พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ หารือเกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อรับมือวิกฤติโควิด-19 อย่างทันท่วงที เน้นย้ำให้รัฐบาลเร่งใช้งบกลาง 88,000 ล้านบาทเยียวยาประชาชน ทบทวนโครงการที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารงบ พร้อมเรียกร้องให้ปรับแนวคิดความมั่นคงจากรูปแบบเดิมไปสู่ความมั่นคงด้านอาหาร ยา และเวชภัณฑ์ในภาวะวิกฤติ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ภายใต้วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นที่ประเทศไทยกำลัง ประสบอยู่ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ที่จะเป็นการระดมทรัพยากรทั้งหมดที่เรามี เพื่อมากอบกู้วิกฤติและพลิกให้เป็นโอกาส วันนี้เรากำลังมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย ซึ่งผมถือว่างบประมาณในส่วนนี้เป็น ๑ ในจิกซอว์ (Jigsaw) ตัวสำคัญ ที่รัฐบาลจำเป็นที่จะเอามาแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ ในภาพใหญ่ครับ ตามที่ผมได้แสดง ให้เห็นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
งบประมาณในภาพใหญ่ เรามี พ.ร.ก. ๓ ฉบับ วงเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ๘.๘ หมื่นล้านบาท และที่สำคัญคือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ๓.๓ ล้านล้านบาท ที่กำลังจะเข้าสภาในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ที่ผมฉายภาพนี้ให้เห็น เพราะต้องการย้ำให้เราเข้าใจว่างบประมาณทั้ง ๓ ส่วนนี้เกี่ยวข้องกัน รัฐบาลจำเป็นที่จะต้อง กำหนดแนวทางในการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับปัญหากับวิกฤติ กับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนไป ผมเป็นห่วงครับ ถ้าหากรัฐบาลยังปล่อยปละละเลย และจงใจปล่อยให้หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ยังคงผลาญงบประมาณไปกับแผนงานเดิม ๆ ไปกับยุทธศาสตร์เดิม ๆ เงินที่เราอุตส่าห์กู้มา ๑ ล้านล้านบาท จะไม่ตอบโจทย์ครับท่านประธาน ผมขออนุญาต ที่จะเรียกการโอนงบประมาณครั้งนี้ที่เรากำลังจะโอนไปสู่งบกลางรายการเงินสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉินและจำเป็น เรียกสั้น ๆ ว่างบกลางใหม่และงบกลางเดิมก็หมายถึง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนงบกลางใหม่ที่เรากำลังพิจารณากันนี้คือ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท โดยหลักการครับท่านประธาน ผมและพรรคก้าวไกลเห็นถึงความจำเป็นที่เราจะต้องโอน งบประมาณมาสู่งบกลางใหม่ เหตุผลก็เพราะว่างบกลางเดิมนั้นถูกใช้ไปหมดแล้ว และนอกจากนั้นเราต้องยอมรับว่างบประมาณที่เราผ่านสภาไปของปี ๒๕๖๓ ตั้งแต้ต้นปี งบประมาณเหล่านี้ถูกคิดอยู่บนฐานคิดที่ปราศจากวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ดังนั้น แผนงานต่าง ๆ ถึงวันนี้แล้วปฏิบัติไม่ได้ แผนงานต่าง ๆ ถึงวันนี้แล้วจะไม่สามารถเยียวยา หรือแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ดังนั้น โดยหลักการเราจำเป็นครับ แต่หากว่า ผมจะต้องเห็นด้วยและรับกับหลักการนี้ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ผมไม่สามารถจะรับได้ท่านประธาน เหตุผลเพราะอะไร เดี๋ยวผมจะอธิบาย ให้ฟัง สำหรับร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... นี้ มี ๔ ข้อสังเกต มี ๔ โอน ด้วยกัน คือโอนล่าช้า โอนน้อย โอนทะลุกรอบ และโอนไม่จริง
