ชลน่าน ชี้แจงคัดค้านร่างโอนงบฯ ห่วงขัดหลักประชาธิปไตย-สุ่มเสี่ยงตีเช็คเปล่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายคัดค้านร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย นิติธรรม และกฎหมายวินัยการเงินการคลัง พร้อมตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการโอนงบประมาณจำนวนมากเข้างบกลาง โดยเฉพาะในยุค คสช. และการขยายกรอบงบประมาณฉุกเฉินที่ทำให้ใช้เงินได้โดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภา จึงเรียกร้องให้พิจารณาอย่างรอบคอบ ยกระดับศักยภาพหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภา และยืนยันจุดยืนไม่รับร่างดังกล่าวเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของรัฐสภากับประชาชน

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ได้อนุญาตให้กระผมทำหน้าที่ในการที่จะอภิปรายพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้แถลงหลักการและเหตุผลต่อสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้รับ มอบหมายจากท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ให้เป็นผู้อภิปรายนำในการพิจารณาในวาระนี้ กระผมขอกราบเรียน ท่านประธานครับ จากหลักการและเหตุผลที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภา ผมจะได้ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการในโอกาสต่อไป แต่เบื้องต้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย ของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน การโอนงบประมาณรายจ่าย ในประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองเราที่ผ่านมามีทั้งหมด ๕ ครั้งครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๖ ใน ๕ ครั้งที่ผ่านมาเป็นการผ่านสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ซึ่งผม จะได้กราบเรียนรายละเอียดต่อไปในเหตุผลประกอบ

สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้เราอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ พิจารณาเช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งเขียนไว้เหมือนกัน และที่สำคัญสมาชิกเราเองมีข้อจำกัดมากในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หรือร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ และมาตรา ๑๔๔ เขียนไว้ชัดว่าจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐๕ วัน สมาชิกวุฒิสภา จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ วัน ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ อนุมัติ หรือไม่อนุมัติเท่านั้น เหมือนกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี และที่สำคัญ สมาชิกเราไม่สามารถจะแปรญัตติในการที่จะเปลี่ยนแปลงรายการหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการ หรือจำนวนในรายการ ทำได้เฉพาะการตัดทอนหรือลดรายจ่ายเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม จะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าสมาชิกเรามีหน้าที่ลดหรือตัดทอนตัวรายจ่าย พระราชบัญญัตินี้เป็นพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายก็ตีความได้ว่าเป็นรายจ่าย เพราะฉะนั้นสามารถที่จะปรับลดจำนวนหรือตัวรายจ่ายที่อยู่ในรายการได้ อันนี้ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานไว้ก่อนเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ และที่สำคัญเราต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญให้ชัด เพราะว่ามีข้อที่ต้องพึงระวัง เช่น