นิกร จํานง หารือปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันที่รื้อรังมายาวนาน ทั้งด้านพันธุ์ไม้ ทำเลการปลูก ต้นทุนขนส่ง และการพึ่งพาน้ำมันไบโอดีเซล พร้อมเสนอให้ทบทวนอนาคตของการปลูกปาล์มอย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมทราบปัญหานี้อยู่บ้าง เพราะว่าเดิมผมเคยเป็น ส.ส. เขตที่จังหวัดสงขลา แล้วก็จับปัญหานี้ คือติดตามปัญหานี้มายาวนานเหมือนกันเกือบ ๓๐ ปี ตั้งแต่เริ่มเป็น ส.ส. ใหม่ ๆ ปัญหาเรื่อง ปาล์มอย่างที่ผมเรียนแล้วมันคงอยู่มายาวนานมาก ตลอดชีวิตการเมืองของผมเป็นอย่างน้อย ดังนั้นเรื่องนี้เรามาทวนกันดูสิว่าปัญหาจริง ๆ คือถ้าเราไม่รู้ปัญหาก็ไม่รู้จะแก้ไขปัญหา อย่างไร อยากจะแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิก รวมทั้งที่จะไปตั้งคณะกรรมาธิการกัน คือปัญหา เรื่องปาล์มเป็นปัญหาที่เริ่มต้นก็คือเป็นปัญหาของพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ที่ปลูกปาล์มไม่ใช่เราปลูก ที่ไหนก็ได้ มันเป็นพื้นที่เฉพาะ ผมเคยพูดไว้เมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้วว่าการที่จะทําให้ปาล์ม มีผลผลิตที่ดีที่ที่จะสู้กับประเทศมาเลเซียซึ่งเขาผลิตได้เยอะมากกว่าเรานั้นมีทางเดียว เพราะว่าการปลูกปาล์มนี่ใช้น้ําเยอะ ใช้อากาศร้อนชื้น เราต้องย้ายประเทศไปอยู่ใกล้ เส้นศูนย์สูตรมากกว่านี้ซึ่งเราทําไม่ได้ ดังนั้นปัญหาก็คือว่าเราผลิตอย่างไรก็แพ้เขาอยู่ร่ําไป สมัยก่อนมีการห้ามนําเข้าเพราะว่าต้องป้องกันสกัดราคาไว้ ก็ปรากฏว่ามีการลักลอบ ลักลอบก็มาจับได้แถวนาทวี ชายแดนปาดังเบซาร์อะไรพวกนี้ แล้วรัฐไทยทําอย่างไร เราทํา อย่างไร แต่พอจับได้เราจะให้ขายไปในประเทศก็ไปดันราคาให้ตกลง เราฝังดินครับ ท่านประธาน เราเอาน้ํามันปาล์มขุดหลุมแล้วก็ฝังดิน เราแก้ปัญหาแบบนั้นไม่ได้ เพราะว่าเรา ย้ายประเทศไปอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรให้มีความชื้นมากขึ้น มีอากาศที่เหมาะสมมากขึ้น เราทํา ไม่ได้ ปัญหาที่ ๒ ปัญหาเรื่องพันธุ์ พันธุ์ปาล์มที่เรามาใช้ตอนแรก เนื่องจากเราปลูกตามเขา เหมือนกับยางเราเอาพันธุ์มาลงครั้งแรกที่จังหวัดตรัง เอามาจากแถวประเทศบราซิล แถวทวีปอเมริกาใต้ เรื่องปาล์มก็เหมือนกัน เรื่องปาล์มตอนที่เราเริ่มปลูกตอนแรก พูดกันตรงไปตรงมาเราขโมยพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซีย เราอยากจะปลูกด้วย ปัญหาก็คือว่า ผมเข้าใจว่าเราคงจะผิดพลาดตอนนั้นเขาเอาพันธุ์ไม่ดีมาให้เรา เราก็มาปลูกกัน พอมาปลูก แล้วปาล์มเหมือนกับยางพารา หลายปีประมาณ ๔-๕ ปี กว่าจะมีพืชผลได้ แล้วเป็นพืชที่อายุยืน ยืนกว่ายางพาราอีก ๒๐-๓๐ ปีที่จะอยู่กับมัน ดังนั้นพอเราได้พันธุ์ที่ไม่ดีมาแล้วเรามารู้ทีหลัง ตอนนั้นก็สายเกินแก้แล้ว และคนที่มาปลูกเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีฐานะเท่าไร ปลูกไปแล้ว ล้มทิ้งก็ไม่ได้ ก็จําใจต้องมีชีวิตอยู่กับปาล์มที่มีผลผลิตน้อยนั่นแหละ ก็เลยขาดทุน เพราะว่า เราไม่รู้จะทําอย่างไรกับสิ่งที่ปลูกไปแล้ว ใช้เวลาไปตั้งหลายปีแล้ว ๑๐ ปีแล้ว เหมือนกับอยู่ กับบางอย่างมาแล้วก็ยกเลิกไม่ได้ ประเด็นต่อมาก็คือว่าความพยายามเปลี่ยนพันธุ์ ต่อมาก็มี การพยายามโดยกรมวิชาการเกษตร เราไปนําพันธุ์จากประเทศคอสตาริกา เป็นพันธุ์คอสตาริกา มาบ้างจะมาเปลี่ยน หรือว่าเราคิดพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรคิดพันธุ์ได้ดี คิดพันธุ์ได้เยอะ หลายอย่างมีผลผลิตมากขึ้น แต่ไม่รู้จะให้เกษตรกรเปลี่ยนอย่างไร เพราะว่ามันอายุเยอะ สมมุติไปล้มที่มีอยู่แล้วปลูกใหม่เข้าไปใช้เวลาตั้ง ๕-๖ ปี แล้วเขาจะกินอะไร ลูกจะกินอะไร ชีวิตจะอยู่อย่างไร ไม่เหมือนกับยางพารา ต่อมาปัญหาการผลิตครับ การผลิตก็คือว่าปาล์ม ต้องอยู่ใกล้โรงงานเท่านั้น เหมือนกับสับปะรด เราแก้ปัญหาสับปะรดไม่ได้เพราะมันอยู่ไกล ปาล์มน้ําหนักมันเยอะแล้วก็ผลผลิตในทะลายมันน้อย พอเรายิ่งอยู่ไกลเราต้องขนส่งปาล์ม ด้วยรถกระบะไปหาโรงงาน ถ้าอยู่ไม่ใกล้โรงงานค่าขนส่งกินหมด เพราะว่าราคาปาล์นับราคา ณ หน้าโรงงาน ยิ่งอยู่ไกล เขาไม่สนใจว่าคุณจะขนมานานเท่าไร แต่เขาให้ราคานี้ ๒ บาท ๓ บาท ๔ บาท อยู่ตรงนี้เอง ดังนั้นต้นทุนระยะทางในการผลิต พื้นที่ในการผลิตมีนัยสําคัญต่อการผลิต ต่อมาก็คือว่าการพึ่งพาไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นความหวังหนึ่งของเราที่เราคิดว่าเราใช้เราก็สู้เขาไม่ได้แล้ว เรามาเปลี่ยนเป็นไบโอดีเซล (Biodiesel) ดีกว่า ปรากฏว่าตอนหลังเงินที่ไปใช้ตรงนี้เราใช้กองทุนน้ํามัน และอยู่ที่ว่า ผลต่างระหว่างน้ํามันดีเซลจริง ๆ กับน้ํามันไบโอดีเซล (Biodiesel) ตอนหลังราคาน้ํามันดิบ ต่ํามากตอนนี้ และแนวโน้มในการใช้น้ํามันต่อจากนี้จะใช้ไฟฟ้าและใช้น้ํามันน้อยลง