วีระกร คำประกอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

วีระกร คำประกอบ หารือความจำเป็นในการถ่ายโอนงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วมและโควิด โดยชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลตัดงบโครงการต่างๆ เช่น โรงพยาบาลและเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง เนื่องจากเงินเหลือจากการประมูลงานต่ำกว่าราคากลาง และเสนอให้ใช้งบประมาณผันน้ำจากแม่น้ำยวมและสาละวินมาเติมในลุ่มน้ำปิง พร้อมทั้งขยายความจุคลองจระเข้สามพันเพื่อผลักดันน้ำเค็มลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนแทนการขุดลอก

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ผมเองก็อยู่สภามา ๓๗ ปี แล้วก็ ไม่เคยเห็นพระราชบัญญัติเช่นนี้มาก่อน พระราชบัญญัติการถ่ายโอนงบประมาณ ผมได้ ไปสอบถามท่านที่เก่ากว่าผมอีกคือท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านก็บอกท่านอยู่สภามา ก็ไม่เคยเห็นพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ผมเข้าใจดีถึงความจำเป็นของรัฐบาล เพราะตั้งแต่ ๓๗ ปีที่ผมเป็นผู้แทนมาไม่เคยมีโรคระบาดอะไรที่รุนแรงได้ขนาดนี้ เอาจนกระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้า เดือดร้อนไม่มีค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า อย่างนี้ก็ต้องถือว่าไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายโอนงบประมาณมาสู่งบกลาง อยากจะกราบเรียน ท่านพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ทางบ้านว่าการที่ถ่ายโอนงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะเมื่อก่อนนี้ถ้างบเหลือจ่ายหรืองบใช้ไม่ทัน หรืองบที่ไม่ได้ใช้ หรือว่าจะเหลือจ่ายอย่างไร ก็สุดแท้แต่ของแต่ละกรม แต่ละกระทรวง พอถึงสิ้นปีก็กลับไปสู่คลัง ไม่จำเป็นต้องมา ถ่ายโอนอะไรกันอย่างนี้ แต่สาเหตุสำคัญก็เพราะว่าเราใช้งบประมาณประจำปี ๒๕๖๓ มาตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม วันที่ ๑ ตุลาคมซึ่งคงจะจำได้ว่าเรามีพายุโพดุล (PODUL) เข้า แล้วก็ เกิดน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานีและอีกหลายจังหวัดทางภาคอีสาน รัฐบาลก็ได้ใช้เงิน จำนวนนี้ไปเยอะ จนกระทั่งทำให้งบร่อยหรอลง ประกอบกับพอมาเจอโควิด (COVID) ตั้งแต่ เดือนมกราคม ผมเห็นใจรัฐบาลว่าเขาก็คงจะต้องรีบระดมเงินทั้งหลายไปใช้ทั้งแก้ไขปัญหา ทางการสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาในเรื่องของการเยียวยาซึ่งมีความจำเป็น แน่นอนว่า เงินงบกลางที่มีอยู่ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทหมดไปกับงบภัยแล้ง หมดไปกับงบน้ำท่วมที่เจอก่อนหน้านี้ ที่ใช้มาตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมปีที่แล้ว มาจนถึงบัดนี้มันก็ร่อยหรอไปเยอะ จึงเห็นใจรัฐบาลว่า ความจำเป็นที่จะต้องเอางบประมาณจากหน่วยราชการที่เขาเหลือใช้เหลือจ่าย หรือว่าประมูลงาน แล้วประมูลได้ต่ำกว่าตัวเลขที่เป็นงบกลาง ผมมีความสงสัยเหมือนกับเพื่อนสมาชิก หลายคนว่าทำไมเขาไปตัดงบโรงพยาบาล เขาไปตัดงบเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง เขาไปตัดงบ ทำถนนหนทาง โดยเฉพาะจังหวัดนครสวรรค์ของผมโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เรากำลังจะขยับขยายเพราะเกิดความแออัด