นำงบประมาณไปใช้ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมในฐานะเป็นสมาชิกหรือกรรมาธิการ ท่านประธานครับ จากหลักการ และเหตุผลที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง ผมพิจารณาด้วยความละเอียดถี่ถ้วนจากเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๕ มาตรา มาตราที่สำคัญคือมาตรา ๔ จากเอกสารที่สำนักวิชาการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเราได้ส่งให้สมาชิก มีรายละเอียดที่ดีมาก ขออนุญาตชื่นชมครับ และที่สำคัญรายงานวิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาเรา พีบีโอ (PBO) ตอนนี้เป็นกลุ่มงานอยู่ สำนักนี้กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้มีความเห็น อย่างแรงว่าน่าจะปรับสถานะเขาขึ้นให้เป็นสำนักให้ได้ เพื่อมาช่วยเหลือด้านงบประมาณของ รัฐสภา ฝากท่านประธานด้วยนะครับ ผมดูในรายละเอียดทั้งหมดนะครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างตรง ๆ เลยว่าไม่สามารถที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ขีดเส้นใต้เลยครับ ไม่สามารถ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ผมมีเหตุผลอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ครับ ขอสไลด์ (Slide) เลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดสไลด์)

เรื่องที่ ๑ ดูจากหลักการ หลักการบอกว่า ให้โอนงบประมาณรายจ่ายจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณ โอนจาก รายจ่ายที่เป็นงบบูรณาการและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ทั้งหมด ๓๘ รายการ ๒๒ หน่วยรับ ประมาณ ๑๕ แผนบูรณาการ ๑ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ๓๘ รายการ มาตั้งไว้ในงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ท่านประธานครับ ทำไมผมบอกว่าผมไม่รับเพราะเหตุผลอันที่ ๑ คือหลักการนี้มันขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ ท่านประธาน และขัดกับกฎหมายอื่น ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงเมื่อสักครู่เขียนชัดเจนครับ สอดคล้องกับวิธีการงบประมาณ สอดคล้องกับกรอบวินัยการเงินการคลัง เดี๋ยวผมมี รายละเอียดให้ดู ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณที่จัดตั้ง ไว้ทั้งหมด ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จากหน่วยรับงบประมาณ จากแผนบูรณาการ และจาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โอนไปไว้ที่งบกลาง ทำไมผมกล่าวว่าขัดกับหลักประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพการจัดสรรงบประมาณ การอนุมัติงบประมาณ หลักการมีมาก ๑๐ หลักการที่จำเป็น ผมขอยกมา ๒ เรื่องเอง เรื่องที่ ๑ คือความจำเพาะเจาะจงของตัว งบประมาณ ต้องจำเพาะเจาะจง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ต้องชัด แผนงาน โครงการชัด เม็ดเงินชัด ไปอยู่ตรงไหน ใครทำ อันนี้ต้องชัด เรื่องที่ ๒ การที่จะเอา งบประมาณไปใช้ต้องคำนึงถึงหลักความยินยอม หลักความยินยอมของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนจะยินยอมได้อย่างไร ก็คือรัฐสภาครับ รัฐสภาเป็นศูนย์รวมอำนาจของ พี่น้องประชาชน ถ้าสภาอนุมัติให้ไปใช้ถือว่าพี่น้องประชาชนยินยอม ท่านนายกรัฐมนตรีก็เลย บอกว่าชอบด้วยกฎหมายวิธีการงบประมาณ เพราะว่าจะมีกฎหมายโอนงบประมาณเข้ามา รองรับ ท่านประธานที่เคารพ หลักการสำคัญตรงนี้เป็นหลักการที่สภาต้องตรวจสอบได้ การโอนงบประมาณ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ มาตรา ๕๓ (๑) ที่ท่านนายกรัฐมนตรียกขึ้นมานี่เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามโอนระหว่างหน่วยงาน ขีดเส้นใต้ หน่วยงาน เว้นแต่หน่วยงานเดียวกันนี้ได้ ในแผนบูรณาการอาจจะข้ามหน่วยงานได้ อันนี้ได้ครับ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติ กฎหมายบัญญัติตรงนี้ก็หมายความว่าจะต้องมีกฎหมายบัญญัติ ให้โอนจากหน่วยงาน ก ไปหน่วยงาน ข ได้ ผมถามท่านประธานครับ ตามวิธีการงบประมาณ งบกลางไม่ใช่หน่วยรับงบประมาณ เป็นประเภทรายจ่ายประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง ผู้บริหาร ผู้ใช้คือท่านนายกรัฐมนตรี ในรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นายกรัฐมนตรี ท่านเดียวเป็นผู้ใช้ เพราะฉะนั้นหลักประชาธิปไตยต้องชัดเจน ตรวจสอบได้ โปร่งใส อันนี้ เป็นหลักที่ ๑

อันที่ ๒ รายการการโอนงบประมาณในครั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในอดีตย้อนไป ในสไลด์ (Slide) ผมต้องอภัยครับ ต้องให้ฉายาท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ติดแฮชแท็ก (Hashtag) เลยครับ จอมโอนแห่งยุค เพราะไม่มีใครโอนงบประมาณมากมายเท่ากับสมัยที่ ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล คสช. ท่านโอนไป ๔ ครั้ง ครั้งแรกสุด ปี ๒๕๐๗ สมัย จอมพล ถนอม ๑๕๐ ล้านบาท เข้าสู่งบกลางเช่นเดียวกัน แต่มีว่าให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจด้วย มีหน่วยงานอื่นมารองรับด้วย เป็นหน่วยรับ มีงบกลางด้วย ๑๖๐ ล้านบาท ในขณะนั้นก็ถือว่าเยอะพอสมควรจากงบประมาณหน่วยอื่น ๆ นะครับ แต่ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ เม็ดเงินรวมกัน ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท โอนสมัยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ ๑ ในรัฐบาล คสช. โอนทุกปีครับ เข้ามา พ.ศ. ๒๕๕๗ พ.ศ. ๒๕๕๘ โอน พ.ศ. ๒๕๕๙ โอน พ.ศ. ๒๕๖๐ โอน พ.ศ. ๒๕๖๑ โอนครับ เม็ดเงินรวม ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปไว้งบกลางเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างเอาไปให้ กองทุนประชารัฐในปีสุดท้าย ๒,๗๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่ไปอยู่สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เป็นหลักครับ

ท่านประธานครับ จริงอยู่หลักความเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณเราเว้น ให้ได้บางกรณี อย่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี เราก็อนุโลม อนุญาตให้ วางกรอบให้ แต่มีระเบียบ มีกรอบวินัยการเงินการคลังมาบังคับ มากำกับไว้ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป ท่านประธานครับ นี่คือประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน โดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ประกาศขยายกรอบสัดส่วน ๒ เรื่องที่ท่านขยายชัด ๆ ๑. สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลางกรณีเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จากเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ ไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของยอดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปี ๒๕๖๓ ตั้งไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ร้อยละ ๓ ขยายขึ้นไปเป็นร้อยละ ๗.๕ ครับ เพื่ออะไร เพื่อจะเอาเงิน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวก ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ร้อยละ ๕.