เชาวนะ ไตรมาศ ชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของศาล โดยยืนยันความโปร่งใส คุ้มค่า และการดำเนินการตามเกณฑ์วิชาการและภารกิจรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำบทบาทของศาลในฐานะองค์กรตุลาการที่เป็นกลาง ไม่แทรกแซงการเมือง แต่มีหน้าที่รักษาความถูกต้องของกฎหมาย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และส่งเสริมหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นว่าคำวินิจฉัยของศาลไม่ได้วัดที่ปริมาณ แต่วัดที่คุณูปการต่อการปกครองตามกฎหมายสูงสุดอย่างแท้จริง
ในส่วนที่ ท่านสมาชิกอมรัตน์ได้กรุณาหยิบยกเรื่องหลักสูตรการอบรมของศาลรัฐธรรมนูญมานำเสนอ แล้วก็มีข้อสงสัย ข้อไม่เห็นด้วยในประเด็นต่าง ๆ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าตัวเลข งบประมาณในเรื่องของการศึกษาดูงานต่างประเทศนั้น ไม่ตรงกับตัวเลขที่ใช้จ่ายจริง ที่ท่านนำแสดงไว้สูงกว่าที่ค่าใช้จ่ายจริง โดยรวมตลอดหลักสูตร ต่อหัว ๑๒๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นรวมทุกอย่างในการดำเนินการตลอดหลักสูตรประมาณ ๙ เดือนเศษนั้น ต่อหัวจะอยู่ที่ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตัวเลขที่ท่านมาแสดงในการเดินทางไปต่างประเทศนั้น ดูสูงกว่าตัวเลขรวมไปจำนวนมาก ตรงนี้ก็กราบเรียนเป็นข้อมูลเบื้องต้นนะครับว่าตัวเลข ยังคลาดเคลื่อนอยู่แล้วก็สูงเกินจริง
ในประเด็นที่ ๒ เรื่องของการจัดให้มีวิทยากรมาให้ความรู้ในกิจกรรม การศึกษาของหลักสูตรนั้น ท่านตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเลือกเฉพาะวิทยากรที่มีความ เกี่ยวข้องหรือมีทัศนะที่โน้มเอียงไปในทางรัฐบาลนั้น ความจริงประเด็นนี้ศาลเอง ไม่ได้นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกวิทยากรมา วิทยากรส่วนใหญ่จะเป็นไปตาม โครงสร้างของหลักสูตรที่เป็นตัวแทนขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม ในกระบวนการ ของการเมืองการปกครอง ฉะนั้นวิทยากรส่วนมากก็เป็นวิทยากรโดยตำแหน่ง ส่วนอื่น ๆ ก็เป็นวิทยากรจากนักวิชาการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเป็น ผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นที่ยอมรับเป็นการทั่วไป เพราะฉะนั้นในส่วนของวิทยากร ในส่วนนี้ที่ท่านอาจจะมองว่าเป็นการเลือก เพราะว่าเป็นวิทยากรส่วนที่ไม่ได้เป็น โดยตำแหน่ง เพราะฉะนั้นวิทยากรส่วนนี้ก็จะมีการคัดสรรจากผลงาน ทั้งในเรื่องของ งานวิชาการ งานในเรื่องของการวิจัย งานในเรื่องของการให้ความรู้เฉพาะทางด้านนั้น ๆ เป็นสำคัญ แล้วที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการเลือกวิทยากรนั้นไม่ได้มีความมุ่งมายที่จะ ให้วิทยากรมาแสดงทัศนะใด ๆ ในทางการเมืองที่จะสนับสนุนหรือคัดค้านฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือแสดงออกถึงความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองแต่อย่างใด วิทยากรทุกท่านมีจุดยืน ทางวิชาการ แล้วก็มีเกียรติภูมิในการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาชีพเฉพาะทางนั้น ๆ เป็นสำคัญ อีกด้านหนึ่งที่ทางหลักสูตรได้พิจารณาก็คือประโยชน์ที่วิทยากรจะดำเนินการ ในการให้ความรู้ต่อผู้เข้ารับการอบรม ต่อการขยายผลในทางวิชาการที่ศาลจะเอาไป ใช้ประโยชน์ ทั้งในกิจการด้านคดีหรือกิจการด้านบริหารต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ ๓ ส่วนหลัก ๆ ก็คือ ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงทางหลักนิติธรรมของประเทศ ในเรื่องของการรักษา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในด้านของการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่ง ๓ ขอบข่ายที่ว่านั้นเป็นภารกิจที่ศาลได้รับมอบหมาย จากรัฐธรรมนูญ ทั้งในส่วนของหลักสูตร โครงสร้างของเนื้อหาทางวิชาการ วิทยากร ทั้ง ๓ ส่วนนี้เป็นองค์รวมที่ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ยึดโยงกับภารกิจของศาล และยึดโยง กับเป้าหมายของประโยชน์ที่ศาลจะดำเนินการให้เกิดขึ้นกับประชาชน เกิดขึ้น กับประเทศชาติ เกิดขึ้นกับระบอบการปกครองเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นโดยรวม ๕๒ คน ศาลไม่ได้รับเงินนอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจากผู้อบรมหรือว่าจากงบประมาณอื่น ประมาณ ไม่เกิน ๗ ล้านบาทนั้นก็คิดว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ประหยัด คุ้มค่าและเป็นประโยชน์ สูงกว่าจำนวนเงินที่ใช้จ่ายไป เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้คิดว่าเป็นภารกิจที่ควรจะส่งเสริม