น้ํามัน ดีเซลก็ต้องเปลี่ยนเป็นคุณภาพมากขึ้นเพราะว่ามีปัญหาเรื่องมลภาวะ ดังนั้นผลต่างของราคา น้ํามันดีเซลที่ในตลาดกับน้ํามันไบโอดีเซล (Biodiesel) ต่างกันเยอะ เงินที่เราจะใช้ไปซึ่งเป็น เงินภาษีอากรที่เอาไปใช้ เราเอามาจากผู้ใช้รถใช้ถนนมาใช้แทนตรงนี้ ระยะมันห่าง พอห่าง ก็มีปัญหา ดังนั้นปัญหาเหมือนไม่มีทางไปเลย ดังนั้นข้อเสนอที่อยากจะแลกเปลี่ยนก็คือว่า เราต้องคิดให้ชัดว่าเราจะปลูกปาล์มต่อไปหรือจะเลิกปลูก เราต้องปลูกต่อเพราะว่าเป็นพืช ความมั่นคงเหมือนกัน เราจะไปอาศัยซื้อจากมาเลย์แม้ว่าจะถูกกว่า แต่ปัญหาก็คือว่าเรา กําลังบังคับให้ประชาชนคนไทย เพราะปาล์มผลผลิตเยอะ ไม่ใช่น้ํามันปาล์มในการทอดไข่ อย่างเดียว มันใช้หลายอย่างมาก เป็นน้ํามันทาผิวบ้าง โน่นนี่นั่นในอุตสาหกรรม ดังนั้น ผมเสนออย่างนี้ครับท่านประธาน เรายังจะต้องปลูกแต่ว่าเราต้องพิจารณาให้ชัดนะครับ ๑. ที่จะแก้ ลดพื้นที่ลง พื้นที่บางแห่งที่เราเอาพันธุ์ปาล์มไปปล่อยแถวอีสานตอนนั้นผิดพลาด เพราะว่าใช้น้ําเยอะมาก พื้นที่ที่ต้องทําโซนนิง (Zoning) ที่ไม่เหมาะรัฐเอาเงินไปจ่ายให้ เกษตรกรเสีย แล้วก็ขอความกรุณาให้ยกเลิกไปปลูกพืชอย่างอื่นและเงินเอาสนับสนุนไป ไม่อย่างนั้นเราก็ยังต้องจ่าย และจ่ายไม่มีที่สิ้นสุด ลดพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมลง ต่อจากนั้น เรื่องการเปลี่ยนพันธุ์ เราต้องเปลี่ยนเป็นพันธุ์แบบที่ผลผลิตต่ําอย่าปลูกอีกต่อไปนะครับ ก็ต้องใช้พันธุ์ใหม่ พันธุ์ใหม่ก็ต้องมีกองทุนสงเคราะห์การทําสวนปาล์มหรือใช้กองทุน สงเคราะห์การทําสวนยาง เปลี่ยนกฎหมายนิดเดียว แล้วเงินจะเอามาจากไหน ก็เอาเงินเซส (CESS) ที่เป็นค่าพรีเมียม (Premium) ที่เก็บจากการส่งออกราคาน้ํามันปาล์มเอามาใช้ตรงนี้ นอกจากนั้นเรื่องโรงงานสกัดน้ํามัน รัฐต้องส่งเสริมโรงงานสกัดน้ํามันเอง แล้วก็ทําโซนนิง (Zoning) รอบ ๆ ให้ปลูก ยกตัวอย่างโรงสกัดน้ํามันที่บาเจาะ มีโรงงานแต่ผลิตได้แค่ครึ่งวัน ก็ปาล์มดิบหมดแล้ว ดังนั้นต้องส่งเสริม ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ต่อโรงงาน ๑ แห่ง ดังนั้น ผมเสนออย่างนี้ครับ ข้อเสนอก็คือว่าลดพื้นที่ลง คือเราต้องยอมรับปัญหาถึงจะแก้ปัญหาได้ ข้อเสนอตามนี้ ก็อยากจะฝากผู้ที่จะไปเป็นกรรมาธิการว่าศึกษาให้ชัดเจนว่าเราจะอยู่กับ ปาล์มได้อย่างไร ขอบคุณท่านประธานครับ