๘ ของยอดเงินงบประมาณ นั่นหมายความว่า ๑๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นำไปใช้แต่ผู้เดียวครับ ผมอยากจะเปรียบเทียบครับท่านประธาน คน ๑ คนกับหน่วยงานที่ผ่านสภาอนุมัติรายละเอียดกรอบวงเงินงบประมาณทั้งหมด แผนงานโครงการเราตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อเทียบกันแล้วให้เขาเหล่านั้นใช้ของเขา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโควิด (COVID) แผนการฟื้นฟูประเทศ ท่านไปเอาเขามา หมดเลย มาใส่ตรงนี้ แล้วคิดว่าอันไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน อันนี้คือขัดกับ หลักกฎหมายอื่น หลักกฎหมายอื่นคือ พ.ร.บ. พิจารณางบประมาณที่ผมนำเรียนไปแล้ว อันนี้ไปแก้ไขระเบียบมารองรับเพื่อให้สอดคล้องเรื่องกรอบวินัยการเงินการคลัง สัดส่วน อะไรต่าง ๆ

เรื่องต่อไปครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนอกจากขัดกับหลักการ ของประชาธิปไตย ขัดหลักกฎหมายแล้ว ผมเข้าใจเพื่อนสมาชิกจะพูดเยอะมากในเรื่องนี้ คือความเหมาะสม ความสมเหตุสมผลของวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ ผมขอสไลด์ (Slide) ต่อไป ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะนำไปใช้อยู่ ๓ เหตุผลใหญ่ ๑. ไปแก้ไข ปัญหาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) ๒. ไปป้องกันแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากอุทกภัย ภัยพิบัติ ภัยแล้ง น้ำท่วม ๓. เอาไปป้องกันเหตุภัยพิบัติอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ ๓ เหตุผลใหญ่ของ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เราเป็นสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ในรายละเอียดของการโอนไปใช้สิ่งที่ควรจะเป็น เขาตั้งเวลาไว้ ๑๐๕ วัน เพื่ออะไรครับ เพื่อว่าคุณจะได้ดูทั้งขาเข้าและขาออก ขาเข้าเอาจาก หน่วยงานมา ขาออกเอาไปใช้ทำอะไร ก็ต้องหลีกเลี่ยงการเข้างบกลางให้มากที่สุด สภาแห่งนี้ อาจจะยอมนะครับ อาจจะยอมอยู่ที่ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านบอกว่า ๓ เดือน จำเป็นต้องใช้สำหรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น อาจจะยอมครับ แต่ไม่ควรยอม ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าสภาชุดนี้ยอม เราจะไปสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นจอมเลี่ยงหลักนิติธรรม รูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยใช้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีใช้กฎหมายปกครอง ไม่ใช่ปกครองตามกฎหมายโดยกฎหมาย ใช้กฎหมายบังคับปกครองเป็น รูล บาย ลอว์ (Rule by law) ขออภัยที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ท่านประธาน ตั้งแต่ท่านเข้าสู่ตำแหน่ง แก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมาย ทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาเพื่อให้ท่านได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี พอมาบริหารประเทศชาติ บ้านเมืองก็แก้ไขกฎหมาย แก้ระเบียบรองรับ กรอบวินัยการเงินการคลังก็ไปแก้เป็นสัดส่วน และที่สำคัญเมื่อสักครู่นี้เรื่องการแก้ไขตามประกาศของคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลัง ท่านไปเอาเงินหนี้สาธารณะที่รัฐสภาได้อนุมัติให้ไปใช้หนี้ในปี ๒๕๖๓ เอามา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จะทำให้ยอดหนี้ชำระเงินต้น ต้นเงินกู้นี่ลดลงไปจากเดิมสัดส่วน ร้อยละ ๒.๕ ที่เขากำหนดไว้ ร้อยละ ๒.๕ ถึงร้อยละ ๓.๕ เป็นเม็ดเงินที่ตั้งไว้แต่ละปีของ ยอดงบประมาณ ท่านบอกว่าขอมา ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ทำให้ยอดที่เหลืออยู่เดิมไม่ถึง ร้อยละ ๒.