สนับสนุนมากกว่าที่จะไปยุติหรือยกเลิกไป เพราะว่าผู้ที่เข้ามาอบรมนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูง ในภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็กระบวนการเมือง กระบวนการ ปกครอง กระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งบุคลากรเหล่านี้เป็นบุคลากรระดับนโยบาย เป็นบุคลากรระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่เขาได้รับการอบรมความรู้ ในด้านหลักนิติธรรม ในด้านหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในด้านของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวช่วยเป็นการขยาย ความร่วมมือในการที่จะนำพาประโยชน์ต่าง ๆ ที่ศาลได้ดำเนินการนั้นออกไปสู่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีความกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นทั้งประโยชน์โดยปริมาณและคุณภาพ แล้วก็เป็นประโยชน์ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม อย่างที่กราบเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่เกี่ยวกับ ข้อเท็จจริงในมุมหนึ่งที่ทางศาลและสำนักงานได้พิจารณา แล้วก็ได้ใช้เป็นแนวทางในการ ดำเนินงานและใช้งบประมาณในส่วนนี้ครับ ไม่ได้เป็นเงินที่ฟุ่มเฟือยหรือมากมายอย่างที่ท่าน ได้แสดงตัวเลขไว้นะครับ
ในอีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของการลอยตัวหรือการอยู่เหนือการตรวจสอบ ในความเป็นจริงนะครับ ทุกองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น อยู่ภายใต้ กระบวนการที่ต้องควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมายที่ดำรงและใช้อำนาจนั้น ในทางอื่นที่ ไม่ใช่กฎหมายก็มีการคุ้มครองการตรวจสอบ โดยเฉพาะในกระบวนวิธีพิจารณาของศาลนั้น เป็นกระบวนวิธีพิจารณาที่ให้โอกาสให้สิทธิกับคู่กรณีอย่างเปิดเผยและอย่างสมบูรณ์แบบ ในกระบวนการยุติธรรมทางศาลที่เป็นมาตรฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็น มาตรฐานสากล อันนี้จะเห็นว่าในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลนั้นศาลไม่สามารถ ใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ไม่สามารถที่จะดำเนินกระบวนการพิจารณาตามที่ศาลจะกำหนด ขึ้นมาเพื่อให้เป็นคุณเป็นโทษกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตามที่ศาลอยากจะทำ ทุกอย่างศาลต้อง ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นแม่บทและกฎหมายวิธีพิจารณา ที่กำหนดแนวทางในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่า เป็นหลักประกันโดยกฎหมายนะครับ ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าศาลจะมีวิธีการหรือมีทัศนะหรือมีอคติใด ๆ ก็ไม่สามารถที่จะฝ่าฝืนสิ่งที่กฎหมายได้กำหนดหน้าที่อำนาจและกระบวนการใช้อำนาจ ของศาลให้ออกไปนอกกรอบของกฎหมายใด ๆ ได้แต่ประการใด เพราะฉะนั้นไม่ว่าผลคดี จะออกมาเป็นคุณเป็นโทษหรือออกไปในทางที่จะกระทบต่อฝักฝ่ายหรือกลุ่มก้อน หรือความรู้สึกต่อผู้สนับสนุนทางการเมืองก็ตามนะครับ อันนี้ถือว่าเป็นผลพวงจากผลของ กระบวนการในการต่อสู้คดีของคู่ความนะครับ ศาลเป็นเพียงผู้ที่จะชี้ขาดให้ปัญหาพิพาท ในคดีรัฐธรรมนูญระหว่างคู่กรณีนั้นได้เป็นที่สิ้นสุดยุติให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็คือ ให้เป็นที่เด็ดขาดแล้วก็มีผลผูกพันต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนั้น ๆ เป็นสำคัญ อันนี้ก็จะเห็นว่า คำว่าลอยตัวเหนือการตรวจสอบหรือไม่สามารถควบคุมใด ๆ ได้นั้น จะเห็นว่ากระบวนการ ตรงนี้มีทั้งโดยกฎหมายและมีทั้งโดยพฤติการณ์ โดยรวมก็คือทั้งนิตินัยและพฤตินัยที่ควบคุม กระบวนการตรงนี้อยู่
ส่วนเรื่องของประเด็นในการที่ท่านมีความเห็นว่างบประมาณมีการเพิ่มขึ้น ผิดปกติ ความจริงถ้าเทียบกับปีงบประมาณ ๒๕๖๑ จะลดลงประมาณ ๔๐-๕๐ ล้านบาท งบประมาณ ปี ๒๕๖๒ ก็อยู่ในวงเงิน ๒๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งถ้าท่านไปดูหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำหน้าที่ในสาขาอำนาจ ๑ ใน ๓ ของอธิปไตย โดยเฉพาะในทางตุลาการเป็นงบประมาณ ที่น้อยมาก ซึ่งตรงนี้ท่านน่าจะมองในมุมที่อยู่ตรงข้ามกันว่าศาลใช้งบเยอะ ศาลใช้งบไม่คุ้มค่า ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นงบประมาณที่น้อยจริง ๆ ในแง่ของการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าในเรื่องของบประมาณไม่น่าจะมีประเด็นที่จะมีข้อสงสัย หรือโต้แย้งใด ๆ ว่าศาลจะใช้งบประมาณในทางที่สิ้นเปลือง ไม่เป็นประโยชน์หรือไม่คุ้มค่า ในกระบวนการใช้งบประมาณของแผ่นดินแต่อย่างใด
