เชาวนะ อธิบายตัวชี้วัดความเชื่อมั่นศาล เน้นควบคุมเกณฑ์ภายใน-ภายนอก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

เชาวนะ ไตรมาศ อธิบายตัวชี้วัดความเชื่อมั่นในกระบวนการพิจารณาของศาล โดยเน้นย้ำว่าต้องควบคุมทั้งเกณฑ์ภายในและภายนอกเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ลดการใช้ดุลพินิจที่ผิดกรอบ และชี้แจงว่าข้อโต้แย้งเรื่องความยุติธรรมมักเกิดจากขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทางกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวหรืออคติของผู้มีส่วนได้เสีย เชาวนะ ไตรมาศ ระบุว่างบประมาณมีการเพิ่มขึ้นและสอดคล้องกับข้อมูลที่อภิปรายไว้ก่อนหน้านี้

นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ในลำดับต่อไปเป็นส่วนที่ท่านผู้ทรงเกียรติ อีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้กรุณาอภิปรายในเรื่องของประเด็นว่า ที่เอกสารรายงานของศาลได้พูดถึงการยกระดับมาตรฐานการวินิจฉัยคดีหรือคำวินิจฉัย ของคดีศาลให้เป็นหลักสากลนั้น ขอกราบเรียนในเบื้องต้นอย่างนี้ครับว่าในเชิงหลักการนั้น ในการพิจารณาที่เรียกว่ากระบวนการพิจารณาคดี การทำคำวินิจฉัยของศาลนั้นมีกฎหมาย อย่างที่กราบเรียนว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาได้บัญญัติไว้ และกฎหมาย เหล่านี้ที่ว่าด้วยการพิจารณาคดีของศาล หรือคำวินิจฉัยของศาลนั้นเป็นหลักกฎหมายที่ได้ใช้ จากแม่แบบของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับอาณัติมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายวิธีพิจารณาซึ่งเอาแม่แบบที่เป็นมาตรฐานของสากลมาใช้ ในทางปฏิบัติศาลเอง ก็ต้องไปหาตัวข้อมูลที่เกี่ยวกับหลักวิชาการในด้านต่าง ๆ ไปทำวิจัยเพิ่ม ไปนำเข้ามาจาก องค์กรศาลอื่น จากต่างประเทศ ทั้งที่เป็นแม่แบบแล้วก็องค์กรที่เป็นศาลสูงสุด รวมถึง องค์การที่เป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญมาเปรียบเทียบ แล้วก็หาบรรทัดฐาน หาข้อสรุปเพื่อที่จะอย่างน้อยให้เห็นว่าบรรทัดฐานในระดับนานาชาติ ในระดับสากลนั้น ทั้งตัวกระบวนวิธีพิจารณาในตัวของคำวินิจฉัยนั้น ส่วนที่เป็นมาตรฐาน ทั่วไปนั้นอยู่ในระดับไหน อย่างไร เป็นอย่างไร แล้วก็ย่อยลงมาถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ประชาชนในเรื่องต่าง ๆ มีหลักสำคัญที่เป็นฐานในการคุ้มครองอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น กระบวนการในการที่จะนำมาซึ่งการยกระดับมาตรฐานที่เทียบเคียงกับสากลทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำในช่วงวันเวลาหนึ่งเวลาใดนะครับ มีการสะสม มีการต่อยอด แล้วก็มีการ พัฒนาการโดยขยายออกไป โดยเฉพาะการที่มีเป้าหมายที่จะจัดทำระบบฐานข้อมูลที่เป็น ศูนย์รวมของคำวินิจฉัยทั้งของไทยเองและของทั่วโลกมาไว้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะขยายผล ไปสู่การศึกษา ซึ่งความพยายามและความตั้งใจเหล่านี้นะครับ ก็เป็นความมุ่งมั่นที่จะ ยกระดับไปสู่สากลทั้งสิ้น นอกจากนั้นในส่วนของบุคลากรก็เช่นกัน ที่ท่านพูดถึงว่ามีบุคลากร ที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับตุลาการไปศึกษาต่างประเทศจะตอบสังคมอย่างไร ซึ่งตรงนี้ ก็ได้เคยตอบไปในหลายวาระโอกาสนะครับว่ากรณีนั้นเป็นกรณีที่มีการมอบหมายในส่วนที่ เป็นเลขานุการของตุลาการ ไม่ใช่ข้าราชการนะครับ เป็นเลขานุการของตุลาการให้ไปปฏิบัติ หน้าที่ไปศึกษาหาข้อมูลอะไรต่าง ๆ และมีการอนุญาตให้ไปศึกษาในต่างประเทศ แล้วก็ เป็นการใช้งบประมาณส่วนตัว ไม่ได้ใช้งบประมาณของราชการแต่อย่างใด แล้วก็การปฏิบัติหน้าที่หรือการเอาประโยชน์ จากการไปศึกษามาใช้นั้น เป็นพันธะที่เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างตัวท่านตุลาการ ท่านนั้นและบุคลากรที่เป็นเลขานุการของท่าน เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบเฉพาะเจาะจง ไม่เกี่ยวข้องกับศาลทั้งศาล และไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน และไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ แผ่นดินแต่ประการใด แล้วก็เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่ตรงที่ว่ากาลเวลาผ่านไปแล้วก็หายไปนะครับ มีกระบวนการสอบสวนหลายขั้นตอน จนถึงขั้นไปยุติที่ ป.ป.ช. แล้วก็ได้มีการตัดสินชี้ขาด ออกมาแล้ว แล้วก็มีการดำเนินการต่าง ๆ ตามคำสั่งของ ป.ป.ช. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็กรณีแบบนั้นเป็นกรณีที่เห็นว่าแม้ในขณะนั้นเป็นมุมมองของตุลาการและเลขานุการ ของท่านว่าจะเป็นการทำประโยชน์ในรูปแบบที่ไปแสวงหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ภายนอก ด้วยตัวเองก็ตาม แต่ว่ากรณีแบบนั้นเมื่อเคยมีข้อทักท้วงขึ้นมาก็จะไม่มีการนำมาปฏิบัติ อีกต่อไป แล้วก็เป็นข้อที่ใช้ในการย้ำเตือนกันกับอนุชนคนรุ่นหลังหรือตุลาการท่านอื่น ๆ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการทุจริตหรือมีการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินแต่ประการใด แล้วก็ต้องขอบคุณท่านที่แม้ท่านยังไม่กระจ่าง ท่านก็ไม่เก็บไว้ ท่านมาสอบถามแล้วผมก็ได้ มีโอกาสกราบเรียนท่านนะครับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับในส่วนอื่น ๆ ด้วยครับ

ในอีกประการก็คือท่านได้กรุณาพูดถึงตัวชี้วัดความเชื่อมั่น ตัวชี้วัด ความเชื่อมั่นตรงนี้ สิ่งที่เราทำเราจะเอาเกณฑ์ทั้งภายใน ภายนอก มาเป็นตัวกำหนดว่า กระบวนการพิจารณาของเรา เรามีการควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเคร่งครัดอย่างไร ที่ไม่ทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจหรือการใช้อำนาจของผู้ตัดสินคดีในรูปแบบที่ออกไปนอกกรอบ ของกฎหมาย อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่ากระบวนการภายในเราต้องทำทุกอย่างนะครับ ให้เป็นหลักประกันว่าเราจะต้องทำให้เป็นไปตามกฎหมาย ปัจจัยภายนอกที่เราเอามาใช้ คือเรารับฟังข้อมูลข่าวสารทั้งที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย ทั้งที่เป็นกลาง ไม่เป็นกลาง ทั้งที่เป็น วิชาการ ไม่เป็นวิชาการ เอามาศึกษาแล้วก็เอามาประเมิน เอามาทดสอบความถูกต้อง แล้วก็ หาจุดที่เป็นประโยชน์ว่าในกฎหมายเขียนว่าอย่างนี้ เราทำอย่างนี้ แต่ความคาดหวัง ของสังคมคิดอย่างโน้น คิดอย่างนั้น ส่วนไหนที่ไม่ตรงกัน ส่วนไหนที่ตรงกัน ส่วนไหนที่ต้อง ดำรงรักษาไว้ ส่วนไหนที่ต้องเพิ่มกระบวนวิธีต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ตรงนี้เรา จะเห็นนะครับว่าถัดจากรัฐธรรมนูญเรามีกฎหมายวิธีพิจารณา ถัดจากกฎหมายวิธีพิจารณา เรามีข้อกำหนดในการพิจารณา นอกจากนั้นก็มีประกาศ มีคำสั่งต่าง ๆ ออกมาเพื่ออะไรครับ เพื่อให้มีกระบวนการในการกำหนดมาตรฐานในกระบวนการพิจารณา ในทุกขั้นตอน ในทุกจุด ในทุกรูปแบบ ให้เป็นไปตามหลักประกันของความยุติธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้เราพบว่า