ปดิพัทธ์ สันติภาดา หารือปัญหาการฟื้นฟูหลังปิดเหมือง โดยเฉพาะกรณีลำห้วยคลิตี้ ชี้การฟื้นฟูล้มเหลว ขาดประสิทธิภาพ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนยาวนาน และรัฐต้องรับภาระใช้งบประมาณภาษีเยียวยามลพิษที่เอกชนก่อ แทนที่ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบเอง
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกที่ผ่านมาเราเห็นชัดเจนแล้วว่าปัญหาในด้านกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการอุตสาหกรรมเหมืองของประเทศไทยนั้นมีปัญหามากมายขนาดไหน โดยเฉพาะ ที่ท่าน ส.ส. วาโยได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ แม้จะมีกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาแต่หัวใจก็ยังไม่ใช่ ประชาชนแต่เป็นนายทุนเหมือนเดิม ปัญหาเหล่านี้มีตั้งแต่ในช่วงระหว่างก่อนทํา ระหว่างทํา แล้วก็การฟื้นฟูที่ยังล้มเหลวอยู่ แต่นี่ผมจะขออภิปรายในส่วนของปัญหาจากการฟื้นฟู หลังจากการปิดเหมือง การฟื้นฟูมลพิษของประเทศไทยเมื่อเราเทียบกับมาตรฐาน ทั้งในแง่ ของกฎหมายเทคโนโลยี การมีส่วนร่วมของประชาชน ความรับผิดชอบของผู้ปล่อยมลพิษ แล้วก็มาตรฐานการดําเนินการฟื้นฟู เมื่อเราเทียบกับนานาชาติแล้วยังถือว่าต่ํามาก และเป็น ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และเรื่องเดิมความสบายตัวของนายทุน ในกรณีที่เกิดขึ้นในการฟื้นฟูลําห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าทําไม เราต้องมีญัตติในวันนี้นะครับ เวลาที่ทุกท่านได้ยินคําว่าคดีลําห้วยคลิตี้หลายคนคงอุทาน เป็นเสียงเดียวกันว่าเรื่องนี้ยังไม่จบอีกหรือ เหมืองนี้ทําตั้งแต่ก่อนผมเกิด ปี ๒๕๑๘ แต่เรื่องนี้ ยังไม่จบ ปัญหาการปนเปื้อนผมคงไม่ขอทบทวนมากเพราะทุกท่านทราบอยู่แล้ว เริ่มต้น ตั้งแต่การทําโรงแต่งแร่ในปี ๒๕๑๐ โรงแต่งแร่ปิดกิจการในปี ๒๕๔๑ และปี ๒๕๑๒ มีการยืนยันชัดเจนว่าชาวบ้านที่ป่วยในพื้นที่นั้นเป็นโรคพิษสารตะกั่ว นําพาไปสู่การฟ้องร้อง ต่อสู้คดีของชาวคลิตี้และชนะคดีที่ศาลปกครองจนบริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน เป็นคดีที่เป็นตัวอย่างของคดีทางด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย แต่ท่านประธานครับ ปี ๒๕๑๐ เริ่มต้นทําเหมืองแต่ชาวบ้านชนะคดีในปี ๒๕๖๐ ปิดเหมืองในปี ๒๕๔๑ ใช้เวลา ๒๐ ปี กว่าจะมีการฟื้นฟู คําถามคือ ๒๐ ปีนั้น ชาวบ้านที่คลิตี้อยู่กันอย่างไร ฝันร้ายของ ชาวบ้านที่ต้องเจ็บป่วย มีคนในครอบครัวเสียชีวิต น้ําประปาไม่มีใช้ แล้วก็ไม่มีชีวิตที่ดีเลย ลูกของเขาเกิดมาก็พิการ เหล่านี้คิดเป็นมูลค่าเท่าไร นี่ไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบผิวเผิน แต่เป็นเรื่องการเมือง เป็นอํานาจในการจัดสรรทรัพยากร และเป็นเรื่องของความยุติธรรม แผนฟื้นฟูที่กรมควบคุมมลพิษได้ทําตามคําสั่งของศาลปกครองมีการว่าจ้างบริษัทหนึ่ง ในการฟื้นฟูและมีการตั้งกรรมการไตรภาคีขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูดีมาก มีแผนการฟื้นฟูที่ชัดเจน ทําเป็นแอนนิเมชัน (Animation) สวยงามบอกว่าจะมีหลุมฝังกลบตะกอนตะกั่ว สร้างฝาย ดักตะกอน ดูดตะกอนที่สะสมอยู่ในลําห้วยแล้วก็ฟื้นฟูหลุมฝังกลบ ฝันร้ายของชาวคลิตี้ ดูเหมือนจะจบลง แต่พอมีการฟื้นฟูฝันร้ายโฉมใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น ท่านประธานครับ กรรมการไตรภาคีที่ตั้งมาไม่ได้มีอํานาจอะไรมากเท่าที่ควรเลย ข้อมูลที่ได้รับก็ไม่ชัดเจน ข้อท้วงติงที่กรรมการไตรภาคีท้วงติงเรื่องการฟื้นฟูที่ไม่เป็นไปตามทีโออาร์ (TOR) ในการ จัดจ้างบริษัทก็กลับไม่ได้รับการตอบสนอง และคําถามเดิมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ก็ยังเป็น