ข้อสังเกตที่ ๑ โอนล่าช้า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เรียกว่าเป็นอนุสรณ์ หรืออนุสาวรีย์ของความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เพราะอะไร เพราะมันเต็มไปด้วยความล่าช้าครับ มติ ครม. ออกมาให้หน่วยงานโอนงบประมาณต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายน ซึ่งนั่นเป็น หลังจากที่งบกลางก้อนเดิมถูกอนุมัติใช้จ่ายไปแล้วถึง ๑๔ วัน ผมเปรียบเปรยอย่างนี้ ท่านประธาน หากประเทศไทยเปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ประชาชนทุกคนเป็น สมาชิกในบ้าน แน่นอนครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าพ่อบ้านที่ดูแลพวกเรา อยู่มาวันหนึ่งหมู่บ้านที่เราพักอาศัยเกิดโรคระบาด สมาชิกทุกคนในบ้านไม่สามารถที่จะ ออกไปทำมาหากินได้ ไม่มีรายได้เข้ามา ดังนั้น หัวหน้าพ่อบ้านจำเป็นที่จะต้องเอาเงินสำรอง ที่มีอยู่ออกมาใช้จ่ายก่อนเพื่อให้สมาชิกในบ้านไม่อดตาย ทีนี้โดยสามัญสำนึกคนที่เป็น หัวหน้าพ่อบ้านก็จะต้องไปดูว่าเงินสำรองจ่ายมีอยู่เท่าไร และจะสามารถที่จะไปตัดทอน ไปประหยัด หรือไปลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะนำกลับมานี่มารวมเป็นเงินสำรองได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อรู้ตัวเลขยอดเงินแล้วก็จะบอกตัวเองได้ว่าจะต้องไปกู้เงินหรือเปล่า หรือถ้ากู้จะต้องกู้ เท่าไร แต่สิ่งที่ พลเอก ประยุทธ์ ทำ ไม่ใช่แบบนั้น ท่านเอาเงินสำรองเหล่านี้ในงบกลางก้อนเดิม มาใช้จนหมดสิ้นแล้วท่านถึงจะค่อยมาเร่งกู้เงิน ท่านถึงจะค่อยมาสั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ตัดงบประมาณ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ทีนี้มาดูภาพนี้ครับท่านประธาน ผมพยายาม ที่จะไล่เลียงเหตุการณ์ตามช่วงเวลาให้ฟัง เฉพาะระหว่างวันที่ ๓ มีนาคม ถึง วันที่ ๑๗ มีนาคม ช่วงเวลาสั้น ๆ นี่ ครม. อนุมัติงบกลางก้อนเดิมไปแล้ว ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านำไป รวมกับหลายเดือนก่อนหน้านี้อนุมัติไปแล้วทั้งสิ้น ๕๔,๘๐๐ ล้านบาท ในด้านของ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนะครับ วันที่ ๖ มีนาคม เกิดซูเปอร์ สเปรดเดอร์ (Super spreader) ที่สนามมวยลุมพินี วันที่ ๑๑ มีนาคม รัฐบาลยกเลิกวีซ่า ออน อาร์ไรวัล (Visa on arrival) วันที่ ๑๘ มีนาคม สั่งปิดธุรกิจกลางคืน ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ตรงนี้ จริง ๆ แล้วรัฐบาลสามารถประเมินสถานการณ์ได้แล้วครับ ว่าจำเป็นที่จะต้องมี งบประมาณเอาไว้เพื่อใช้ในการเยียวยาและบรรเทาผู้ได้รับผลกระทบ หากท่านจะต้อง ล็อกดาวน์ (Lockdown) พรรคก้าวไกลเสนอที่เราเรียกว่า เกลี่ยงบก่อนกู้หรือเกลี่ยก่อนกู้ เราเสนอเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม แต่รัฐบาลไม่เคยนำพา ข้อเสนอของเราคือถ้าท่าน เกลี่ยงบประมาณก่อนเป็นไปได้ครับว่า พ.ร.