โรงพยาบาลเก่าในตัวเมือง แออัดมาก เราก็ของบประมาณมาจนเราได้งบในการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก ๕ ชั้น ๕๕๐ ล้านบาทโดยประมาณ ปรากฏว่าทำไมมาตัดของผมตั้ง ๖๐ ล้านบาท ผมเปิดดูงบประมาณแล้วผมก็สงสัย โทรศัพท์ เช็ก (Check) ไปเช็ก (Check) มาเขาบอกว่าเขาประมูลเสร็จไปตั้ง ๒ เดือนแล้ว การประมูลนั้น จาก ๕๕๐ ล้านบาท ผู้ประมูลก็ฟันราคากัน เงินมันก็เหลือ ๖๐ ล้านบาท ๖๐ ล้านบาทนี้ ทางรัฐบาลก็ขอมาใส่งบกลางเพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) อันนี้จึงทำให้มี ความเข้าใจว่าก็คงเกิดกับโรงพยาบาลหลาย ๆ โรงพยาบาลซึ่งเพื่อนสมาชิกก็คงจะมี ความสงสัยว่าโรงพยาบาลบ้านเราทำไมเขามาตัดงบ โรงพยาบาลในจังหวัดอุดรธานีทำไม เขามาตัดงบ ไม่ใช่ตัดงบนะครับ ผมลองสอบถามไปแล้ว เขาตอกเข็มแล้ว เขาประมูลจนเขา ตอกเข็มแล้ว เพียงแต่ว่าเงินมันเหลือจ่าย จะพูดง่าย ๆ ว่าคือเงินเหลือจากการประมูล ไม่ใช่เฉพาะแค่นั้น เขื่อนป้องกันตลิ่งพังแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ ของตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี ก็ถูกตัดไป ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็ยังว่างบตัวนี้ ทั้งหมดตั้ง ๕๐ ล้านบาท ทำไมมาตัด ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ครับ ประมูล ๕๐ ล้านบาท เขาประมูลได้ ๔๕ ล้านบาท เงินเหลืออยู่ ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ทางรัฐบาลก็เลยเอามาใส่ ถามว่าถ้าไม่ใส่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีงบตัวนี้เมื่อสิ้นปีงบประมาณเขาก็จะเอาเงิน ที่เหลือจ่ายของแต่ละกรม แต่ละกระทรวงกลับไปเข้าคลังเหมือนเดิม ไปเป็นงบประมาณ ปีต่อไป เพราะฉะนั้นจากการที่รัฐบาลเขามีความจำเป็น ไม่ได้แปลว่าเขาไปตัดงบถนน ไม่ใช่เขาไปตัดงบเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง จังหวัดนครสวรรค์นี่ถูกตัดงบป้องกันตลิ่งพัง ๕-๖ โครงการ ผมโทรไปเช็ก (Check) กับกรมโยธาธิการให้วุ่นวายไปหมด ปรากฏว่า เขาเหลือจ่ายจากการประมูลมาทั้งนั้น ประมูลได้ไม่ถึงเนื่องจากว่าที่ผ่านมาฟันราคากันหนัก ที่หนักที่สุดจนผู้รับเหมาทิ้งงานเลยก็นั่นแหละโรงพยาบาลอุทัยธานี ฟันกันไปเท่าไร ๓๐ เปอร์เซ็นต์กระมังครับ ตอนนี้ผู้รับเหมาทิ้งงานไปเรียบร้อยแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เขาก็เอา งบที่ฟันราคากัน ประมูลไม่ถึงราคากลาง เหลือจ่ายอยู่เท่าไร หรือเหลือจากงบประมาณ ที่ได้รับจัดสรรไปเท่าไร ก็เอามาใส่งบกลางเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

นอกจากนั้นแล้วงบที่เราเอามาใช้กันในขณะนี้หรือที่เรียกว่าการถ่ายโอน งบประมาณในครั้งนี้ ทำโดยหลักเกณฑ์ที่ว่า ๑. เป็นงบที่ไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน และเป็นงบที่จัดสัมมนาบ้าง ดูงานต่างประเทศบ้าง ฝึกอบรมบ้าง ประชาสัมพันธ์บ้าง ซึ่งงบเหล่านี้เพื่อนสมาชิกก็คงทราบดีว่าในช่วงโควิด (COVID) เขาห้ามจัดสัมมนา ห้ามจัด การประชุม ห้ามมั่วสุม ห้ามคนไปรวมกัน เพราะฉะนั้นงบเหล่านี้ถึงไม่ตัดก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ไม่สามารถจะนำไปใช้ได้ รัฐบาลก็เลยขอเอามาใช้เพื่อผ่อนปรน อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ผมก็สอบถามจากสำนักงบประมาณไปว่าจะเอางบเหล่านี้เขามาทำไม งบกลางก็มีตั้ง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาททำไมไม่ใช้ ปรากฏว่าเขาใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม ไม่ใช่เพิ่งจะใช้เมื่อ งบประมาณผ่านสภา ๒-๓ เดือนนี้นะครับ เขาใช้มาตั้งแต่ ๑ ตุลาคมเป็นปีงบประมาณ ซึ่งก็ ใช้กันมาเรื่อย ๆ เจอทั้งฝนแล้ง เจอทั้งน้ำท่วม ก็เลยเอางบที่ไปดูงานต่างประเทศบ้าง ฝึกอบรมบ้าง สัมมนาบ้าง ประชาสัมพันธ์บ้างเอามาใช้ แล้วนอกจากนั้นบางงบก็ใช้ไม่ทันครับ การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถทำได้ภายในวันที่ ๗ เมษายน ไม่สามารถลงนามได้ภายใน วันที่ ๓๑ พฤษภาคม เขาก็เอามาใช้หมด เอามาเข้างบกลางหมดเพราะดูแล้วไม่สามารถที่จะ เบิกจ่ายได้ทันแน่นอน อันนี้ก็อยากจะเรียนกับท่านว่ามันเป็นเรื่องของการถ่ายโอน งบประมาณอย่างแท้จริงซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ใช่เฉพาะรุ่นผม ๓๗ ปี รุ่นท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ซึ่งอยู่ก่อนผมมา ท่านอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ อยู่ก่อนผมมานานมาก เพราะฉะนั้น ๕๐ ปีเข้าไปแล้ว ท่านอยู่ในสภาก็ไม่เคยเจองบอย่างนี้ ดังนั้น จึงต้องเรียนว่าเป็นงบที่มีความจำเป็น ถ้าไม่มีตรงนี้แล้วจะให้รัฐบาลเอางบที่ไหนมาใช้ งบกลางในการแก้ไขปัญหา ภัยแล้งก็กำลังวุ่นวายไปหมดอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงอยู่แล้วว่า ตรงนั้นก็แล้งตรงนี้ก็แล้ง

ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะกราบเรียนถึงการใช้งบประมาณที่จำเป็น อย่างยิ่งที่เราถ่ายโอนมาแล้ว เราจะไปใช้แก้ไขปัญหาอย่างไร หรือจะเป็นเรื่องของ งบประมาณที่เรากู้ไป ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมานั้น มีอยู่ส่วนหนึ่ง คือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราจะต้องเอาไปใช้กับโครงสร้างก็ดี โพรเจกต์ (Project) ต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ก็ดี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพี่น้องเกษตรกร น้ำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่มีน้ำ ก็อยู่ไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องรีบคำนึงถึงและใช้งบประมาณให้เป็นประโยชน์จริง ๆ ก็คือ ในเรื่องของการเอาน้ำมาให้กับเกษตรกร บังเอิญผมได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ที่ดูแลการผันน้ำปิง วัง ยม น่าน อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าสาเหตุหนึ่งของ ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรซึ่งอยู่ด้านเหนือตอนบนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำสาขาต่าง ๆ ลุ่มน้ำปิงเขาทำเขื่อนกั้นไว้หมด ไม่ว่าจะเป็นแม่ริม แม่แตง แม่งัด แม่กวง แถมใต้จังหวัดเชียงใหม่ยังมีเขื่อนกั้นน้ำปิงทั้งแม่น้ำเลย แล้วน้ำที่ไหน จะมาลง ท่านประธานคงจะไม่ทราบว่าในช่วงระยะเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมานี้น้ำแทบไม่มี ไหลลงอ่างเก็บน้ำภูมิพลเลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีฝนตกมาบ้างแล้วในจังหวัดเชียงใหม่ แต่น้ำไม่มีลงเลยครับ อ่างเก็บน้ำภูมิพลน้ำไหลลงอ่างเป็นศูนย์มาหลายวันแล้ว น่ากลัวนะครับ ปัจจุบันนี้น้ำทั้ง ๒ เขื่อน ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำเหลือใช้ไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเรื่องที่น่าตกใจ สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะให้รัฐบาลเอางบ ในส่วนนี้มาแก้ไขปัญหายั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรคือการผันน้ำจากแม่น้ำยวม ซึ่งกรมชลประทานได้ศึกษาไว้หมดแล้วครับ การผันน้ำจากแม่น้ำยวมจะต้องปิดไม่ให้แม่น้ำยวม ไหลลงแม่น้ำเมย แล้วก็สูบน้ำข้ามภูเขาสูงประมาณสัก ๑๖๐ เมตร แล้วก็ใส่ลงมาในอุโมงค์ ซึ่งเป็นอุโมงค์ประมาณ ๗ เมตรด้วยกัน ไหลลงสู่แม่น้ำแม่หูด แม่น้ำแม่หูดก็จะไหลลงแม่น้ำปิง อีกต่อหนึ่ง ตรงนี้จะสามารถผันน้ำได้เฉพาะจากแม่น้ำยวม ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ยังไม่พอครับ ถ้าไม่พอจริง ๆ ก็เอาน้ำมาจากแม่น้ำสาละวินได้อีกส่วนหนึ่งนะครับ นั่นก็คือ เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อยากจะให้เอางบประมาณไปแก้ไขปัญหา แทนที่เราจะไป ซึ่งขุดลอกตรงนั้นขุดลอกตรงนี้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้ไป ๆ หมดเป็นหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งหลายหมื่นล้านบาทนั้นถ้าเราเอาน้ำมาเติมให้กับแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งขาดแคลนมาก ๆ ผมจะเรียนกับท่านประธานว่าถ้าภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ฝนไม่ตกไม่มีน้ำไหลออกมาจาก เขื่อนภูมิพลแล้วนะครับจะบอกให้ ไม่มีน้ำที่จะปล่อยมาจากเขื่อนภูมิพล วันนี้เราต้องปล่อย รักษาระบบนิเวศ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันนะครับ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนี่เอามาทำ อะไรครับ นอกจากรักษาระบบนิเวศก็คือการผลักดันน้ำเค็มไม่ให้เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวานผมไปดูการผลักดันน้ำเค็มครับ ก็พบว่าการผลักดันน้ำเค็มอาศัยน้ำส่วนหนึ่ง จากลุ่มน้ำแม่กลอง เขามีลำน้ำที่เรียกว่าคลองจระเข้สามพัน มาจากแม่น้ำแม่กลอง ตรงบริเวณอำเภอท่าม่วง ไหลมาบรรจบคลองสองพี่น้องมาที่อำเภอสองพี่น้องไหลลง แม่น้ำท่าจีน เขามาวันหนึ่งประมาณ ๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในการผันน้ำมานะครับ เขากำลังจะขยายเป็น ๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผมก็ยังขอเขาว่าของบประมาณเพิ่มเติมมา งบกลางก็มีในการที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งก็เพิ่มไปเลยแทนที่จะเป็น ๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เป็น ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ของคลองจระเข้สามพัน จาก ๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแทนที่จะเป็น ๘๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ก็เป็น ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไปเลย เอาน้ำมาใส่ลุ่มน้ำท่าจีน เมื่อเป็นอย่างนั้นถ้าใส่แม่น้ำท่าจีนได้ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ท่านทราบไหมว่า ลุ่มน้ำแม่กลองเรามีน้ำจาก ๒ เขื่อนรวมกัน ทั้งเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ รวมกันประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำแม่กลองแค่ ๒ ล้านไร่ ๒ ล้านไร่นี่ต่อให้ท่านทำนา ๒ ครั้ง ท่านจะใช้น้ำเพียงไร่ละ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ไร่ละ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ๒ ล้านไร่ ก็คือ ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ท่านมีน้ำที่จะ ใช้จ่าย ๒๖,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ใช้ได้จริงประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ การเกษตรให้ทำนา ๒ ครั้ง ท่านใช้ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เหลืออีกตั้ง ๑๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นี่อย่างไรครับ เขามีการระบายมาอยู่แล้ว ก็เพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ของคลอง ไม่ได้ลงทุนมากเลย งบประมาณที่เราใช้จ่ายอยู่ในขณะนี้แก้ไขปัญหา ยั่งยืนเลย ท่านไม่ต้องไปขุดเจาะตรงนั้น ขุดโน่น ขุดนี่ แล้วท่านเคยเห็นสระของกรมชลประทาน หรืออ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานที่เก็บน้ำได้สักครึ่งสระ ท่านเคยเห็นไหม คาพาซิตี (Capacity) บอกว่ามีเท่าไร มี ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เก็บได้จริง ๆ สักล้านลูกบาศก์เมตร หรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไร สิ่งที่จะทำได้อย่างยั่งยืน แก้ไขปัญหาแล้ง อย่างยั่งยืนก็คือการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำบ้าง ผมเชื่อว่าคณะกรรมการลุ่มน้ำแม่กลองคงจะ ไม่ใจจืดใจดำ เพราะว่าเขามีน้ำตั้ง ๑๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรไว้ใช้ แต่ว่าเขาใช้จริง ประมาณ ๒,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมีน้ำอีกเยอะมาก พอสมควร

การผลักดันน้ำเค็มที่จะเข้ามาก็เช่นเดียวกัน มีวิธีอื่นตั้งเยอะดีกว่าท่านเอาน้ำ ตั้ง ๓,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ปล่อยทิ้งลงทะเลไปปี ๆ หนึ่ง ก็ทำซี แบริเออร์ (Sea barrier) หรือประตูน้ำกั้นน้ำเค็มเข้ามา เขาบอกว่าจะต้องมีเรือมาเทียบคลองเตยก็ทำประตูน้ำ เหนือคลองเตยขึ้นมาเสียหน่อยสิครับ อย่าไปทำใต้คลองเตยสิครับ ทำเหนือคลองเตย ทำประตูน้ำกั้นน้ำเค็ม แน่นอน ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนี่เราอาจจะใช้น้ำในการที่จะผลักดัน เอาสิ่งปฏิกูลจากตัวแม่น้ำไหลลงทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศ อาจจะ ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือสัก ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นข้อเสนอว่าการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อย่างยั่งยืนมีเยอะแยะ แม้กระทั่งการทำการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ก็เช่นเดียวกัน ในเฟส (Phase) หนึ่ง เขาให้ใช้เงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๑๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ผมก็ว่าถ้าหากเราหย่อนไปสักปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ภายใน ๑๐ ปีก็เสร็จ ซึ่งจะยังประโยชน์ให้เกิดกับ ๑๗ ล้านไร่ของภาคอีสานตอนบน ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