คําถามเดียวกันกับปี ๒๕๖๓ ก็คือใครต้องรับผิดชอบ ผมสรุปความล้มเหลวในการฟื้นฟู ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างและเป็นกรณีแรก และถ้าเราไม่มีกฎหมายที่เข้มแข็งกว่านี้กรณีแบบคลิตี้ จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ความล้มเหลวที่ ๑ ก็คือการฟื้นฟูมีราคาที่สูงมากกว่าการป้องกันอย่างเทียบไม่ได้เลยครับ นอกจากจํานวนเงินที่ใช้มากกว่า ผมกําลังหมายถึงชีวิตของคนแต่ละคน ครอบครัวแต่ละ ครอบครัว เศรษฐกิจชีวิตการทํามาหากินของประชาชนที่เสียหาย ผมไม่รู้ว่าเราจะตีค่าเท่าไร ถ้าเป็นหัวของชาวบ้านที่เป็นคนด้อยโอกาส หัวละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็ดูจะเยอะใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็นลูกหลานของคนในเมืองผมว่า ๒๐ ล้านบาทก็ไม่พอ การฟื้นฟูที่ล่าช้ามาก และถ้าประชาชน ที่คลิตี้ไม่เรียกร้อง การฟื้นฟูไม่เกิด ปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ แต่การฟื้นฟูเริ่มต้นที่ปี ๒๕๖๐ นี่แปลว่าอะไรครับ ถ้าประชาชนไม่ต่อสู้เรียกร้องการฟื้นฟูจะเกิดขึ้นหรือไม่ ความยุติธรรม ที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม หน่วยงานของรัฐจะต้องมารับผิดชอบการฟื้นฟูแทนเอกชน แน่นอน เอกชนจ่ายค่าปรับเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ตอนนี้งบประมาณที่พวกเรากําลังจะอนุมัติ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ แผนการฟื้นฟูคลิตี้ก็อยู่ในนั้นด้วย เอาเงินภาษีของประชาชน ไปรับผิดชอบมลพิษซึ่งเอกชนเป็นผู้ก่อ ถึงแม้บริษัทจะล้มละลายปิดไปแล้วนะครับ ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นทางออกที่ไม่ได้ยากเย็นนัก แต่ตอนนี้ก็เป็นความยุติธรรมของด้านงบประมาณแผ่นดินว่า ทําไมเราต้องไปชดใช้ ชดเชยให้กับบริษัทเอกชนที่ก่อมลพิษด้วย นอกจากนั้นความไม่มี เอกภาพของภาครัฐ หน่วยงานที่อนุมัติเหมืองก็อนุมัติไป หน่วยงานฟื้นฟูเหมืองก็ฟื้นฟูไป แยกกันทํางาน แล้วความผิดปกติที่สุดก็คือบริษัทที่มารับผิดชอบทําการฟื้นฟู ถ้าไม่ได้ทําตาม มาตรฐานที่ตกลงไว้ใครจะเป็นคนตรวจสอบรับผิดชอบ ความล้มเหลวต่อมาก็คือประเทศไทย ยังล้าหลังอยู่มากในเทคโนโลยีการฟื้นฟูมลพิษนะครับ ความเชี่ยวชาญของเรามีน้อยมาก เครื่องไม้เครื่องมือ งานวิจัยความเชี่ยวชาญที่เกิดขึ้น แถมติดปัญหาเยอะแยะเลยครับ จะเอา เครื่องจักรเข้าไปทํางานในพื้นที่ก็ติด พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ เมื่อเทียบกับความเชี่ยวชาญ ของประเทศไทยในการฟื้นฟูมลพิษมีต่ํามาก แต่ความเชี่ยวชาญในการก่อมลพิษมีสูงมาก นอกจากนี้เวลาที่มีกรรมการไตรภาคีขึ้นมา บริษัทต่าง ๆ ไม่ได้นําเสนอรายละเอียดที่ชัดเจน จนประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกันว่าพวกเขาจะเห็นการฟื้นฟูเหล่านี้โดยประชาชน มีส่วนร่วมได้อย่างไร การมีส่วนร่วมของประชาชนขาดหายไปตั้งแต่ก่อนทําเหมือง ระหว่างทําเหมือง แล้วมาตบหน้าซ้ําอีกตอนฟื้นฟู การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกจัดเป็นพิธีกรรมเท่านั้นครับ เวลาที่บอกว่ามีการประชุมชาวบ้านเมื่อไรก็มีรูปให้ดูทุกครั้ง แต่ยังไม่มีความจริงใจในการเปิดเผย ข้อมูลและไม่มีอํานาจของประชาชนในการร่วมตัดสินใจเลย ท่านประธานครับ เรื่องของคลิตี้ ผมไม่อยากให้คนลืมไปเพราะว่าการฟื้นฟูเกิดขึ้น ณ ปีนี้ และยังเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอน ชาวคลิตี้ที่จังหวัดกาญจนบุรีอยู่ และผมไม่อยากให้เป็นฝันร้ายของคนทั่วประเทศ ถ้าเราไม่มี การแก้ไขกฎหมายหลายตัวที่เกี่ยวกับประทานบัตรของเหมืองแร่นะครับ ผมสนับสนุนการตั้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ขอบคุณครับ