ท่านประธานเป็นคนบ้านเดียวกับผม ท่านประธานเป็นคนอีสาน ผมเป็นคนอีสาน เปรียบเทียบไปแล้วผัวเมียอยู่กันไม่ได้อยู่กันด้วยด้วยทะเบียนสมรสหรอกครับ ทะเบียนสมรส ไม่ได้ผูกให้คนรักกันได้ กฎหมายก็ไม่ผูกให้คนยอมกันได้ คนจะรักกันได้ คนจะปรองดองกันได้ ต้องเข้าใจและรักกัน ผมเคยเห็นข้าราชการต้องเดินฝ่าผู้ชุมนุมเข้าไปทำงาน ผมสงสารครับ ทั้งที่ผมอยู่กับผู้ชุมนุมนะครับ ผมเคยเห็นชาวบ้านที่ทำมาหากินไม่ได้ มีปัญหากับผู้ชุมนุม เพราะฉะนั้นมุมมองผมกับผู้ชุมนุมถามว่าผมเข้าใจไหมครับ เมื่อไม่กี่วันผมก็ไปประกัน คุณอานนท์ นำภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ในฐานะเป็นคนร้อยเอ็ดด้วยกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เราช่วยกันได้ แต่ถ้าถามว่าจะให้ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เป็นความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในทาง กฎหมาย ผมว่าก็ต้องแยกแยะ เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ แล้วก็ผ่านโลก ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเยอะ ผมมองเลยครับว่าขณะนี้ถ้าเราไม่ช่วยกันหาทางออก ขณะนี้ยังไปได้ครับ แต่ทุก ๆ คนต้อง อดทน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องอดทนในการที่จะบริหารบ้านเมืองฝ่าวิกฤติ ไม่ใช่ถึงขนาด วิกฤติ ปัญหาที่เผชิญอยู่ ท่านประธานครับ พวกเราก็ต้องอดทนแล้วก็หาทางออก ก็เล่นการเมืองกันมากไม่ได้ ต้องคิดตอบปัญหานี้เพื่อบ้านเมือง ขณะนี้ในรายงานนี้ผมอ่าน ไม่นานแต่ก็เข้าใจทั้งหมดเลย ท่านเอาความคิดของคนที่ผ่านสถานการณ์มาหมด บ้านเรา ตั้งแต่มีโควิด (COVID) มามันเป็นเรื่องที่ซ้ำเติมประเทศชาติพออยู่แล้ว พอมาเจอลักษณะ ที่มีน้อง ๆ เขามาเรียกร้อง ท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่าเขาก็เรียกร้องในส่วนที่เขาคิดว่า มันต้องเปลี่ยนแปลง หลักใหญ่ใจความก็คือรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญ พวกผมก็ไม่เห็นด้วยหรอกครับ ผมก็เคยขึ้นเวทีปราศรัยต่อต้าน แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมก็ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อมันเป็นกฎหมายเราจะมาบอกว่าจะต้องฉีกทิ้งก็ผิดกฎหมายอาญา มันต้องแก้ไข เราต้องเปิดทางแก้ไขด้วยความจริงใจครับ ไม่มาหลอก ขออภัยครับใช้คำพูด ไม่เหมาะ ไม่มาไม่จริงใจต่อกัน ไม่ตรงไปตรงมาในการที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง ขณะนี้ถ้าเรา จะค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ อ่านหาทางออก รับฟังปัญหาเขาไปโดยจริงใจแล้วก็นำเข้ามาสู่สภา สภายังมีอยู่ ผมเคยกราบเรียนท่านประธานว่าผมเคยอยู่ที่พรรคการเมืองหนึ่ง แล้วก็ถูกยุบไป แล้วมาอยู่พรรคการเมืองใหม่ เราเห็นแล้วว่าบางทีในความคิดเห็นที่ก้าวหน้าบางทีก็ต้องใส่ ความเป็นประเพณี ความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ใส่ไปด้วย แต่ว่าที่เขาคิดก้าวหน้าไม่ใช่เรื่องผิดครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าต่อญัตตินี้เป็นญัตติที่มีประโยชน์ ถามว่าโดยส่วนตัวผมก็ เห็นว่าเป็นรายงานที่มีประโยชน์ ผมก็เห็นด้วยโดยส่วนตัว ในฐานะเป็น ส.ส. ต้องใช้เอกสิทธิ์ ที่จะเห็นด้วย เพราะเหตุว่าประเทศเรายังสงบอยู่ ท่านลองมองออกไปในโลกสิครับ ฝากท่าน กรรมาธิการผ่านท่านประธานไปว่าท่านเห็นในสังคมที่มันรุนแรง สังคมที่มีแต่รบราฆ่าฟัน สังคมที่มีแต่ออกไปข้างนอกไม่มีความปลอดภัย มันไม่มีทางที่ประเทศจะเจริญได้ครับ เพราะฉะนั้นสภาจะต้องช่วยกันประคับประคอง สิ่งไหนที่เกินเลยไปจากสิ่งที่กฎหมายเขา ห้ามก็ต้องว่ากันไป ผมไม่สนับสนุนใครที่จะทำผิดกฎหมาย และผมก็เชื่อว่าประเทศเราก็ ผ่านวิกฤติมาเยอะ ขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ต่อรายงานนี้ผมจึงเห็นว่ากรรมาธิการก็ได้ สอบถามคนในนี้ที่ผมรู้จักแทบทุกคน เคยร่วม เคยต่อสู้ เคยอยู่ในฝ่ายที่ความคิดต่างกัน ไม่ว่าจะ ส.ว. บางท่าน ผมเคยทำคดี มาตรา ๑๑๒ หลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีของคุณสมยศ ไม่ว่าจะเป็นคดีของคุณสุรชัย สิ่งเหล่านี้มันต้องหาทางออก แต่หลักใหญ่ใจความก็คือว่าถ้าเรา มองประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ได้มองการเมืองเกินไป ฝ่ายบริหารก็ต้องดู ทหารก็ต้องอดทน ทหารก็ไม่ใช่จะใจร้อน ถ้ามีอะไรขึ้นก็ต้องมีอำนาจที่มีอยู่ก็ใช้ นักการเมืองก็เล่นแต่การเมือง ผมก็นักการเมืองแต่ผมไม่เล่นการเมือง สิ่งที่ไม่ถูกผมจะบอกว่าไม่ถูก ท้ายที่สุดก็ต้อง กราบขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ต่อรายงานนี้ผมรับทราบครับ แล้วก็เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