ในเรื่องของการที่ท่านมองว่าศาลเป็นเสมือนองค์กรที่จะทำให้เกิดอภิสิทธิ์ หรือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของสังคมการเมือง ตรงนี้ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า กระบวนการทางสังคมการเมืองนั้นเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามกระแสความเป็นไปของ สังคมการเมือง ศาลจะไม่มีส่วนที่เข้าไปสร้างหรือมีส่วนเข้าไปเสริม หรือมีส่วนเข้าไปทำให้ กระบวนการเหล่านั้นเป็นคุณหรือเป็นโทษกับใคร ศาลเป็นองค์กรที่ตั้งรับในเรื่องของคดีที่เข้า มาสู่ศาล ศาลจะไม่สร้างคดีขึ้นมาพิจารณาเอง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจาก กระบวนการทางสังคมการเมืองที่เป็นคดี แล้วคดีเหล่านั้นก็เป็นคดีที่รัฐธรรมนูญได้ตีกรอบไว้ ว่าเป็นคดีรัฐธรรมนูญที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องแก้ไขเยียวยาให้เป็นที่ยุติ ซึ่งตรงนี้ถ้าจะว่าไปแล้วศาลเป็นเพียงผู้ควบคุมกติกา เป็นผู้รักษากฎระเบียบให้เป็นไปตาม หลักความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ก็คือการควบคุมความชอบของรัฐธรรมนูญในกิจการต่าง ๆ ของกระบวนการทางสังคมการเมืองเหล่านั้น ซึ่งตรงนี้พอจะให้แง่คิดมุมมองอีกด้านหนึ่งเพื่อ ประกอบการพิจารณาของท่าน แล้วก็ท่านคงจะเห็นว่าภาพหรือมุมมองที่เป็นเรื่องร้าย ๆ เป็นเรื่องในทางที่ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องน่าตำหนิ หรือเป็นเรื่องน่าไม่พึงประสงค์ที่ท่านหยิบ ยกขึ้นมาเหล่านั้น ในทางกลับกันอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าเป็นสิ่งที่กฎหมายไม่ว่า ตัวรัฐธรรมนูญเองหรือกฎหมายอื่นเป็นกลไกหรือเป็นปัจจัยในการกำหนด ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้ ท่านสบายใจได้ว่าสิ่งที่ท่านสงสัยหรือว่ามีความรู้สึกต่าง ๆ นั้นในความเป็นจริงเป็นคนละมุมกัน คนละด้านกัน ตรงนี้ก็คิดว่าในส่วนที่เป็นคำถามและข้อสงสัยของท่าน ส.ส. อมรัตน์นั้น ผมขออนุญาตสรุปไว้ในชั้นนี้เท่านี้ก่อน
ในส่วนของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านต่อไปท่านคารม พลพรกลาง ท่านได้ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าควรจะมีการดำเนินการเรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบของคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็ได้ยกกฎหมายรัฐธรรมนูญในบางมาตรา อย่างเช่น ท่านพูดถึง มาตรา ๒๑๓ วรรคสาม ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นมาตรา ๒๑๑ เรื่องผลคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดแล้วก็ผูกพันต่อองค์กรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นไปตามหลักการ ทางการปกครองโดยกฎหมายที่ถือเอารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นการใด ที่องค์กรทั้งหลายที่ได้อำนาจมาจากรัฐธรรมนูญต้องดำรงและใช้อำนาจนั้นภายใต้กฎเกณฑ์ ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าการดำรงฐานะ หน้าที่ แล้วก็การใช้อำนาจของบรรดาองค์กรทั้งหลายที่ได้อำนาจมาจากรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อมีข้อโต้แย้ง มีข้อพิพาทว่ามีปัญหาความชอบรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้ามาสู่การพิจารณา ของศาล ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหลักสากลอีกหลักหนึ่งตามที่สมาชิกบางท่านได้พูดถึงหลักสากล อยู่ตรงไหน ตรงนี้ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างหนึ่งว่าหลักสากลก็คือว่าในการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่เรียกว่าการปกครองโดยหลักกฎหมาย หรือรูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) นั้น ก็ถือหลักว่าต้องยึดเอาความสูงสุดของรัฐธรรมนูญเป็นกติกาในการที่จะเข้าสู่อำนาจ การใช้ อำนาจ การพ้นจากอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็น เงื่อนไขปกติสามัญทั่วไป ฉะนั้นในส่วนนี้คิดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตัวคำวินิจฉัยเอง ไม่ได้มีผลร้ายต่อบ้านเมืองหรือไม่ได้มีผลร้ายต่อพรรคการเมืองหรือนักการเมืองหรือมีผลร้าย ต่อสังคมหรือประชาชนแต่ประการใด ในทางกลับกันคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการดำรงรักษาความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แล้วก็เป็นการดำรงรักษาไว้ซึ่งหลักการ ปกครองโดยกฎหมายหรือหลักนิติธรรมของบ้านเมือง ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเหมือนกับรากฐาน ขั้นปฐมหรือขั้นพื้นฐานในการปกครองของบรรดาประเทศที่เป็นที่ยอมรับกันในทางสากล