ข้อโต้แย้ง ข้อสงสัยที่เป็นตัวท้าทายในเรื่องของความเชื่อมั่นหรือเป็นข้อสงสัยในความเชื่อมั่น เหล่านั้นส่วนใหญ่เกิดจากขาดความรู้ความเข้าใจ แล้วก็ไปขยายคำอธิบายไว้ในคำวินิจฉัย ในภายหลังว่าเราสำรวจตรวจพบแล้วเห็นว่าข้อโต้แย้ง ข้อไม่เห็นด้วยต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดจากฐานของความขาดความรู้ความเข้าใจ เพราะอะไรครับ ในการพิจารณาคดีของศาลนั้น คู่ความนั่งอยู่ในห้องพิจารณา นั่งอยู่ในกระบวนการพิจารณา ศาลนำสรรพเอกสาร หลักฐาน ถ้อยคำต่าง ๆ มาตรวจ มาพิจารณา มาศึกษา มาเปรียบเทียบ มากลั่นกรอง มาวิเคราะห์ข้อกฎหมายทุกข้อ เหตุผลทุกเหตุผลที่เอามาใช้ในทางกฎหมาย เอามาใช้ในการใช้ดุลพินิจในข้อเท็จจริงต่าง ๆ หรือการปรับข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริงเข้าด้วยกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการ ที่เกิดจากการตกผลึกของกระบวนการที่มีหลักประกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับ กระบวนการในทางอุตสาหกรรมหรือในทางวิทยาศาสตร์เขาเรียกได้ว่าย้อนกลับจาก ผลไปเหตุ จากเหตุไปผล จากหน้าไปหลัง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หรือปลายน้ำ กลางน้ำ ต้นน้ำ ตรวจสอบเทียบได้กันหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นความพยายามที่เราจะ สร้างหลักประกันต่าง ๆ ขึ้นมาทั้งภายใน ภายนอก ทั้งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ เพราะฉะนั้นตรงนี้สิ่งที่เราทำ นอกจากเรายึดกฎหมายแล้วเราเอาความคิดความเห็นมาศึกษา แล้วก็เราเห็นว่าจุดไหนที่ยังเป็นความคาดหวัง เป็นความต้องการของสังคมที่จะให้เพิ่มขึ้น เราก็เอามาใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เห็นว่าในความรู้สึกเรื่องยุติธรรม หรือไม่ ยุติธรรมนั้นถ้าตัดความรู้สึกจากการมีส่วนได้เสีย หรือเป็นฝักฝ่าย หรือเป็นความอคติ หรืออะไรต่าง ๆ ออกไปแล้ว เข้าไปนั่งในกระบวนการแบบเดียวกับที่ศาลทำท่านก็จะเห็นว่า กว่าจะได้มาซึ่งคำวินิจฉัยแต่ละคำวินิจฉัย คำสั่งแต่ละคำสั่งนั้นได้ผ่านกระบวนการ ที่กลั่นกรองมาอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วก็มีเครื่องวัดในเรื่องของหลักประกันในความ ยุติธรรมอยู่ในทุกขั้นตอน ซึ่งตรงนี้แม้จะไม่ได้มีการเอาเรื่องพวกนี้มาอ่านควบคู่ไปกับ การอ่านคำวินิจฉัยของศาล แต่ว่าในส่วนของกระบวนการได้มาซึ่งคำวินิจฉัยเหล่านั้น เป็นตัวกำหนดหลักประกันตรงนี้ เพียงแต่ว่าไม่ได้เอามาอธิบายควบคู่กันในการอ่าน คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งตรงนี้ก็สามารถที่จะติดตามศึกษาจากการวางระบบต่าง ๆ ของเรา ที่มีการทำขึ้นมา พัฒนาการขึ้นมาอย่างรัดกุมโดยลำดับ แล้วก็ไม่ว่าเราได้ความรู้หรือข้อมูล มาจากประเทศใด หรือจากองค์กรใดที่เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมทางศาล หรือคดีรัฐธรรมนูญ เราเอามาศึกษา มาประกอบ แล้วมาพนาไว้ตลอดเวลา ในส่วนเหล่านี้ ก็จะเห็นว่าแม้ว่าความรู้สึกหรือความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทางการเมืองนั้นจะมี ทั้งสมหวังและไม่สมหวัง แต่เป็นคนละเรื่องกับความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม เป็นคนละเรื่องกัน โดยแท้เลย ผมขอกราบเรียนว่าเรื่องนี้แก้อย่างไรก็ไม่หาย เพราะอย่างที่ผมกราบเรียนว่า