๕ ท่านก็ไปแก้ไขเอาว่าให้ร้อยละ ๑.๕ ถึงร้อยละ ๓.๕ ของยอดงบประมาณ เป็นสัดส่วนร้อยละ สบายครับ ท่านก็บอกว่าสอดคล้อง เพราะท่านไปแก้ไขไว้รอรับ เพราะฉะนั้นลักษณะแบบนี้มันเหมือนกับมัดมือสภาแห่งนี้ให้อนุมัติท่านเหมือนกับตีเช็คเปล่า อีกแล้ว พระราชกำหนด ๓ ฉบับที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเงินก็ตีเช็คเปล่าไปให้ครั้งหนึ่ง มาอีกแล้วครับท่านประธาน ตรงนี้เองถ้าสภาแห่งนี้อนุมัติ สภาของเราจะเป็นสภาที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนชุดแรก สภาชุดที่ ๒๕ นี่แหละครับ ในสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๒ วันนี้ มันจะเป็นรอยด่างเขียนไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า ถูกมัดมือชก อนุมัติเห็นชอบกฎหมายโอนงบประมาณที่ไม่ควรจะเห็นชอบเลย เรื่องโอนงบประมาณไม่มีปัญหาท่านประธานครับ วินัยการเงินการคลังเขียนไว้ชัดเจน เป็นหลักของวิธีการปฏิบัติ วิธีการ แต่ท่านก็ออกกฎหมายอื่นมายกเลิกเสีย บอกไม่ต้องโอน ให้หน่วยรับ โอนเข้างบกลางก็ได้ แล้วก็ใช้เหตุผลบอกว่าถ้าสภาอนุมัติเป็นกฎหมาย มันก็ใช้ได้ อย่างนี้ก็ได้หรือครับ เราเป็นผู้ทำกฎหมาย แม้กฎหมายฉบับแรกของที่ผมกล่าวถึง คือวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ออกโดย สนช. แต่ก็ถือเป็นกฎหมาย เพราะเป็น สภานิติบัญญัติ รัฐสภาแห่งนี้จะมาออกกฎหมายโอนบอกว่าไม่สนใจกฎหมายฉบับนี้ ให้โอน ระหว่างหน่วยรับงบประมาณ เพื่อการตรวจสอบได้ เราก็ไปเขียน โอนให้อะไรก็ได้ตาม กฎหมายบัญญัติ การตีความอย่างนี้มันขัดหลัก มันขัดกฎหมายอื่นที่มีอยู่ ท่านประธานครับ และที่สำคัญประวัติการโอนที่ผ่านมาที่ผมยกเป็น สไลด์ (Slide) ให้เมื่อสักครู่นี้ ๕ ครั้ง ท่านประธานทราบไหมครับ สมัยแรกสมัย จอมพล ถนอม ปี ๒๕๐๗ โอนโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นสภานิติบัญญัติ ไม่ใช่สภามาจากเลือกตั้ง ๔ ครั้ง โอนโดย สนช. และการพิจารณา พิจารณา ๓ วาระรวดในวันเดียว ได้หรือครับท่านประธาน พระราชบัญญัติการเงินปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผ่านมา พิจารณา ๓ วาระรวด นี่ผมขอบคุณท่านประธานวิป (Whip) และฝ่ายรัฐบาล ที่ยังเห็นหลักการสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติเรา อำนาจของเราที่จะต้องไปใช้แทนพี่น้องประชาชน ยอมให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาในรายละเอียดในวาระที่ ๒ อันนี้ ผมกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง สภาเรายังมีศักดิ์มีศรีนะครับ สภาเรายังมีศักดิ์มีศรี การพิจารณานี่แม้ว่าจะถูกบังคับด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔ เข้าใจว่า เพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการจะเสนอความเห็นในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ แม้ว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการนั้นจะเป็นการคืนงบประมาณให้กับหน่วยงานราชการ เขาก็จะทำครับ เพราะเขาเห็นว่ามันคุ้มค่ามากกว่ากับที่จะมากองไว้ตรงรายการงบกลาง ๓ เดือน ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ข้อบ่งใช้อันที่ ๒ ของท่านเมื่อสักครู่บอกว่าจะไปแก้ไขปัญหา เรื่องอุทกภัย ภัยแล้ง ผมกลัวมาก กลัวว่าขณะนี้มีแผนงานโครงการรองรับรออยู่แล้ว เพราะท่านบอกว่าเวลาโอนมาแล้วร้อยละ ๖๐ เอาไปเป็นงบลงทุน อย่าให้มีเสียงครหานะครับ ท่านประธาน ผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรี เอาไปเกลี่ยกัน ไปแบ่งกัน โดยเฉพาะในช่วงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่าง