สัณหพจน์ สุขศรีเมือง สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาโครงสร้างราคาปาล์มเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำอย่างยั่งยืน ผลักดันให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มมีอำนาจต่อรองและได้รับราคาที่เป็นธรรม โดยเสนอให้จัดตั้งโรงงานแปรรูปปาล์มในรูปแบบสหกรณ์เพื่อลดการผูกขาดของนายทุนและเพิ่มมูลค่าจากทุกส่วนของผลผลิต
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช แบบแบ่งเขต อําเภอปากพนัง อําเภอหัวไทร อําเภอเชียรใหญ่ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธาน มาสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงสร้าง ราคาน้ํามันปาล์มเพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ํามันให้เป็นระบบและยั่งยืน ผมเองมาจากพื้นที่ ลุ่มน้ําปากพนังซึ่งมีพื้นที่ในการปลูกปาล์มเยอะอันดับต้น ๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีพื้นที่ในการปลูกปาล์มทั้งหมด ๑๔๓,๐๐๐ ไร่โดยประมาณ ประกอบด้วย อําเภอเชียรใหญ่ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ไร่ อําเภอหัวไทร ๔๖,๐๐๐ ไร่ อําเภอปากพนัง ๕๗,๐๐๐ ไร่ ที่ผ่านมา ราคาของปาล์มเราตกต่ํามาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๒.๖๐ บาท บางช่วงตกต่ํา ไปถึง ๑.๓๐ บาท ซึ่งตอนนั้นอยู่ในระหว่างที่หาเสียงลงแข่งขันที่จะเป็นผู้แทนในสภาแห่งนี้ ซึ่งก็ไม่ง่ายที่ต้องฝ่าฟันกับราคาปาล์มที่ถูกมากตอนนั้น ๑.๓๐ บาท แต่วันนี้ในเมื่อมีโอกาส ที่เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มาสะท้อนปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวลุ่มน้ําปากพนัง จึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อจะแก้ปัญหาราคาปาล์มอย่างยั่งยืนให้กับ พี่น้องเกษตรกร เพราะที่ผ่านมาเหมือนกับหลายท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าถ้าหากว่ารัฐบาล ในส่วนของรัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงใดก็ตามที่เกี่ยวข้องดูแลในส่วนของราคาปาล์มน้ํามันให้กับพี่น้องเกษตรกร ชาวใต้อย่างจริงจัง ผมก็เชื่อมั่นว่าน่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ อย่าให้โรงงานที่เป็นนายทุน เพียงไม่กี่โรงงานมาผูกขาดตลาดของพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น ยางพาราหรือปาล์ม แต่วันนี้เรามาเน้นกับที่ปาล์ม ๖ ล้านไร่โดยประมาณเกษตรกรทั้งหมด ที่ปลูกปาล์มตอนนี้ ต้องพึ่งพาอาศัยแล้วก็ต้องฝากไว้กับกลุ่มนายทุนที่มีสวนปาล์ม ถ้าหาก คณะกรรมาธิการชุดนี้ตั้งขึ้นมาได้ผมอยากเห็นโรงงานแปรรูปน้ํามันปาล์มหรือหีบน้ํามันปาล์ม ให้เกิดขึ้นจริงกับพี่น้องเกษตรกร โดยเป็นชุมนุมสหกรณ์เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ได้มีอํานาจในการต่อรองและสามารถส่งขายชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบที่มาจากปาล์มได้ราคา ดียิ่งขึ้นนะครับ ในส่วนของทะลายปาล์มที่มีอยู่ก็จะแยกออกเป็นทะลายปาล์มอยู่ประมาณ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ กะลาอยู่ที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ เมล็ดในอยู่ที่ ๕.