ศาลไม่อาจเอาเรื่องที่ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญไปทำให้ถูก หรือไม่สามารถเอาเรื่องที่ผิด เอาเรื่องที่ผิดหรือขัดรัฐธรรมนูญไปทำให้ผิดหรือให้ถูกในทางตรงข้ามกัน แล้วที่บางท่าน ยกตัวอย่างว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหลือล้นอะไรต่าง ๆ นั้นจะเห็นว่าในความเป็นจริง จะเป็นที่รู้กันโดยสากลเลยว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเฉพาะทาง ศาลที่มีขอบเขตจำกัด แล้วก็ศาลที่ไม่มีปัญหาเรื่องเขตอำนาจ หรือกระบวนวิธีต่าง ๆ ไปคาบเกี่ยวหรือเหลื่อมล้ำ ทับซ้อนกับศาลอื่น เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่กำหนดองค์กรศาลขึ้นมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบันจะไม่มีการนำมาตราที่ว่าด้วยการชี้ขาดปัญหา อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมาใช้กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องตีกรอบไว้เป็นการเฉพาะให้ศาลทำคดีเฉพาะทางเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็อย่างที่ กราบเรียนท่านว่าหลักประกันหลายเรื่องมันอยู่ในรัฐธรรมนูญ อยู่ในกฎหมายวิธีพิจารณา ส่วนหลักประกันในเรื่องของแนวทาง หรือกระบวนการในการปฏิบัติจัดทำนั้นก็ต้องยึดโยงกับ กฎหมายทั้งหมด ไม่สามารถออกไปในกรอบที่จะไปบิดเบือนหรือไปทำให้ผิดไปจากเกณฑ์ ของกฎหมายได้แต่ประการใด

ในอีกเรื่องหนึ่งท่านพูดถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบันว่าใช้มาจนถึงปีที่ ๓ ทำไม ศาลไม่ไปทำการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่สังคมมีความเรียกร้องต้องการที่จะมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจากกลุ่มการเมืองหรือว่าองค์กรต่าง ๆ นั้น กราบเรียนอย่างนี้ว่าองค์กรศาลนั้น เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลไม่สามารถเขียน กฎหมายหรือเปลี่ยนกฎหมายได้เองนะครับ เพราะฉะนั้นการใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ ศาลจะไปทำเองก็จะไม่เหมาะ ทั้งในเรื่องของการทำนอกอำนาจหรือทำผิดกฎหมาย ซึ่งตรงนั้นศาลก็มีความระมัดระวัง เพราะว่ากฎหมายที่ใช้กำหนดอำนาจหน้าที่ และวิธีพิจารณาของศาลนั้นเป็นกฎหมายที่มาจากกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้น ศาลก็ตั้งรับอยู่ในที่ตั้งขององค์กรฝ่ายตุลาการที่จะพิพากษาคดีตามกฎหมาย วินิจฉัยคดี ตามกฎหมายเท่านั้นนะครับ แต่ไม่ก้าวล่วงไปถึง ซึ่งตรงนี้บางท่านก็เคยตั้งข้อแย้งไว้ว่า ศาลไปก้าวล่วงในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร ในเรื่องของการระงับยับยั้งโครงการ หรือระงับยับยั้งร่างกฎหมาย ซึ่งตรงนั้นผมก็ได้ยกตัวอย่างกราบเรียนไปแล้วว่าตัวมันเอง ในเรื่องใด ๆ ก็ตามมันอยู่ในคดีที่อยู่ในองค์ประกอบของกฎหมาย ศาลถึงจะรับมาพิจารณา ส่วนประเด็นที่มีการยกขึ้นมาโต้แย้งว่าศาลไปก้าวล่วงต่าง ๆ นั้น ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ ในกระบวนการพิจารณา อย่างที่ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกันนะครับ การที่ศาลจะก้าวล่วงไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเองหรือไปเสนอแนะใด ๆ นั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่ศาล จะทำได้ เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนดไว้นะครับว่าเมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญไปในเวลาไหน ต้องมีการเสนอแนะแก้ไขอย่างไรตรงนั้น