ระวี ชี้ข้อขัดแย้งซ้ำรอย วอนเรียนบทเรียนเพื่อปรองดอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

ระวี มาศฉมาดล หารือถึงความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตที่ส่งผลให้เกิดการแตกแยกในสังคม พร้อมเสนอแนวทางการปรองดองสมานฉันท์ผ่านการนิรโทษกรรมคดีการเมืองในช่วงปี 2548–2563 เพื่อเยียวยาความเสียหายและเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจหลังโควิด โดยอ้างถึงตัวอย่างการแก้ไขความขัดแย้งจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และกรณีของแอฟริกาใต้ที่ใช้นโยบายนิรโทษกรรมนำสู่สันติภาพ

นายระวี มาศฉมาดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กระผม ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุวาระนี้เข้าสู่ที่ประชุมในวันนี้ แล้วต้องขอบคุณ คณะกรรมาธิการคณะนี้ที่นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคน ในชาติมาถูกจังหวะที่กำลังจะมีข้อขัดแย้งใหม่ ข้อขัดแย้งใหม่ที่เกิดจากการนำเสนอ ข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ ถ้าสภาเราได้ศึกษาบทเรียนขัดแย้งในอดีตนำมาปรับใช้ให้ เหมาะสมทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายเรียกร้อง ฝ่ายทหารก็จะเกิดประโยชน์ในการที่จะไม่สร้างความ เสียหายต่อประเทศที่จะมีขึ้นในครั้งหน้าต่อไป ผมเองอยู่ในเหตุการณ์ข้อขัดแย้งตั้งแต่ยุคที่ รุนแรงที่สุดก็คือยุค ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม ผมถูกคุกคามในสมัยนั้นซึ่งต่างในสมัยนี้เยอะ ผมจำเป็นต้องเดินทางเข้าต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในความขัดแย้งครั้งนั้นมีการบาดเจ็บล้มตายเสียหายกันเป็นหมื่น ๆ คน ทั้ง ๒ ฝ่าย ต่อมา ในความขัดแย้งใน ๑๖ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๖๓ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ตลอด ความขัดแย้งทั้ง ๒ ครั้ง สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติมากมาย ไม่ว่าจะเกิดการ แตกแยกทางความคิด ยิ่งในช่วงหลังระหว่างเพื่อน ระหว่างครอบครัว สามีภรรยาคิดต่างกัน ฝ่ายหนึ่งคิดแบบแดง ฝ่ายหนึ่งคิดแบบเหลือง คุยเรื่องการเมืองเมื่อไรได้ทะเลาะกัน ผมกับ เพื่อน ๆหลายคนที่ได้ทำงานร่วมกันเกิดความคิดแตกแยกเป็น ๒ กลุ่ม ไม่ว่ากลุ่มใดในสังคม ก็แตกแยกเป็นฝ่ายหนึ่งคนด้วยกับฝ่ายแนวคิดแบบเหลือง ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับความคิด ฝ่ายแดง เพื่อน ๆ นั่งอยู่ด้วยกัน ขับรถอยู่ด้วยกัน เห็นเพื่อนขับรถเริ่มง่วงพูดเรื่องประเด็น การเมืองขึ้นตาสว่างทันที เริ่มเถียงกันทันที หายง่วงเลย อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแตกแยกทาง ความคิด ส่งผลให้เกิดการแตกแยกทางความคิดอย่างกระจายทั่วประเทศและอย่างซึมลึก การต่อสู้ในช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๖๓ มีการบาดเจ็บล้มตายหลายพันคน เกิดความเสียหายทาง เศรษฐกิจมากมาย มีการเผาบ้านเผาเมือง ปัจจุบันนี้ความขัดแย้งแม้ว่าจะลดลงแล้ว แต่ความขัดแย้งลึก ๆ ในความคิดเวลาพูดคุยกันพวกนี้พวกแดง พวกนี้พวกเหลือง ก็ยังมีอยู่ พวกนี้พวกทักษิณ อะไรแบบนี้ก็ยังคงอยู่ในความคิดลึก ๆ แม้ว่าภาพภายนอกจะลดลง นี่คือความเสียหายต่อประเทศชาติที่ก่อให้เกิดขึ้นมากมาย หลังจากการยึดอำนาจ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลได้มีการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ขึ้น ได้มีการ พบปะระหว่างแกนนำแดง แกนนำเหลือง แกนนำทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย หาข้อสรุปที่จะปรองดองสมานฉันท์กันในรายละเอียด เราได้มีการพบปะกันหลายครั้ง ผมเป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนแกนนำเหลืองที่ได้พบ ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เห็นชอบในการ ที่จะต้องสร้างการปรองดองสมานฉันท์ขึ้นเพื่อที่จะลดความขัดแย้ง ลดผลกระทบ ผลเสีย โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบว่าจำเป็นที่จะต้องนำด้วยการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง จึงจะ เป็นที่มาของการที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในบ้านเมืองได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า การที่จะนิรโทษกรรมจะมีข้อยกเว้นอยู่ ๓ ส่วน ส่วนแรกคือยกเว้นคดีมาตรา ๑๑๒ ข้อ ๒ ก็คือยกเว้นคดีอาญาโดยเนื้อแท้ เช่น การไปยิงประชาชน การยิงทหาร ยิงตำรวจเสียชีวิต กับอันที่ ๓ ไม่นิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชัน แต่ในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่เอา ก็เป็นอันว่า แนวคิดที่จะมีการเสนอให้มีการปรองดองสมานฉันท์นิรโทษกรรมก็หยุดไป ต่อมาในภาวะ หลังโควิด (COVID) ระบาดมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ที่จะให้คนในชาติร่วมกันในการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ครั้งที่รุนแรงของโลก อาจจะพอ ๆ กับระดับสงครามโลก เพราะว่าครั้งนี้มันเป็นสงคราม ชีวภาพ เราต้องต่อสู้กับโควิด (COVID) ก่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ในส่วนตัวผม ผมเห็นด้วยกับแนวทางการ ปรองดองสมานฉันท์ที่จะใช้วิธีการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองในยุคปี ๒๕๔๘-๒๕๖๓ นี้ ความจริงในปี ๒๕๕๖ สภาในสมัยนั้นได้มีการอนุมัติวาระที่หนึ่งในการที่จะออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในวาระที่สอง วาระที่สามขึ้น เป็นการนิรโทษกรรมสุดซอย ก็ทำให้ พ.ร.บ. นี้แม้ว่าจะผ่านออกมา ตอนกลางคืน แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถจะดำเนินการได้เพราะเกิดการต่อสู้ประท้วงของ ประชาชนในการคัดค้านนิรโทษกรรมสุดซอย ผมขออนุญาตที่จะย้อนยุคว่าความขัดแย้ง ในอดีต ๑๔ ตุลา กับ ๖ ตุลา เป็นความขัดแย้งอุดมการณ์ระหว่างประชาธิปไตย กับคอมมิวนิสต์ แต่ที่สุดก็จบลงโดย พลเอก เปรมตัดสินใจใช้ประกาศมาตรา ๖๖/๒๓ ทำให้ ความขัดแย้งนี้จบไป ประเทศแอฟริกาใต้เป็นตัวอย่างในการขัดแย้งระหว่างผิวขาวกับผิวดำ ฆ่ากันตายมากมาย ความขัดแย้งกันประมาณเกือบ ๓๐ ปี ในที่สุด เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) ก็สามารถที่จะจบความขัดแย้งในสังคมเขาได้ด้วยการนิรโทษกรรม เช่นกัน การนิรโทษกรรมเป็นขบวนการที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดการปรองดอง สมานฉันท์ได้ ในข้อต่อไป การนิรโทษกรรมควรจะนิรโทษกรรมทุกคดี ไม่ว่าแพ่งหรืออาญา ยกเว้น ๓ ข้อที่ผมได้กล่าวถึงแล้ว เป้าหมายในการนิรโทษกรรมเพื่อจะสลายข้อขัดแย้ง ลดความแตกแยก ลดความเกลียดชัง ในการนิรโทษกรรมถ้าจะมีต่อไปต้องมีมาตรการ ที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาว่าไปก่อม็อบ (Mob) ไปสร้างความขัดแย้งในสังคม สร้างความรุนแรง ไม่ต้องกลัวหลังจากจบไปเดี๋ยวสภา รัฐบาล จะออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมใหม่ อันจะเป็นฉนวน ถ้ามีความคิดแบบนี้ก็จะทำให้ข้อขัดแย้งในปัจจุบันที่กำลังจะมีอยู่ ฝ่ายหนึ่งก็อาจจะไม่กลัว อีกฝ่ายหนึ่งก็เช่นกันว่าทำไปเถอะจะจัดการอย่างรุนแรง อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าประท้วง อย่างรุนแรง ผิดกฎหมายก็ช่างเดี๋ยวจะมีการนิรโทษกรรมต่อไป อันนี้ก็จะเป็นข้อเสียของ การออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ผมก็ขอเสนอว่าถ้าเกิดต่อจากนี้ไปถ้ารัฐบาลเห็นชอบ ที่จะทำการปรองดองสมานฉันท์ โดยการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ก็ควรที่จะใช้ชื่อใหม่ น่าจะเป็นใช้ชื่อว่า พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยรัฐบาลจะเสนอเอง หรือ ส.ส. ในสภาจะร่วมมือกันที่จะเสนอเข้าสภาต่อไป ในแนวทางนี้กระผมเห็นด้วยนะครับว่า ควรจะต้องออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เพื่อแก้ไขความขัดแย้งในอดีต ส่วนความขัดแย้ง ในปัจจุบันก็จะต้องให้ทั้งสองฝ่ายสรุปบทเรียนความขัดแย้ง ความเสียหายของประเทศ ในอดีตอย่าให้เกิดมาอยู่ในรูปแบบนี้อีก ผมก็ต้องขอขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