๕-๖ เปอร์เซ็นต์ น้ํามันอยู่ที่ ๑๘-๒๒ เปอร์เซ็นต์ ซีพีโอ ไฟเบอร์ (CPO Fiber) อยู่ที่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ นัท (Nut) อีก ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นความชื้นประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ทิ้งเป็นน้ํามันเสียอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทําไมผมแตกรายละเอียดตรงนี้ออกมา จริง ๆ แล้วในส่วนขององค์ประกอบ ของทะลายปาล์มเองที่ผมทราบมาจากเกษตรกร แล้วก็เจ้าของลานเทที่ได้รับซื้อปาล์มว่า โรงงานอุตสาหกรรมสามารถรับซื้อราคาปาล์มได้มากกว่านี้ เนื่องจากว่าเมล็ดในน้ํามันปาล์ม เนื้อในผลิตน้ํามันดิบอยู่ที่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เขาก็สามารถเอาไปขายได้แล้ว ส่วนของทะลายปาล์ม ก็ใช้เป็นวัตถุดิบในการที่เอาไปผลิตไฟฟ้าหรือเป็นเชื้อเพลิงกับไฟฟ้าชีวมวลได้ ส่วนกะลาเอง ก็สามารถเอาไปทําเชื้อเพลิงได้ซึ่งมันจะติดดีแล้วก็มีความร้อนสูง ส่วนเปลือกของปาล์มเอง ก็สามารถเอาไปทําปุ๋ยได้ซึ่งก็ได้ราคาดี ซึ่งทุกส่วนที่ผมได้เรียนท่านประธานมาตรงนี้ กับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นหมายความว่าในทะลายปาล์มที่รับซื้อกันราคาถูก ๆ ในตอนนี้ที่เฉลี่ยแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนกรกฎาคมวันนี้ อยู่ที่ประมาณ ๓.๕๐ บาท แล้วกันนะครับ ในเดือนสิงหาคมก็อยู่ที่ ๓.๖๕ บาท และ ณ เดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ๓.๓๔ บาท นั่นหมายความว่ารัฐบาลเองต้องชดเชยในส่วนของประกันราคา ของปาล์มในส่วนต่างให้กับพี่น้องเกษตรกรทุก ๔๕ วัน และเรามีความจําเป็นอะไรต้องเอา งบประมาณในส่วนนี้มาชดเชยให้กับกลุ่มนายทุนด้วย เราควรจะเอาเงินงบประมาณส่วนนี้ ไปพัฒนาอย่างอื่นดีกว่า ถ้าหากว่าบางท่านบอกว่ารัฐบาล หรือว่าในส่วนของพรรคที่เคย หาเสียงไว้ว่าปาล์มควรจะได้กิโลกรัมละ ๕ บาท อันนี้ผมเห็นด้วย อยากให้พี่น้องเกษตรกร ได้ราคาเยอะ ๆ เป็นไปได้ผมอยากให้ได้ถึง ๗ บาทด้วยซ้ํา แต่จริง ๆ แล้วเกษตรกรบางราย หรือว่าที่ทํากันจริง ๆ เขาบอกว่าอย่าต่ํากว่า ๓.๕๐ บาท เขาก็อยู่ได้นะครับ แต่ว่าถ้าได้ มากกว่านั้นก็ยิ่งดี นั่นคือสิ่งที่ผมก็เห็นด้วย แล้วก็อยากให้ได้กันเยอะ ๆ และเกษตรกร ที่ปลูกปาล์มส่วนใหญ่แล้วร้อยละ ๙๐ เป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเกษตรกรรายย่อยไม่มี อํานาจในการต่อรอง ดังนั้นผมจึงอยากให้เป็นโมเดล (Model) ของภาคใต้คือสร้างโรงงาน อุตสาหกรรมหีบน้ํามันปาล์มให้กับพี่น้องชาวใต้ขึ้นมาสัก ๑ โรงงานเป็นโมเดล (Model) และผมเชื่อมั่นว่าตรงนี้สามารถจะค้านและคัดคานกับอํานาจของนายทุน เพื่อจะสร้างอํานาจ ทางการต่อรองทางด้านการตลาดให้พี่น้องเกษตรกรของผมในภาคใต้ และโดยเฉพาะ ชาวลุ่มน้ําปากพนังได้มีราคาที่ดีขึ้นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