ก. กู้เงินของเราอาจจะไม่ต้องถึง ๑ ล้านล้านบาท ก็ได้ถ้าท่านเกลี่ยได้ในปริมาณที่มาก ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน ในวันที่ ๑๐ มีนาคม มีมติ ครม. ให้หน่วยงาน ต่าง ๆ ไปปรับแผนเพื่อให้สอดคล้อง และเพื่อจะได้มาแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) พอผม ได้รับฟังข่าวนี้ผมปวดหัวครับท่านประธาน ผมคิดไม่ออกเลยว่าทำไม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงมีคำสั่งแบบนี้ เพราะสุดท้ายแล้วการที่ท่านให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปปรับแผน เพื่อแก้ไขปัญหา กระสุนจะยิงไม่ถูกเป้าครับ กระสุนจะยิงไม่ถูกจุด และสุดท้ายเป็นอะไรครับ เอาโควิด (COVID) มาอ้าง แล้วก็ไปทำโครงการที่ไปผลาญงบประมาณโดยใช่เหตุ แล้วผลสุดท้ายแทนที่รัฐบาลจะประกาศการเยียวยาแรงงานนอกระบบในครั้งแรกให้ครบถ้วน และถ้วนหน้า เพราะท่านไม่สามารถที่จะประกาศได้ ท่านประกาศแค่ ๓ ล้านคน ถ้าเป็น ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล ในวันที่ ๑๐ มีนาคมนั้นสิ่งที่ท่านต้องสั่งหน่วยงานต่าง ๆ คือท่าน จะต้องโอนงบประมาณตั้งแต่วันนั้น ไม่ใช่สั่งให้ไปปรับแผน ท่านต้องสั่งให้โอนงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม แน่นอนครับเราจะมีงบกลางก้อนใหม่ได้ใช้ประมาณปลายเดือน เมษายน ตามไทม์ไลน์ (Timeline) ที่เป็นไปได้ ผมเชื่อครับว่าถ้างบกลางก้อนใหม่สามารถ ใช้ได้ในเวลานั้น จะไม่มีภาพของประชาชนที่ไปร้องทุกข์กันหน้ากระทรวงการคลัง ชีวิตของ ประชาชนหลายคนจะไม่จบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ต้องออกมา ตัดพ้อครับว่าผมบริหารเศรษฐกิจไม่เก่งแต่ผมจริงใจ ผมไม่รู้นะครับว่า พลเอก ประยุทธ์ หมายถึงว่าท่านจริงใจกับใคร แต่ที่แน่ ๆ ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้จริงใจกับประชาชนครับ ผมไม่เชื่อว่าการที่เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคมนั้นที่ท่านไม่ได้สั่งให้โอนงบประมาณเป็นเพราะท่าน ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด เป็นเพราะท่านรู้ไม่ถึงการณ์ ผมไม่เชื่อว่าเป็นแบบนั้น แต่ผมเชื่อว่าเป็นความจงใจของท่านที่ปล่อยให้หน่วยงานต่าง ๆ ผลาญงบประมาณ เพราะอะไรเพราะงบประมาณเหล่านี้ โครงการเหล่านี้ที่อนุมัติออกไปแล้วล้วนแต่มีเจ้าของ ล้วนแล้วแต่มีผู้จับจองค่าเงินทอน ค่าหัวคิว การเอื้อผลประโยชน์ต่าง ๆ ท่านประธานครับ ทีนี้ถ้าหากเราพิจารณาช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาการระบาด ในเดือนมีนาคมนี้ ต่างประเทศเขาทำอะไรกันครับ ในช่วงเวลาเดียวกันประเทศออสเตรเลีย และประเทศเยอรมนีก็เปิดประชุมสภาครับ ต้นเดือนพฤษภาคมประเทศสหรัฐอเมริกาก็เปิด ประชุมรัฐสภา ประเทศฝรั่งเศสก็เปิดประชุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จากที่เห็น ประเทศอื่นทำกันแบบนี้ผมก็ต้องรู้สึกผิดหวังนะครับ เพราะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หนีสภา ไม่ยอมที่จะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อที่จะรับฟังเสียงจากผู้แทนราษฎร ในขณะที่ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่มีประเทศไหนหนีสภาในยามวิกฤติของประชาชนครับ ผมจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนงบประมาณได้ล่าช้า ทิ้งเอาไว้เท่านี้ เดี๋ยวอีกสักครู่ ต่อจากนี้จะมีเพื่อน ส.ส. พรรคก้าวไกล คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จะมาลงรายละเอียดว่า ที่ท่านโอนงบล่าช้าแบบนี้มันส่งผลกระทบ ส่งความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากแค่ไหน
ไปที่ข้อสังเกตที่ ๒ ครับโอนน้อย ท่านประธานครับ เมื่อเราพิจารณาดูถึง เม็ดเงินที่โอนเป็นงบกลางก้อนใหม่ทั้งหมด ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการโอนออกจากหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งฐานที่สามารถพิจารณาโอนได้มีทั้งสิ้น ๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่โอนออกมาได้เพียง ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกก้อนหนึ่ง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นการชะลอการชำระหนี้ ของภาครัฐ เรียกง่าย ๆ ก็คือรัฐบาลชักดาบ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เห็นแบบนี้ก็น่าผิดหวัง กับการโอนงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ เพราะว่าจริง ๆ แล้วสถานการณ์มันเปลี่ยน ไปแล้วอย่างที่ผมเรียนไป หน่วยงานควรจะโอนงบประมาณได้มากกว่านี้ นอกจากนั้นเราต้องยอมรับว่างบประมาณ ปี ๒๕๖๓ นั้นออกมาล่าช้า บวกกับมีสถานการณ์ แพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ดังนั้น การเบิกจ่ายงบประมาณของแต่ละ หน่วยงานจะไม่เข้าเป้าแน่นอน เชื่อว่าโดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนในภาพรวมจะเบิกจ่ายได้ไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นครับ คณะรัฐมนตรีเองตอนที่ออกมติ ครม. เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ไม่มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าท่านต้องการให้เกิดการโอนงบประมาณทั้งหมด เป็นเงินเท่าไร เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ นอกจากนั้นไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ ของโครงการต่าง ๆ ในรูปแบบใหม่ภายใต้นิวนอร์มัล (New normal) ว่าโครงการไหนยังมี ความสำคัญอยู่ตัดไม่ได้ โครงการไหนไม่สามารถปฏิบัติงานได้แล้ว หรือความสำคัญน้อยกว่า ควรจะยกเลิกโครงการออกไป แต่ไม่ได้ทำแบบนี้ สิ่งที่ ครม. ทำคือตั้งหลักเกณฑ์กว้าง ๆ เอาไว้ แล้วก็บอกว่าให้ตัดโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ ซึ่งนั่นเป็นการปล่อยให้ทาง แต่ละหน่วยงานใช้ดุลพินิจของตนเอง แล้วทำให้เกิดอะไรขึ้น ผมขอยกตัวอย่างให้ดูว่า เมื่อไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เกิดโครงการแบบนี้ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ สุดท้ายแล้ว โครงการที่ควรตัดก็ไม่ได้ตัด กรณีของกองทัพเรือยังคงฝืนที่จะดำเนินโครงการศูนย์ซ่อม อากาศยานหรือที่เรียกว่าเอ็มอาร์โอ (MRO) ต่อ โครงการนี้เจ้าภาพคือการบินไทย ขณะนี้ ก็เข้าแผนฟื้นฟูไปแล้ว บริษัทที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะมาเป็นผู้ร่วมทุนอย่างแอร์บัส (Airbus) ก็ถอนตัวไปแล้วครับท่านประธาน ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมเรายังคงต้อง ดำเนินโครงการนี้ต่อไป ทำไมเรายังคงต้องถมที่เพื่อเตรียมสร้างต่อไป หรือเราจะถมที่ไปเพื่อ ทำฮวงซุ้ยให้ใครหรือเปล่า ในทางกลับกันโครงการที่มีประโยชน์กับประชาชนรากหญ้า อย่างโครงการวัน แมป (One map) ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการนี้มีขึ้นเพื่อจัดทำแผนที่อ้างอิงรวม เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทในที่ดินทำกิน ของพ่อแม่พี่น้องประชาชน โครงการแบบนี้แหละครับที่มีประโยชน์กับประชาชนรากหญ้า กลับถูกตัดงบประมาณ นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่พบเห็น