ในอีกประการหนึ่งท่านพูดถึงกรณีที่สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่า มีเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาหรือเป็นความเห็นในทางการเมืองที่มีลักษณะขัดแย้งแตกต่างกัน และจะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ตรงนี้ก็อยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในกระบวนการสังคมการเมืองนั้น โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยก็จะมีสิทธิเสรีภาพ ทางการเมืองในระดับหนึ่งที่สามารถคุ้มครองและเคารพความเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน คนทั่วไปในกรอบที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นในกรณีแบบนี้ การใดก็ตามที่เป็นปัญหาพิพาทที่เข้าไปในขอบเขตที่จะต้องให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยหรือระงับ หรือเยียวยาปัญหาพิพาทนั้น แล้วก็ชี้ขาดให้เป็นข้อยุติตามรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นกระบวนงาน ในทางปฏิบัติก็มีช่องทางที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วยได้โดยเฉพาะ ในมาตรา ๔๙ ตรงนี้ท่านก็สามารถที่จะใช้ช่องทางเหล่านั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญแก้ไขปัญหา ในส่วนนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์โดยตรงว่ากระบวนการทางสังคม การเมืองจะน้อมนำไปในทิศทางไหน อย่างไร จะมีผลต่อความขัดแย้งหรือความรุนแรงมาก น้อยแค่ไหน อย่างไร ส่วนนี้อย่างที่กราบเรียนท่านนะครับว่าศาลตั้งอยู่ในฐานะของ ผู้รับปัญหาข้อผิดพลาดไปวินิจฉัยชี้ขาด ศาลจะไม่เข้าไปมีส่วนในการทำให้เกิดปัญหา หรือเป็นตัวเหตุในปัญหาเหล่านั้น หรือเข้าไปในกระบวนการของปัญหาเหล่านั้น หรือเข้าไป มีส่วนได้เสียในปัญหาเหล่านั้น อันนี้ถ้าจะเรียกไปแล้วก็อาจจะมองเป็นข้อจำกัด แต่ว่าถ้าจะ เรียกในทางหลักการปกครองก็ถือว่าเป็นเรื่องของอำนาจของแต่ละองค์กรที่อยู่ในฐานะ อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าพึงกระทำในเรื่องใดได้บ้าง เรื่องใดที่ไม่พึงกระทำ เพราะฉะนั้นการเหล่านี้ก็ต้องขอบคุณท่านที่ท่านมองว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นกลไกลที่จะ ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ในความเป็นจริงก็ได้แก้ปัญหาในเรื่องของข้อพิพาทเหล่านี้มาตลอด แต่ว่าไม่ได้เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหลักปกติของการดำเนินกระบวนการ พิจารณาที่ต้องชี้ขาดให้มีความสิ้นสุดยุติโดยผลของกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากผลของความ คาดหวังหรือความคิด หรือว่าความต้องการขององค์กรศาลหรือตุลาการแต่อย่างใด ทุกอย่าง เป็นผลของกฎหมายทั้งสิ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านได้พูดในเรื่องของสัดส่วนหรือความเหมาะสมของ งบประมาณ ท่านก็กรุณามองในอีกมุมหนึ่งกับผู้อภิปรายท่านแรกว่างบประมาณของศาลนั้น เป็นงบประมาณที่ไม่มาก เป็นงบประมาณที่อยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอควรกับสภาพ ของภารกิจ แต่ว่าอย่างไรก็ตามท่านได้ยกตัวอย่างว่ามีคำวินิจฉัยเพียง ๑๕ คำวินิจฉัยนั้น ความจริงในปีงบประมาณ ๒๕๖๒ นั้นมีคำวินิจฉัยอยู่ถึง ๗๗ คำวินิจฉัย จากคำร้องที่เข้ามา ๙๒ คำร้อง แล้วก็ส่วนที่เหลืออยู่เล็กน้อยนั้นเป็นเพราะกระบวนการพิจารณาที่เข้ามา ในช่วงปลายของปีงบประมาณ แล้วก็กระบวนการไต่สวนต่าง ๆ นั้นต้องดำเนินต่อไป ยังไม่สามารถชี้ขาดได้ก็ต้องยกยอดไปในปีงบประมาณอื่น แต่ว่าโดยรวมแล้วคดีที่เข้ามาสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นคดีรัฐธรรมนูญ และเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เพราะฉะนั้นในเชิงปริมาณไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องใช้ในการวัดความคุ้ม หรือไม่คุ้มกับงบประมาณนะครับ ประเด็นในเชิงคุณภาพและประเด็นในเชิงของประโยชน์ หรือคุณูปการที่มีต่อการดำรง หลักยุติธรรมของประเทศสำคัญมากนะครับ ดำรงหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ดำรงหลักการเคารพคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่า เป็นรากฐานสำคัญ เป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานที่จะดำรงรักษาชาติบ้านเมืองให้มีความเสถียรภาพ มีความสถาพร และสามารถสืบสานไปสู่คนรุ่นหลังให้มีอนาคตที่ดีได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในหลักการ วัดความคุ้มหรือไม่คุ้มของคดีรัฐธรรมนูญนั้น ก็คงจะไม่ใช้หลักนิยมที่เกี่ยวกับตัวเลขเป็น สำคัญ อยู่ที่ประโยชน์หรือคุณูปการอย่างที่ผมกราบเรียนว่าใน ๓ สาขาหลักที่เป็นรากฐาน สำคัญของบ้านเมือง ทั้งหลักนิติธรรม หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการเคารพคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นทั้งสิทธิและเป็นผลประโยชน์ทั้งของประชาชน เอกชน รวมไปถึงของ สังคมโดยรวม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมองในประโยชน์ของปัจเจกหรือประโยชน์ของเอกชน หรือประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวมถือว่าผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถ ที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์หรือส่งประโยชน์ไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น
ในอีกประการหนึ่งที่ท่านได้กรุณายกตัวอย่างของคดีเรื่องว่ารัฐบาลควรจะไป ทำถนนลูกรังเสียก่อน และท่านก็มองแง่มุมนี้ว่าเป็นการก้าวก่ายหรือเป็นการทำหน้าที่ นอกเหนือจากหน้าที่ทางศาลหรือหน้าที่ทางตุลาการซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร อันนั้นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่าสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าคดีนี้ในความเป็นจริงเป็นคดี ที่ศาลพิจารณาร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นเรื่องของนโยบายขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีที่ท่านยกประเด็นขึ้นมาอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นกรณีที่ศาลไปตัดสิน นโยบายของฝ่ายบริหาร ซึ่งความจริงมิได้นะครับ ความจริงเป็นหน้าที่พื้นฐานของศาล ตามรัฐธรรมนูญในการควบคุมไม่ให้ร่างกฎหมายศาลรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายนั้นเป็น ร่างกฎหมายกู้ยืมเงิน แล้วการกู้ยืมเงินนั้นไปขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญที่สำคัญ หลายหลักการ รวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่นการยกเว้นว่าเงินกู้เหล่านั้นไม่เป็น เงินงบประมาณ เป็นการสร้างเงื่อนไขยกเว้นไม่ให้เงินเหล่านั้นอยู่ในการบังคับของกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หลาย ๆ ประการรวมกันก็ไปขัดกับหลักการพื้นฐาน ของการใช้จ่ายงบประมาณเรื่องการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ศาล วินิจฉัยร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องถนนลูกรังอะไรต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงการหยิบยก เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบว่าแม้ร่างกฎหมายนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบหรือแม้ ร่างกฎหมายนี้ศาลจะชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ศาลยกตัวอย่างนั้นศาลเพียงแต่บอกว่า ไม่ได้เกิดผลเลวร้ายถึงขั้นที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอัมพาต การคมนาคมของ บ้านเมืองเสียหายแต่อย่างใด เพราะว่าเรื่องการไปกู้ยืมเงินมาสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็น วิสัยทัศน์ เป็นพัฒนาการที่สร้างความทันสมัยในการสร้างโครงข่ายคมนาคมขนส่ง ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญของการพิจารณาของศาล และถ้าโครงการนั้น ได้รับการดำเนินการก็จะเป็นประโยชน์ แต่โครงการเหล่านั้นจะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับการ ยอมรับหรือการรับรองว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน แต่บังเอิญว่า มีผู้โต้แย้งและผู้โต้แย้งนั้นก็เป็นสมาชิกด้วยกันเองโต้แย้ง เพราะฉะนั้นก็ถือว่าศาลเอง ก็ให้ความเคารพต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการรับคำร้องของท่านไปพิจารณา และขณะเดียวกันผลของคำวินิจฉัยก็ไม่ได้ไปก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหารแต่ประการใด เป็นการควบคุมตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติเองที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยใช้กลไกของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการตัดสินชี้ขาดปัญหาข้อพิพาทนี้ ก็ทำให้ เกิดความเรียบร้อยในกระบวนการบริหารบ้านเมืองโดยภาพรวม อันนั้นถ้ามองในแง่บวกก็จะ เป็นผลในทำนองลักษณะเป็นสำคัญ
