เชาวนะ แจงการวิเคราะห์คำวินิจฉัยศาล ย้ำเพื่อพัฒนาความยุติธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

เชาวนะ ไตรมาศ ชี้แจงถึงการวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลในเชิงวิชาการเพื่อยกระดับมาตรฐานความยุติธรรม โดยย้ำว่าเป็นการดำเนินการเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย พร้อมยืนยันความจำเป็นในการใช้เวลาพิจารณาคดีซับซ้อน เช่น คดีหุ้นสื่อที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และชี้แจงถึงความคืบหน้าด้านเทคโนโลยีในศาลรัฐธรรมนูญ เช่น ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ดำเนินการตามมาตรฐานและไม่เกินความจำเป็น รวมถึงอธิบายข้อจำกัดในการรับมอบอาคารจาก ธพส. เนื่องจากเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบราชการ พร้อมย้ำว่าการพิจารณาคดีทุกกรณียังคงเป็นไปตามกฎหมาย แม้มีแรงกดดันหรืออิทธิพลจากสังคมบ้างก็ตาม

นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ครับ สรุปว่าเป็นข้อเสนอแนะในเชิงความเหมาะความควร แต่ว่าในทางปฏิบัติผมก็ขอรับไปหา วิธีการให้ท่านได้ไม่ต้องกังวลในจุดที่ต่อไปนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับที่ท่านเอง ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด แล้วก็เป็นสิ่งที่ทางศาลเองก็ให้ความเคารพในความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านครับ

ในส่วนของท่านคารม ท่านได้พูดถึงเรื่องของการทำการวิเคราะห์คำวินิจฉัย ตรงนั้นเป็นส่วนที่อยู่ในภารกิจของงานวิชาการของสำนักงาน ที่จะต้องมีการเอาคำวินิจฉัยต่าง ๆ มาวิเคราะห์ ซึ่งมีทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอง แล้วก็ศาลอื่น หรือศาลต่างประเทศด้วย มาวิเคราะห์ มาศึกษาเปรียบเทียบ ซึ่งการวิเคราะห์ตรงนี้แม้จะใช้คำว่าผลกระทบแต่ไม่ได้ หมายความว่าผลกระทบนั้นเป็นเรื่องที่จะมีผลต่อความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ผลกระทบ เหล่านั้นเป็นการวิเคราะห์ในเรื่องของการที่คำวินิจฉัยต่าง ๆ ที่มีคดีต่าง ๆ เข้ามาสู่ศาลและ มีคำวินิจฉัยออกไปนั้น จะมีการจำแนกประเภทของคดีอย่างไร แล้วก็คดีแต่ละประเภทที่เป็น คดีประเภทข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ที่จัดหมวดหมู่เข้าไปอยู่ในประเภทเดียวกันต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะมีการวิเคราะห์ในส่วนของศาลเองแล้วก็เปรียบเทียบกับศาลอื่น รวมถึง ของต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นในการวิเคราะห์ตรงนี้เป็นการวิเคราะห์เพื่อไปใช้ประโยชน์ ในการพัฒนา ในการยกระดับมาตรฐาน และหลักประกันในเรื่องของความยุติธรรม ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่จะว่าไปแล้วก็เป็นภารกิจทางวิชาการโดยแท้ จะไม่เป็นเรื่องที่เอาไปใช้ในการ สื่อสาร เพราะว่าการสื่อสารของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้นเราสื่อสารในรูปแบบของการ นำคำวินิจฉัยทั้งส่วนกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนไปเผยแพร่ ซึ่งตรงนั้นถือว่าคำวินิจฉัยก็คือ ทำวินิจฉัย ความเห็นหรือข้อวิเคราะห์ต่าง ๆ ไม่อาจไปทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นไปได้ อันนี้เป็นหลักการที่เราทำวิเคราะห์ เป็นเรื่องของทางวิชาการ ไม่ได้เป็นเรื่อง ของการที่จะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคำวินิจฉัยใด ๆ แต่ประการใด