ซึ่งทำให้ผมต้องเรียนท่านประธาน แบบนี้ครับ ผมเห็นแล้วว่างบประมาณที่มีประโยชน์ต่อประชาชนถูกตัดยับ แต่งบประมาณที่มี เอกชนมารองรับไม่ตัดเลย สุดท้ายพอตัดไม่พอทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ก็ชักดาบ ไปตัดเอาเงิน ที่จะต้องชำระหนี้ภาครัฐออก ไม่ว่าจะเป็นหนี้รัฐบาลหรือหนี้ของใครก็ตามเหมือนกัน ถ้าเรา ไม่ชำระ หนี้ก็งอกดอกก็บาน เราน่าจะเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต กองทุนเอฟไอดีเอฟ (FIDF) ที่ผ่านไป ๑๐ ปีเราแทบจะไม่ได้จ่ายเงินต้นคืนเลย ไปรวมดอกเบี้ยที่จ่ายไปทั้งหมด ๒๐ ปี สูงกว่ายอดเงินกู้ไปแล้ว ดังนั้นปัญหาทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ถือว่าเป็นค่าเสียโอกาส ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีกรณีการโอนงบประมาณของหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล และองค์กรอิสระที่สุดท้ายแล้วติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ติดข้อจำกัดด้านเวลาทำให้ ไม่สามารถโอนงบประมาณได้ ซึ่งในประเด็นนี้อีกสักครู่เพื่อน ส.ส. พรรคก้าวไกลของผม คุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล จะมาอภิปรายในรายละเอียด
ข้อสังเกตถัดไปคือโอนทะลุกรอบ เมื่อสักครู่คุณหมอชลน่านก็ได้กรุณาชี้แจง ในประเด็นนี้ไปแล้ว คือเม็ดเงินที่เราโอนกันในครั้งนี้สูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น จึงมีประกาศ ของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐออกมา ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการปรับสัดส่วนในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจากเดิมเพดานตั้งเอาไว้ว่า ไม่เกิน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ปรับขึ้นมา ๑ เท่า เป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาคืออะไรครับ เมื่อเราปรับจาก ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่า รัฐบาลก็จะสามารถตั้งงบกลางซึ่งเป็นงบประมาณที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตรวจสอบไม่ได้ เป็นอำนาจของท่านนายกรัฐมนตรีได้สูงขึ้น ในประเด็นที่ ๒ สัดส่วนในการชำระหนี้ภาครัฐ ซึ่งในส่วนนี้แต่เดิมกำหนดเอาไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประจำปี ท่านก็ลดลงมาเหลือ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าท่านก็จะสามารถชักดาบได้ต่อไป จริงอยู่ ภายใต้สถานการณ์วิกฤติเราจำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณ แต่ว่าผมเป็นห่วงเหลือเกินว่าประกาศฉบับนี้เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายนไม่ใช่ประกาศชั่วคราว แต่เป็นประกาศถาวรเพราะไม่มีการกำหนดว่าวันเวลาจะสิ้นสุดเมื่อไร ดังนั้น ผมเรียกร้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขหรือจะออกประกาศฉบับใหม่ ระบุให้ชัดเจนว่ากรอบวินัย ที่ท่านตั้งใหม่นี้มันจะสิ้นสุดเมื่อไร