อีกประการหนึ่งก็คือท่านได้กรุณายกตัวอย่างเรื่องว่างบประมาณของศาล ควรจะเป็นงบประมาณที่ใช้ไปเพื่อการสื่อประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ตรงนี้เป็นข้อสังเกต ที่ตรงกับแนวทางการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญมาตลอด เนื่องจากเราตระหนักดีว่า เราเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาไม่นาน แล้วก็เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายภารกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่มีการอนุวัติการรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การให้บริการการอำนวยความสะดวกกับประชาชนในการ ที่จะเข้าถึงความยุติธรรมทางศาล และโดยที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็ได้บัญญัติให้ประชาชนใช้สิทธิต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเป็นสิทธิทางตรง และทางอ้อม โดยรวมก็ถือว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนจะสามารถใช้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือเข้าถึงความยุติธรรมโดยกลไกศาลรัฐธรรมนูญไม่ต่างจากศาลอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็เป็นหลักการอย่างหนึ่งว่าในการวินิจฉัยคดีเราทำงานในเชิงอนุรักษ์ เชิงตั้งรับก็คือว่ารักษา รัฐธรรมนูญ รักษากฎหมาย แต่ในเรื่องของการอำนวยประโยชน์ให้ความสะดวก ให้ความรู้ แล้วก็ส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญนั้น เราสร้างกลไกกระบวนการเครื่องมือต่าง ๆ ขึ้นมารองรับอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการให้คำปรึกษา ด้านคดีทั้งโดยทางสายด่วน สายปกติ ทางเว็บไซต์ (Website) แล้วก็มีห้องสำหรับ ให้ประชาชนเดินทางมารับคำปรึกษาได้ นอกจากนั้นเราได้เปิดช่องทางในการที่จะให้ความรู้ ในเรื่องของการทำคำร้องในรูปแบบต่าง ๆ ไว้ในเครื่องมือการสื่อสารหลาย ๆ ช่องทาง ให้ประชาชนได้เห็น ได้รู้ ได้มีตัวอย่างให้มาใช้กันอย่างเต็มที่ แล้วก็มีผลสัมฤทธิ์ตามสิ่งที่เรา ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือว่ามีประชาชนเข้ามาใช้สิทธิในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยลำดับนับตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบัน สัดส่วนของคดีได้เปลี่ยนไปจากเดิมก็คือคดี ที่มาจากคำร้องของประชาชนมีเพิ่มขึ้นถึงประมาณ ๕ เท่าตัว ๖ เท่าตัว โดยลำดับ ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นผลพวงมาจากเราตระหนักถึงความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่จะเพิ่มสิทธิ โอกาส และประโยชน์ของประชาชนในการเข้าถึงศาล เพราะฉะนั้นเราต้องทำทุกทางโดยเฉพาะ ในช่องทางด้านประชาสัมพันธ์อย่างที่ท่านตั้งข้อสังเกต เพราะฉะนั้นงบประมาณในส่วนนี้ แม้จะไม่มากเพราะเหตุเราใช้ด้วยความประหยัดและเราทำกันเอง อะไรที่เราไม่ต้องจ้างเราก็ไม่จ้าง ซึ่งตรงนี้ครับเกิดจากหลักที่เราใช้หลักความประหยัดและความคุ้มค่า แต่ประโยชน์นั้น มากกว่างบประมาณที่เราใช้นะครับ กราบขอบพระคุณท่าน แล้วก็เราจะยึดถือแนวทาง ของท่าน เพราะเราถือว่าศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ของประชาชนด้วยเช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าท่านเองได้กรุณาสร้างสิ่งที่ เป็นแนวทางที่เราได้ตระหนักและตรงกับหลักคำแนะนำของท่าน ต้องขอบพระคุณ ไว้ในโอกาสนี้ด้วยนะครับ
ในอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องการดำเนินการในเรื่องของการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งไปถึงประชาชนโดยตรง อันนี้ก็สำคัญ กลุ่มเป้าหมายเรามีการกำหนดฐานของ กลุ่มเป้าหมาย ในกลุ่มอายุเราก็มี ไล่ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา เยาวชนจนถึงประชาชนทั่วไป กลุ่มพื้นที่เราก็กระจายไปในทุกภูมิภาค แล้วก็กลุ่มขององค์กรเราก็กระจายไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้คิดว่าเป้าหมายโดยรวมไม่พลาดนะครับ ครอบคลุมหมดทุกเป้าหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ตรงกันกับหลักที่ท่านได้กรุณาเสนอแนะไว้ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนร่วมกัน ในส่วนนี้ผมขออนุญาตสรุปไว้ในชั้นนี้เท่านี้นะครับ สำหรับท่านคารม ต้องขอบพระคุณท่านนะครับ นอกจากตั้งคำถามแล้วท่านมีข้อเสนอแนะด้วย
ลำดับถัดไปท่านธีรัจชัย ท่านมีประเด็นคำถามว่าศาลควรใช้หลักการทำงาน แบบเดียวกับหลักประชาธิปไตย คือของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ตรงนี้ ขอกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่าในหลักประชาธิปไตยที่ท่านได้กรุณายกขึ้นมาเป็นตัวแบบ แล้วก็ ให้ศาลใช้เป็นแนวทางในการทำงานนั้น กราบเรียนอย่างนี้ว่าในฐานะที่เป็นองค์กรทางตุลาการ แล้วก็เป็นองค์กรที่วินิจฉัยคดีเป็นสำคัญ ฉะนั้นบทบาทของศาลก็อย่างที่กราบเรียนท่านว่า ในทางการเมืองการปกครองนั้นศาลไม่ได้มีบทบาทในฐานะที่เป็นตัวแอกเตอร์ (Actor) หรือ เป็นตัวเล่นโดยตรง แต่ศาลจะเป็นตัวกลางในการระงับปัญหา