คณะกรรมการวินิจฉัยของ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ไปเปลี่ยน ระเบียบเพื่อรองรับใหม่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน จัดซื้อจัดจ้างโดยยกเลิกวิธีการเดิมทั้งหมด ใช้วิธีพิเศษหมด เฉพาะเจาะจงหมด ไม่มีการอีบิดดิง (e-Bidding) เป็นอย่างไรครับ เขาเรียกว่าหวาน สภาเราเองต้องตรึงตรงนี้ไว้ให้ชัดเจน อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือในการที่จะ อนุญาต อนุมัติ ในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่สม เว้นแต่มีการปรับแก้ มีการชี้แจง มีรายละเอียด ให้ชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีจะเอาไปไว้งบกลาง ผมไม่ว่ากรณีสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เพราะเราก็อนุมัติให้ไปแล้ว ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ตรวจสอบไปดูขณะนี้เหลือเงินอยู่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เกลี้ยง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าเอาไปใช้เกี่ยวกับโควิด (COVID) ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ ไปเอาจากส่วนอื่นมาอีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยาช่วงแรกจากงบกลาง ท่านประธานครับ ในตรงนี้เองผมเลย กราบเรียนท่านประธานว่า การที่จะเอาไปใช้งบกลางเราก็อนุมัติกรอบให้ได้แต่ต้องรักษา กรอบวินัยการเงินการคลัง ท่านบอกไม่สน ก็แก้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจะมีข้อเสนอว่า ท่านต้องใช้เฉพาะการนี้เท่านั้น เมื่อเหตุการณ์สงบปกติแล้วท่านต้องกลับไปสู่ระเบียบเดิม กรอบวินัยการเงินการคลังเดิม เห็นทราบข่าวว่าจะแก้กรอบวินัยการเงินการคลังเรื่องของ สัดส่วนหนี้สาธารณะ บอกว่าไอเอ็มเอฟ (IMF) ยัง ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เมืองไทยก็ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ได้คอยดูครับ เพราะว่าผมฟังท่าน ผอ. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ออกมาให้ข่าวตามนั้น ก็ไม่เป็นไรครับถ้าคิดว่าบ้านเราเมืองเรา ลูกหลานเราจะไม่ลำบาก ไม่ทุกข์ยากต่อไปในอนาคต ก็แก้ได้เพื่อมารองรับในการกระทำของตัวเองให้ชอบ ด้วยกฎหมายและกฎระเบียบ แต่เป็นกฎหมายและระเบียบที่ฉันทำเอง ภาษาทั่วไปวัยรุ่น เขาบอกว่าชงเองกินเอง น้อยนะครับ ต้องคนที่มีความสามารถเป็นคนเก่งเท่านั้นที่จะทำได้

ท่านประธานที่เคารพ ผมไปเรื่องของการใช้ที่ไม่สมเหตุสมผล ผมขอสไลด์ (Slide) ครับ การใช้ไม่สมเหตุสมผล ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีแจงรายการมาโดยเฉพาะเรื่อง โควิด (COVID) โควิด (COVID) รู้แล้วเกิดแล้ว ทำรายการจ่าย ได้เงินกู้ ท่านบอกแผนมา เราก็ท้วงติติงไปไม่มีโครงการ แผนช่วยเหลือทั้งระบบสาธารณสุข แผนเยียวยา แผนฟื้นฟู ตรงนี้ท่านบอกไปแก้ไขปัญหาเยียวยา มันเกิดแล้วทำไมท่านไม่เติมรายการมาให้เราเห็นให้ ชัด ๆ ครับ อันนี้ต้องฝากกรรมาธิการไปไล่ดูเลยนะครับ ถ้าไม่มีรายการแบลงก์ เช็ค (Blank Cheque) ขออภัยที่พูดภาษาอังกฤษ ตีเช็คเปล่าอีกแล้วครับท่านประธาน ความไม่สอดคล้อง เหมาะสม ผมเอาเฉพาะเรื่องโรงพยาบาล ขอสไลด์ต่อไปครับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ชุมชนออกมาคัดค้านการปรับลดกรอบวงเงินคำของบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ที่ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปให้โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ ตลอดจนหน่วยพีซียู (PCU) รพ.