ข้อสังเกตสุดท้าย คือโอนไม่จริงครับ ข้อสังเกตนี้ผมพิจารณาลงไปที่ งบลงทุนผูกพันข้ามปีโดยเฉพาะครับ ในมติ ครม. แต่เดิมตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ กำหนดเอาไว้ อย่างนี้ ตามภาพที่เห็นนี่ เวลาที่เราจะก่องบลงทุนที่เป็นผูกพันข้ามปี ในปีที่ ๑ อย่างในภาพนี้ จะผูกพันปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ ในปีที่ ๑ ครม. กำหนดไว้ว่าจะต้องจ่ายเงินงวดแรก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ ดังนั้น จะเหลือในปีที่ ๒ ปีที่ ๓ อีกปีละ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มีการกำหนดมติ ครม. แบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปตั้งงบผูกพัน มากจนเกินไป ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ถ้าไม่มีการกำหนดกรอบแบบนี้ หน่วยงาน แต่ละหน่วยงานอาจจะตั้งงบผูกพันเป็น ๑๐๐ โครงการก็ได้ครับ แล้วก็ใส่เงินงวดแรก ในปีแรกแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่ามันก็จะไปกั๊กงบประมาณในปีถัด ๆ ไปนะครับ แล้วงบประมาณเหล่านี้เมื่อผูกพันไปแล้วก็ต้องเรียนว่าตามรัฐธรรมนูญแล้ว ส.ส. ไม่สามารถ จะเข้าไปตัดโครงการเหล่านี้ออกไปได้ แม้จะเห็นว่ามันไม่จำเป็นหรือไม่ถูกต้องก็ตาม ทีนี้ ในมติ ครม. ใหม่เมื่อวันที่ ๗ เมษายน บอกอย่างนี้ครับ บอกว่าให้หน่วยงานสามารถที่จะ ลดยอดเงินที่ต้องจ่ายในงวดแรกหรือปีแรกจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ลงให้เหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ต้องบอกว่าการทำแบบนี้ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็เหมือนดาวน์ (Down) น้อย ผ่อนหนัก จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราควรจะพิจารณาคือต้องดูว่าโครงการใดไม่เหมาะสม โครงการใด ไม่ควรจะดำเนินการต่อแล้วก็ตัดโครงการนั้นไป แต่ถ้าหากเราไม่ตัดโครงการ เราเพียงแต่ แค่ลดเงินดาวน์ (Down) ในปีแรกลงงบประมาณเหล่านี้ก็จะไปเบียดบังงบประมาณ ปีถัด ๆ ไป เรียกว่าไปกั๊กพื้นที่ของงบประมาณในปีต่อไป เรารู้อยู่ว่าภายใต้สถานการณ์ วิกฤติโควิด (COVID) แบบนี้รายได้ของรัฐจะลดลง ดังนั้น การเบียดบังงบประมาณเหล่านี้ ก็มีแต่จะไปเพิ่มที่จะต้องกู้ชดเชยขาดดุล ตัวอย่างของกระทรวงที่มีการโอนงบประมาณ ในลักษณะที่ผมเรียกว่าดาวน์ (Down) น้อยผ่อนหนัก ที่หนักหน่วงที่สุดก็คือ กระทรวงกลาโหม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวง สำหรับกระทรวงกลาโหม ถ้าเราดูจากตัวเลข เราจะพบว่าเป็นกระทรวงที่โอนมากเป็นอันดับที่ ๒ ในบรรดากระทรวง ทั้งหมด เมื่อเห็นแบบนี้แล้วก็หลงดีใจ หลงคิดว่าทางกองทัพยอมตัดงบประมาณของตนเอง ทางกองทัพยอมที่จะไม่ซื้ออาวุธเพราะเห็นแก่ความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน นำงบประมาณมาใช้ในการเยียวยา แต่เอาเข้าจริงผมต้องเรียนว่านี่เป็นแค่การเล่นแร่แปรธาตุ แหกตาประชาชน เพราะว่าเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินที่กระทรวงกลาโหมโอนออกเป็น ลักษณะนี้ครับ คือดาวน์ (Down) น้อยผ่อนหนัก มิหนำซ้ำกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงเดียวในกระทรวงทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้ ที่ฝืนมติ ครม. กระทรวงอื่นเงินงวดแรกเขาลดลงจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะกระทรวงกลาโหมจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเป็นเพราะว่ามีนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวง เพราะถ้าเป็นแบบนี้ นั่นแปลว่าท่านเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ท่านเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล มติ ครม. ออกมา แต่ท่านไม่ปฏิบัติเสียเอง ทีนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นภาพผมก็เลยไปค้นคว้า ไปค้นหา ข้อมูลในรายละเอียดว่าการตัดงบประมาณของ ๓ เหล่าทัพที่มีลักษณะดาวน์ (Down) น้อย ผ่อนหนักเป็นอย่างไร ภายใต้โครงการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ โครงการนี้ ทั้ง๓ เหล่าทัพมีอยู่ แล้วภายใต้โครงการนี้จะเป็นการจัดหาหรือซ่อมแซมหรือปรับปรุง ยุทโธปกรณ์ทั้งสิ้น จาก ๓๐ โครงการที่เป็นงบผูกพันพบว่ามีอยู่ ๖ โครงการที่ตัดออก หนึ่งในนั้นคือการซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ผมก็ยังไม่กล้าที่จะดีใจ อยากจะเรียนถาม ท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกันว่าการซื้อเรือดำน้ำมันจะกลับมาเสนอในงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ หรือไม่ เรามาดูกันว่าจาก ๓๐ โครงการที่บอกว่าตัดออกไป ๖ โครงการ ตอนนี้เหลือ ๒๔ โครงการที่ยังคงดำเนินการอยู่ ทั้ง ๒๔ โครงการนี้ มีลักษณะดาวน์ (Down) น้อย ผ่อนหนัก คือจากเดิมที่ต้องดาวน์ (Down) ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในปีแรก มาลดเหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ โครงการที่มีอันดับสูงสุดผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ของกองทัพบกมี ๒ โครงการ คือโครงการจัดหายานเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) งบประมาณผูกพัน ๓ ปี ๔,๕๑๕ ล้านบาท โครงการจัดหาเครื่องบินใช้ทั่วไปงบประมาณผูกพัน ๓ ปีเช่นเดียวกัน ๑,๓๕๐ ล้านบาท และอีกโครงการของกองทัพอากาศคือจัดหาเครื่องบินฝึกทดแทน ๕,๑๙๕ ล้านบาท เฉพาะ ๓ โครงการนี้งบประมาณผูกพัน ๓ ปี เป็นมูลค่า ๑๑,๐๖๐ ล้านบาท ปีแรกในปี ๒๕๖๓ เราจะจ่าย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดนี้ ซึ่งก็คือ ๒,๒๑๒ ล้านบาท จะดีกว่าไหม ถ้าทั้ง ๓ โครงการนี้ตัดออกไปเลย ถ้าท่านตัดออกไปเลยเม็ดเงินนี้ ๒,๒๐๐ กว่าล้านบาท นำไปทำอะไรครับ เยียวยาประชาชน ๕,๐๐๐ บาท ๑ เดือนได้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านเอาไปซื้อวัคซีนฉีดให้ประชาชนฟรีได้ ๒ ล้านกว่าคนครับท่านประธาน ผมเปรียบ พฤติกรรมนี้ของกระทรวงกลาโหม ก็จะเล่าให้พี่น้องประชาชนฟังได้ง่าย ๆ คือเหมือน ครอบครัวเรามีพ่อที่ป่วยอยู่ แล้วเราก็มีพี่น้องอยู่ ๗ ล้านกว่าคน ที่กำลังจะตกงาน ฐานะ ทางบ้านก็ไม่สู้ดีนักจะต้องไปกู้เงิน กู้หนี้ยืมสินเสียดอกเบี้ย แต่พี่ชายตัวดีอยากจะได้รถ อยากออกรถคันใหม่ ไม่ใช่รถธรรมดาด้วยนะครับ รถล้อยาง ๘ ล้อ อยากจะได้รถคันใหม่ ก็แอบไปดาวน์ (Down) ไปต่อรองขอดาวน์ (Down) น้อย ๆ ผ่อนไหวหรือไม่ไหวไม่รู้ ขอดาวน์ (Down) น้อย ๆ เพราะกลัวจะไม่ได้รถคันใหม่ นี่คือผลที่เรามีอดีต ผบ.ทบ. เป็นเจ้ากระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล
ดังนั้น จาก ๔ โอน หรือ ๔ ข้อสังเกตที่ผมได้กล่าวมาแล้ว นำมาสู่ ๕ ข้อเสนอ ที่ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อที่ ๑ อันนี้พรรคก้าวไกลเรียกร้องหลายครั้งแล้ว คือในการพิจารณา งบประมาณเรามีเวลาที่จำกัด แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องทำงานแข่งกับเวลา เราเรียกร้องให้สำนักงบประมาณเผยแพร่เอกสารต่าง ๆ โครงการต่าง ๆ ในรายละเอียดตั้งแต่ ในวาระที่ ๑ ที่เราพิจารณากัน เหมือนกับที่เราพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ หรือในชั้นอนุกรรมาธิการวิสามัญ ผมพูดอีกครั้งคือเราทำแบบนี้เราขอเอกสารต่าง ๆ รายละเอียดทั้งหมดมาตั้งแต่ในวาระที่ ๑ เลย ในรูปแบบของดิจิทัล ไฟล์ (Digital file) เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ส.ส. จะทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรอบเวลาที่ท่าน ตั้งไว้ว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐๕ วัน มันจะสั้นลง ได้ทันทีครับท่านประธาน ถ้าหากว่าสำนักงบประมาณให้ความร่วมมือและเผยแพร่เอกสาร