เยียวยาปัญหาให้กับผู้ที่มีส่วน ในการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นประชาธิปไตยของศาลก็คือว่าศาล ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นฐานที่ ๑ อันที่ ๒ ศาลคุ้มครองหลักสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน อันที่ ๓ ศาลคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ศาลก็ไป ถอดความมาจากรัฐธรรมนูญนั่นเองว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนั้นศาลพึงจะต้อง ตระหนักให้ความสำคัญ แล้วก็ดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ที่จะรองรับกับการรักษาความชอบ ด้วยกฎหมาย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ประชาชนซึ่งไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจ สามารถอยู่ร่วมกับผู้ที่ใช้อำนาจ โดยที่สามารถมีความมั่นคงในเรื่องของสิทธิประโยชน์ และได้รับหลักประกันต่าง ๆ ไม่ว่าข้างมากข้างน้อยก็ได้รับหลักประกันที่เท่าเทียมกัน ก็คือทำให้คนไม่ว่ามีอำนาจหรือไม่มีอำนาจเท่าเทียมกันโดยกฎหมาย โดยหลักประกันที่ศาล เป็นผู้ให้ความคุ้มครอง ในเรื่องของสิทธิต่าง ๆ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่าใดศาลก็คุ้มครอง ให้เท่านั้นนะครับ แล้วก็ประโยชน์ต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงจากการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพนั้น หลัก ๆ ไม่ว่าตามมาตรา ๕๑ เรื่องการทำหน้าที่ของรัฐ เรื่องของมาตรา ๒๑๓ มาตรา ๒๓๑ เรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ไม่ว่าโดยการกระทำหรือโดยกฎหมาย ศาลก็ให้ความคุ้มครองตามกรอบของรัฐธรรมนูญอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนี่แหละครับคือ หลักประชาธิปไตยภายใต้ขอบเขตของศาล ซึ่งศาลจะไม่เข้าไปอยู่ในกระบวนการของการได้อำนาจ หรือการใช้อำนาจในทางการเมืองเหมือนกับองค์กรอื่น ซึ่งตรงนี้คิดว่าหลักประชาธิปไตยของศาล ก็เป็นประชาธิปไตยตามแบบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ศาลทำเป็นสำคัญนะครับ
ในเรื่องของความยุติธรรม ท่านก็ได้ตั้งคำถามว่าความยุติธรรมของศาลคืออะไร กราบเรียนอย่างนี้ว่าจะบอกว่าเป็นข้อจำกัดหรือว่าเป็นเอกลักษณ์ขององค์กรประเภท ตุลาการหรือศาลก็ได้นะครับ ก็คือว่าความยุติธรรมของศาลนั้นเป็นความยุติธรรมตามกรอบ ของกฎหมาย ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ ตามกรอบของหลักนิติธรรมนะครับ ศาลทำได้เท่านี้ ศาลไม่สามารถจะไปเห็นว่าใครควรจะได้มากได้น้อย หรือใครควรจะผิด ใครควรจะถูกตามที่ ศาลจะคิดได้เองนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็คือความยุติธรรมตามหลักปฏิบัติของศาล ซึ่งหลักนี้ก็เป็นหลักสากลเช่นเดียวกันคือยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย แล้วก็ตาม หลักนิติธรรม
ในอีกประการหนึ่งท่านได้พูดถึงวาระของตุลาการว่ามีการต่ออายุ จริง ๆ ถ้าจะพูดว่าต่ออายุ ภาพมันน่าจะคิดว่าเป็นการต่ออายุ แต่ว่าในความเป็นจริงมันเป็นช่วง รอยต่อของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็หลายองค์กรที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าคุณสมบัติ ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญควรเป็นอย่างไร วาระควรเป็นอย่างไร อำนาจหน้าที่ ควรเป็นอย่างไร กระบวนการสรรหาควรเป็นอย่างไร ก็อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน และช่วงรอยต่อของการที่จะตั้งหลักในเรื่องของการสร้างกฎเกณฑ์กันขึ้นมาใหม่ ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นธรรมดาว่าส่วนใหญ่แล้วจะให้ผู้ที่ปฏิบัติอยู่เดิมทำหน้าที่ไปพลาง เพื่อรอที่จะให้มีการ จัดตั้งผู้ที่จะเข้ามาใหม่ตามแบบแผนกระบวนการของกฎหมายที่ต้องอนุวัติการในภายหลัง ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่ามีหลายองค์กรที่มีการปฏิบัติเช่นนี้ แล้วที่สำคัญบางทีอาจจะมองว่าการ ต่ออายุตรงนั้น ซึ่งความจริงเป็นเรื่องของการรอความชัดเจน ความนิ่งของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องหลายกฎหมายด้วยกัน ความจริงก็คือว่าศาลหรือบุคลากรทางศาลที่ทำหน้าที่ อยู่ตรงนั้นท่านไม่ได้มองว่าเป็นปัจจัยที่ท่านต้องเอาไปพิจารณาในการทำหน้าที่ของท่าน แต่อย่างใด ไม่ว่าเป็นการให้คุณให้โทษกับใคร ท่านมีข้อพิจารณาอย่างนี้ว่าตอนนั้นมีกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แล้วก็มีคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปสู่ศาลในช่วงที่มีทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งตรงนี้ในกระบวนการพิจารณา