สต. ต่าง ๆ เอางบประมาณไปเพิ่ม ประสิทธิภาพ พัฒนาระบบเพื่อรองรับปัญหาโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ ให้กรอบเขาไป ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ให้กรอบเขาไป ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่ามีคำสั่งไป เมื่อวานบอกว่ากรอบ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทนี่สามารถจัดสรรให้ได้เพียง ๖,๑๙๖ ล้านบาท จาก ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ระดับ ๒ ขึ้นไป เขาเรียกทุติยภูมิ ขึ้นไป เม็ดเงินรวมที่เขาได้รับวงเงินคือ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ได้ ๒,๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เป็นเหตุให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนทั้งหมดเขารวมตัวกันจะมากราบนายกรัฐมนตรี บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีตัดอันนี้ของเขาไป จากที่เขาทำขอมา ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าให้แค่ ๒,๕๐๐ ล้านบาท เขาจะไม่ขอรับ ไม่ได้ก็ไม่ได้ไม่เห็นเป็นอะไร มันมีความชัดเจน ของการใช้งบประมาณอยู่ ผมจะมีรายละเอียดให้ท่านประธานเห็น นี่คือรายชื่อโรงพยาบาล ทั้งหมด ผมพยายามทำตัวเล็ก ๆ ไว้เดี๋ยวจะมีอันตรายกับเขา ต่อไปรายชื่อโรงพยาบาลชุมชน อันนี้คือกรอบเดิม ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท มาปรับเหลือ ๖,๑๐๐ ล้านบาท เฉพาะโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปได้ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ระดับไพรมารี (Primary) คือโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ รพ.สต. พีซียู (PCU) ต่าง ๆ ก็ได้ไปประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท สาธารณสุขจังหวัด อันนี้คือเม็ดเงินที่ได้ไป เขามีรายจ่ายชัดเจน ถ้าท่านจะกรุณาท่านก็เอา รายการเหล่านี้มาใส่ในงบโอน ผมว่าสภาแห่งนี้ไม่มีใครไม่อนุมัติครับ ท่านต้องตอบเขาด้วยว่า ให้กรอบเขาไป ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงทำไมปรับเหลือแค่นี้ ทั้ง ๆ ที่บอกว่าจำเป็นต้องสู้โควิด (COVID) แล้วใครสู้โควิด (COVID) ไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ไม่ใช่ อสม. รพ.สต. ผมเสียดายครับ ภาพหนึ่งที่ขึ้นมานี่ มีหมอมีพยาบาลยืน ๓ คนถือหนังสือครับ เขาติดแฮชแท็ก (Hashtag) หยุดใช้วงการแพทย์ พยาบาล ในการที่จะไปกล่าวอ้างเพื่อกู้เงิน เขาเขียนชัด ผมเอาสไลด์ (Slide) ขึ้นแต่ขึ้นไม่ได้ ต้องขออภัยจริง ๆ เพราะฉะนั้นรายการอย่างนี้มันมีความชัดเจนมาก แต่ท่านเองกลับ ปล่อยปละละเลย ผมไม่เถียงนะครับ บอกว่าเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท มันจำเป็นต้องปรับใหม่นะ ให้ อสม. ไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าตอบแทนคนละ ๕๐๐ บาทต่อเดือน ๑๙ เดือน ท่านเสนอ อันนี้ไม่มีใครคัดค้านครับ อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ สปสช. ไปเตรียมเรื่องของ การตรวจการรักษา อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบตรงนี้ จาก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรับเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไว้เผื่อเกิดการระบาดต่อไป ในอนาคตอีก ๑๖ เดือน เผื่อระบาดอีก ๑๖ เดือน ๑. เรามีเงินกู้ฟื้นฟูให้ท่าน ทำไมต้องตั้ง อันนี้รอไว้แทนที่จะไปพัฒนาระบบ ทำไมไม่เอาเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เผื่อไว้มาใส่ให้เขา กลับคืนให้เขาไป ทุกอย่างจบ ก็เป็น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โอเค (OK) ๕,๐๐๐ ล้านบาท ให้โรงพยาบาลที่นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไปพัฒนาระบบเพื่อรองรับ ท่านประธานครับ อันนี้คือตัวอย่างของการนำไปใช้ที่ไม่สมเหตุสมผล ที่ไม่ปรากฏอยู่ในการโอนงบประมาณ ผมไม่ได้ลงรายละเอียดของการปรับขาเข้านะครับ เยอะมากที่ไปดูแล้วไม่สมเหตุสมผล เพราะท่านใช้วันที่ ๗ ในการที่จะก่อหนี้ผูกพัน วันที่ ๓๑ ลงนามสัญญาสำหรับงบลงทุน ฝึกอบรมสัมมนาต่าง ๆ ผมไม่ติดใจครับ จำเป็นต้องเอามา แต่ขอมีรายละเอียดรองรับ แต่งบลงทุนหลายเรื่องท่านไปปรับลดลงมา เข้าไปดูรายละเอียดในเล่ม ผมว่าให้หน่วยรับ งบประมาณ กระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ เขาบริหารจัดการ มีประโยชน์มากกว่านายกรัฐมนตรี ที่จะเอามากองไว้ตรง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ไปขุดลอก ไปต่อท่อประปา แก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ขุดตอนน้ำท่วม ตรวจได้อย่างไรครับ กลิ่นมันออกมาชัดมาก ขนาดห้องใหญ่ ยังไม่ผ่าน กลิ่นมันออกมาแล้ว ด้วยความเคารพท่านประธาน นี่คือสิ่งที่มันเป็นเหตุเป็นผล ทั้งขาเข้าขาออกไม่มีรายละเอียดไม่มีความชัดเจน

เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานที่จะสรุป ผมเรียกร้องผ่าน ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกครับ เพื่อศักดิ์ศรีของสภาเรา โปรดพิจารณาอย่าได้รับ หลักการ แต่ระบบเสียงข้างมากที่ท่านถือว่าเป็นรัฐบาล ท่านก็มีความจำเป็นและจำใจต้องรับ หลักการ แต่ถ้ารับต้องรับแบบมีเงื่อนไข ผมเองนี่ไม่รับหลักการแน่นอน ฝ่ายค้านเรารณรงค์ ที่ไม่รับหลักการ แต่การพิจารณากฎหมายมันมี ๓ วาระ พวกผมอาจจะพิจารณาในวาระแรก อาจจะปล่อยผ่าน อาจจะปล่อยผ่าน แล้วไปดูวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ พอวาระที่ ๓ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ปรากฏความชัดเจนต้องกราบเรียนท่านประธานครับ เราขออนุญาตโหวตคว่ำเลย ถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อยก็จะได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ต้องฝากท่านนายกรัฐมนตรีไป การที่จะทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย มันเป็นวิธีพิเศษ ประวัติศาสตร์สภาที่มาจากพี่น้องประชาชนเขาจะ ไม่ทำให้ครับ ร้องขอให้ท่านใช้วิธีการปกติซึ่งมีเยอะแยะเลยครับที่ท่านทำได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ยังเขียนไว้ครับ กรณีมีความจำเป็น เหตุฉุกเฉินจ่ายไปพลางก่อนตามกฎหมาย บัญญัติ กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐก็เขียนให้ กฎหมายเงินคงคลังก็เขียนให้ มาตรา ๖ มาตรา ๗ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ เขียนให้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในมาตรา ๔๕ ตรงนี้เอาไปใช้สิครับ ใช้แล้วก็การตั้งงบประมาณปีถัดไปท่านก็มาชดใช้เงินคงคลัง สภาเรา ตรวจสอบได้ นี่เป็นหลัก เป็นหลักที่ทุกคนอยากเห็นอยากรู้ ด้วยความเคารพท่านประธาน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ฝ่ายค้านเห็นช่องโหว่ มีข้อแนะนำเยอะครับ ฝากท่านประธานไป จากเพื่อนสมาชิกที่ได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กรรมาธิการต้องทำงานหนัก ถ้าเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงได้ เช่น ไปดูแล้วปรับลด ไม่เหมาะสม ลองดูครับปรับเพิ่มรายการได้ไหม ถ้าได้หรือไม่ได้เราก็ว่ากัน เป็นการแปรญัตติ เป็นการเสนอความเห็น เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนครับ ขอในชั้นต้นผมไม่เห็นด้วย กับหลักการที่เสนอเข้ามา เบื้องต้นขอไม่รับหลักการ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