ถ้ามีศาลก็จะทำ แต่ถ้าไม่มีศาลก็ไม่ทำ ก็ขึ้นอยู่กับ ตัวปัจจัยของตัวกฎหมายเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ แต่สิ่งที่เป็นในปัจจุบัน คือกฎหมายหลักเกณฑ์วิธีการในการร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนี้เป็นกฎหมายปฏิรูป ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของทางธุรการที่จะต้องไป ดำเนินการตามกฎหมายเหล่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจของตุลาการหรือของศาล โดยตรง อันนั้นเป็นสิ่งทำตามบังคับของกฎหมายนะครับ

ในอีกประการหนึ่ง ท่านได้พูดถึงว่างบมีการเพิ่มมากขึ้น อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ตรงกับที่ท่านผู้ทรงเกียรติก่อนหน้านี้ได้อภิปรายไปแล้ว และได้ให้ข้อมูลไปแล้วนะครับ

เรื่องบุคลากรนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีบุคลากรหลักร้อยนะครับ แต่เป็น ๑ ใน ๓ ของอำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจทางตุลาการ แล้วก็ทำคดีรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ องค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่และองค์กรที่มีบุคลากรอย่างจำกัด ขณะที่รัฐธรรมนูญได้ มอบหมายภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามปัจจัยที่กำหนดโดย กฎหมาย ศาลไม่ได้คิดขึ้นมาหรือว่าขยายขนาด ขยายอำนาจ หรือขยายบุคลากรเกิน ความจำเป็นแต่ประการใด และที่สำคัญที่กราบเรียนท่านว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้ความสำคัญครับ การรักษาสิทธิ คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนในหลายมาตรา เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเพิ่มกระบวนงาน เพิ่มเนื้องาน แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าเพิ่มการอำนวย ความสะดวกทั้งในการเข้าถึงการเข้ามาในศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้อง ระหว่าง ยื่นคำร้อง ระหว่างกระบวนการพิจารณาไปจนถึงการสิ้นสุดของคดี ทุกอย่างเหล่านี้เป็นส่วน ที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวคูณนะครับ แต่ว่าการเพิ่มของบุคลากรนั้นเป็นแค่ตัวบวกนะครับ จริง ๆ แล้ว สัดส่วนตรงนี้แทบจะไม่ได้ดุลกัน มีที่ไหนละครับองค์กรที่ทำงานในการควบคุมความชอบด้วย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีบุคลากรหลักร้อย ใช้งบประมาณหลัก ๒๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะให้ความชื่นชมกับความพยายามที่จะดำเนินการ ตามหลักเกณฑ์พื้นฐานของงบประมาณ ก็คือว่าประหยัด คุ้มค่า แล้วก็ประโยชน์เป็นหลัก ผมคิดว่าในหลาย ๆ ประเด็นที่ท่านได้กรุณายกมาอภิปรายทั้งตั้งคำถามและข้อเสนอแนะ ผมคิดว่าทั้งที่ผมตอบไปโดยสรุปหรือว่าขยายความในบางส่วน ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต กับศาลเอง ต่อประเทศชาติบ้านเมือง แล้วก็ต่อประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในฐานะท่านเป็นผู้แทนประชาชนเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณา ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับรายงานของศาล ตรงนี้ถือว่าเป็นพระคุณแล้วก็ เป็นเกียรติของสำนักงาน แล้วก็เนื่องจากเวลาและทรัพยากรที่จำกัดในชั้นนี้ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านโดยสังเขปเท่านี้นะครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