อีกประการหนึ่งนะครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตไปที่ท่านธีรัจชัย ท่านได้กรุณา ยกประเด็นเรื่องเปรียบเทียบคดีของรัฐบาล คดีของฝ่ายค้าน คดีที่เกี่ยวข้องกับหุ้นสื่อ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ขอกราบเรียนว่าคดีของหุ้นสื่อนั้นเป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน แล้วก็มี ผู้ถูกร้องจำนวนมากนะครับ หลักเกือบร้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้กระบวนการในการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง การขอข้อเท็จจริงเพิ่มเติม การแสวงหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขของกระบวนการ ที่ต้องใช้เวลาเช่นเดียวกันนะครับ บางคดีก็อย่างเช่น คดีเรื่องกฎหมายงบประมาณ คดีเรื่อง พระราชกำหนด สัญญาระหว่างประเทศ อะไรต่าง ๆ จะเกี่ยวกับรัฐบาลก็จริงแต่ว่า มีกรอบเวลาที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่าต้องให้แล้วเสร็จในเวลานั้นเวลานี้ เพราะฉะนั้นคดีเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากเงื่อนเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

ส่วนที่ ๒ ขึ้นอยู่กับรูปคดีที่จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจำนวนมาก แล้วก็จำนวนของผู้ถูกร้องมีจำนวนมากด้วย อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการพัฒนา ระบบบริหารจัดการคดี ตรงนี้เป็นการพัฒนาระบบศาลรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นไป ตามมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติตามเทคนิคทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ต้องมีองค์ประกอบของ ระบบบริหารจัดการคดี ตั้งแต่รับคำร้องไปจนถึงการสิ้นสุดของคดี มีระบบการจัดทำระบบ สำนวนทางอิเล็กทรอนิกส์ การจัดทำระบบการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็มีการ จัดทำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ในเรื่องของห้องพิจารณาคดีทาง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของกระบวนการปฏิบัติจัดทำให้ระบบ ศาลอิเล็กทรอนิกส์นั้นสามารถปฏิบัติการได้ตามหลักการและเทคนิคทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นเรื่องของการซ้ำซ้อนหรือเป็นเรื่องของการใช้งบประมาณ ที่ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

อีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านสุพิศาลได้ยกคำถามเรื่องหนี้ และกรณีของท่านธีรัจชัย ก็พูดถึงเรื่องค่าใช้สอยต่าง ๆ นั้นผมเข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีได้ชี้แจงรายละเอียดไปแล้ว สำหรับประเด็นที่ท่านหยิบยกเรื่องการไม่ตกลงทำสัญญารับมอบอาคารของบริษัท ธนารักษ์ พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด อันนี้เป็นเรื่องที่หลายองค์กรต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของราชการ ในการที่จะรับหรือไม่รับ ขณะที่ ธพส. นั้นที่เป็นองค์ที่บริหารจัดการแบบเอกชน ฉะนั้นตราบใด ที่เงื่อนไขในการที่จะทำความตกลงกันไม่สอดรับกับเงื่อนไขของกฎหมายสำหรับองค์กร ราชการที่จะรับรองหรือทำความตกลงกัน ราชการไม่สามารถทำได้จนกว่าทางอีกฝ่ายหนึ่ง สามารถที่จะปรับเงื่อนไขให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของระเบียบทางราชการ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ ฝ่ายที่จะมาทำสัญญาหรือทำความตกลง ยังไม่สามารถปรับเงื่อนไขให้เป็นไปตามกฎหมายได้ แม้เราจะอยากทำก็ไม่สามารถทำได้

ส่วนเรื่องของท่านขจิตรได้ยกตัวอย่างเรื่องคดีต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามกระแส สังคมบ้าง เป็นไปตามอิทธิพลของสังคมบ้าง ก็คงเป็นคำตอบเดียวอย่างที่ได้กราบเรียนไว้ ก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องบางเรื่องที่อาจจะเกิดจากความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ที่ได้รับ ผลคดีนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม หรือสิ่งที่ ศาลจะทำในสิ่งที่ขัดกับกฎหมายแต่ประการใด ต้องกราบขอบพระคุณท่านผู้ทรงเกียรติ ที่กรุณาให้ความสนใจซักถามลงลึกในรายละเอียดในแง่มุมหลายแง่มุม ซึ่งจะนำไปพิจารณา ใช้ประโยชน์กับองค์กร กับประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุด ขออนุญาต กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้เป็นอย่างสูงนะครับ ขออนุญาตจบ การนำเสนอหรือชี้แจงเรื่องรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของศาลรัฐธรรมนูญไว้ในชั้นนี้ เพียงเท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งครับ