ของศาลพวกคดีที่มีหลักเกณฑ์หลักการต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญเดิม กับหลักเกณฑ์หลักการตาม รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้นมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้การทำหน้าที่ของศาล ก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ซึ่งท่านอาจจะเห็นว่ามีเขตอำนาจ มีกระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ที่แตกต่างไปบ้าง แต่ไม่ได้มีผลต่อการดำรงหลักนิติธรรม หลักความยุติธรรมของศาลแต่ประการใด ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหลักประกันว่าไม่ว่าตุลาการที่มาจาก การสรรหามาตามรัฐธรรมนูญใหม่หรือทำหน้าที่อยู่ตามรัฐธรรมนูญเดิมนั้นมีมาตรฐาน เดียวกัน มีหลักปฏิบัติเดียวกันก็คือหลักปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นเช่นกัน ตรงนี้ ก็เป็นหลักประกันโดยตัวกฎหมายอย่างที่ผมได้กราบเรียนในกรณีอื่นด้วยว่าศาลจะไปทำ อย่างอื่นที่อาจจะมองว่าเป็นกิจที่ศาลควรจะทำ เป็นกิจที่ศาลน่าจะเข้าไปช่วย ซึ่งตรงนั้น ศาลทำไม่ได้โดยเฉพาะในเรื่องของการเมือง ศาลก้าวล่วงเข้าไปไม่ได้ ในเรื่องของกรณีของ การยุบพรรค ตรงนี้กราบเรียนท่านอย่างนี้ว่าเรื่องการตัดพยาน เรื่องการประชุมหรือการ พิจารณาโดยรัฐ โดยอะไรต่าง ๆ นั้นในความเป็นจริงมีการสืบพยานกันถึง ๑๗ ปาก แล้วก็ มีกระบวนการพิจารณาที่เปิดเผย มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ออกไปทางสาธารณะ ซึ่งมีการ รับรู้ร่วมกันตรงกันในเวลาเดียวกัน รวมถึงผู้แทนจากต่างประเทศที่เข้ามาสังเกตการณ์ด้วย นอกจากนั้นในการพิจารณาของศาลไม่ได้เกิดจากการที่ศาลจะมีธงของตัวเอง หรือว่าการ รับธงจากใครมาว่าจะให้ผลของคดีไปในทางหนึ่งทางใดได้ เป็นไปตามกระบวนการพิจารณา ที่ประกอบด้วยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นตัวกำหนดผลของคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เหมือนกันทุกคดี ยิ่งคดีที่มีคู่กรณีและคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรหรือ องค์กรทางการเมืองไม่ว่าสมาชิกภาพของผู้แทน หรือรัฐมนตรี หรือองค์กรพรรคการเมือง ศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการที่จะดำรงรักษาความยุติธรรมตามหลักกฎหมาย ตามหลักรัฐธรรมนูญ ตามหลักของนิติธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ท่านไว้วางใจได้ว่าไม่ว่าคดีไหนถ้าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีคดีไหน ที่ศาลจะบอกว่าขัดได้ หรือคดีใดก็ตามที่ผิดกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญแล้วศาลบอกว่าไม่ผิด ไม่ขัด ไม่ได้นะครับไม่มี ทั้งที่ผ่านมาแล้วก็คิดว่าในอนาคตก็คงไม่มีเช่นกัน ผมคิดว่าคงสรุปไว้ เท่านี้ก่อน แล้วก็ขอขอบคุณที่ท่านกรุณาตั้งข้อสังเกตซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในกิจการ ของศาล ไม่ว่าหลักประชาธิปไตย หรือหลักความยุติธรรม หรือหลักการพิจารณาคดีของศาล
ถัดไปเป็นของท่านสุพิศาล ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านต่อไปได้อภิปราย เกี่ยวกับเรื่องของแบบแผนทางบัญชี ทางงบประมาณ ผมขออนุญาตให้ทางเจ้าหน้าที่ ที่ขออนุญาตจากท่านประธานไว้มาชี้แจงในรายละเอียด แต่ว่าในเบื้องต้นผมขอกราบเรียน เฉพาะประเด็นหลักให้ท่านได้รับทราบในเบื้องต้นก่อนว่าเงินที่เห็นว่ามันติดลบบ้าง เกินบ้าง มันเป็นหลักการของบัญชี อย่างเช่นเงินบางอย่างเป็นเงินที่ต้องยกยอดมาจากปีงบประมาณก่อน ไม่ได้รับการจัดสรรหรอกครับ แต่ผูกพันไว้ก็เอามาใช้ พอเอามาใช้ทางบัญชีก็มีตัวเลข ของค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายรับ หรือเงินในบางส่วนที่ไปตั้งเบิกไว้เรื่องค่ารักษาพยาบาล เรื่องของค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิต่าง ๆ ที่เกิดจากบุคลากรต้องใช้ตามกฎหมาย ก็เป็นตัวเลขที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งตรงนี้เป็นตัวเลขทางบัญชีตามหลักเทคนิคทางบัญชี ส่วนรายละเอียดเรื่องเงินยืมเป็นอย่างไร ลูกหนี้ เจ้าหนี้เป็นอย่างไร ผมขออนุญาตให้ทาง เจ้าหน้าที่ด้านบัญชีมาชี้แจงในลำดับต่อไป แต่ระหว่างที่จะขึ้นมาผมขอเพิ่มเติมว่าบัญชี งบประมาณของศาลนั้นได้ผ่านการตรวจของผู้ตรวจสอบบัญชีอาชีพที่ได้รับการรับรอง จากหน่วยงานทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วและมีการรับรอง อย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเบื้องต้นผมกราบเรียนในหลักใหญ่ไว้ก่อนว่าตัวที่ มันขาดมันเกินเกิดจากอะไร แต่ว่าในทางเทคนิคเดี๋ยวผมจะให้ทางเจ้าหน้าที่ด้านการบัญชี กราบเรียนชี้แจงครับ