ข้อเสนอที่ ๒ งบกลางใหม่ ก้อนใหม่ ๘๘,๐๐๐ล้านบาท ผมคิดว่าเราจำเป็น ที่จะต้องใช้งบกลางนี้ในการที่จะเยียวยาพ่อแม่พี่น้องประชาชน เพราะถึงวันนี้แล้ว การเยียวยายังไม่ถ้วนหน้า ถึงวันนี้แล้วยังมีผู้ตกหล่นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือเป็น ผู้ประกอบการ เรายังไม่พูดถึงว่าเราอาจจะเกิดการระบาดรอบที่ ๒ ก็เป็นได้ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีเงินสำรองเพื่อใช้ในการเยียวยาประชาชน
ข้อเสนอที่ ๓ พรรคก้าวไกลเสนอให้ใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญที่จะ ติดตามงบประมาณและมาตรการในการแก้ไขโควิด (COVID) แน่นอนต้องหมายรวมถึง ในส่วนของงบกลางก้อนใหม่นี้ด้วย
ข้อเสนอที่ ๔ ผมได้กล่าวไปเมื่อตอนต้นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังของรัฐที่มีท่านประยุทธ์เป็นประธาน ขอให้แก้ไขประกาศของวันที่ ๑๖ เมษายน หรือออกประกาศฉบับใหม่ กำหนดให้ชัดเจนว่ากรอบสัดส่วนที่ท่านเปลี่ยนแปลงไปจะสิ้นสุด เมื่อไร อย่าฉวยโอกาสช่วงโควิด (COVID) นี้ที่จะแก้ไขกรอบวินัยทางการเงินการคลัง แล้วก็แบเบอร์ใช้กันยาวต่อไป
ข้อเสนอสุดท้ายครับท่านประธาน ความมั่นคงของประเทศถึงวันนี้ไม่ใช่ ความมั่นคงทางการทหารแล้ว มันคือความมั่นคงต่อการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ในทางทหารรัฐบาลมีงบประมาณที่เรียกว่าการเตรียมสภาพความพร้อมในการรบ ยกตัวอย่าง กองทัพบอกว่าจะมีกระสุนสำรองให้ใช้งานได้กี่วันหากเกิดสงคราม ผมเรียนถาม ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ในทางกลับกันท่านเคยตั้งคำถามไหมครับว่าประชาชนคนไทย จะมีอาหารกินกันเพียงพอไปกี่วันหากเกิดล็อกดาวน์ (Lockdown) ท่านนายกรัฐมนตรี เคยตั้งคำถามไหมครับว่าเราจะมียา เราจะมีเวชภัณฑ์ใช้ไปเพียงพอได้กี่วัน หากสิ่งเหล่านั้น ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศไม่สามารถนำเข้าได้ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เคยให้ข่าว พูดถึงวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย บางช่วงบางตอนที่ผ่านมาบางประเทศระงับการส่งออกวัตถุดิบเหล่านี้ ก็ทำให้เราผลิต หน้ากากอนามัยไม่ได้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพ่อแม่พี่น้องประชาชน แล้วท่าน ก็มักจะออกมาพูดว่า แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ ดังนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องทบทวนว่าความมั่นคงในความหมายใหม่นั้นคืออะไร ถึงเวลาแล้ว ที่ท่านจะต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรควรทำก่อนหลัง โครงการใดที่ไม่จำเป็น ก็ตัดออกไปอาวุธอะไรที่ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ตัดโครงการออกไป เตรียมกระสุนงบประมาณ ให้เพียงพอเพื่อรองรับกับความมั่นคงรูปแบบใหม่ในยุคโควิด (COVID) ขอบคุณครับ ท่านประธาน