ภาสกร เงินเจริญกุล อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการพิจารณาหนี้สินครู โดยเสนอให้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ควบคู่กับปัจจัยรายได้และแรงจูงใจ พร้อมเน้นการปรับหลักสูตรการศึกษาและระบบวัดผลให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหนี้สินของครู ผมขอเสนอความคิดเห็นแบบนี้ครับ ท่านประธาน คือการกู้นี่ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีนะครับ เดี๋ยวอภิปรายไปอภิปรายมา ทางบ้านหรือผู้ชม หรือคุณครูได้ยินก็รู้สึกกลัวว่าการกู้นี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ใช่นะครับ การกู้หมายถึงว่าเรามีเครดิต เราได้เงินเอาไปใช้ทําอะไรแค่นั้นเอง การกู้ก่อให้เกิดหนี้สิน แต่อีกฝั่งหนึ่งถ้าท่านดูระดับมือ ๒ ข้าง ถ้าฝั่งนี้คือความสามารถในการชําระหนี้ เรามีรายได้ เรามีความสามารถในการชําระหนี้ แน่นอน พอเราไปกู้ปุ๊บ อีกข้างหนึ่งก็ขึ้นครับ หนี้สิน ถ้าตราบใดที่หนี้สินไม่เกินความสามารถ ในการชําระหนี้ ก็ไม่มีปัญหากับชีวิตของคุณครูหรือของทุกอาชีพ ในโลกปัจจุบันนี้ทั่วโลก ก็เป็นแบบนี้ครับท่านประธาน กู้ได้ เรามีความสามารถในการชําระหนี้ได้เท่าไร ถ้าเรามีวินัย การเงินที่ดี เราหารายได้ได้มากขึ้น ปัญหาเรื่องนี้ไม่เกิด อย่างเช่นที่ท่านสมาชิกอภิปรายไป หลายท่าน ก็บอกว่าจริง ๆ เอ็นพีแอล (NPL) ของครูนี่อาจจะมีแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้น ก็ดํารงชีวิตกันได้อยู่ แต่กรรมาธิการที่กําลังจะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ผมอยากให้พิจารณาแบบนี้ คุณครูนี่มีทั้งมีหนี้สินและไม่มีหนี้สิน ต้องพิจารณาให้ทุกคนครับ ผมขอเสนอแบบนี้ครับ คือวันนี้เราเดินไปหาหรือถามใครก็แล้วแต่ว่าคุณครูมีรายได้ดีหรือเปล่า ผมกล้าตอบได้เลย ๙๐-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่ดี ไม่เคยมีคนไหนบอกว่าเป็นคุณครูแล้วรวย น้อยมาก ยกเว้นคุณครูสอนพิเศษมีอยู่ไม่เท่าไร จึงอยากให้มองรายได้ของครู ผมใช้คําว่า รายได้ ณ วันนี้คุณครูรายได้ไม่เยอะ เงินเดือนไม่เยอะแต่เราสามารถทํารายได้ให้เยอะได้ เราต้องมี การบริหารจัดการ วิธีการให้รายได้ของคุณครูเพิ่ม ผมขอเสนอแบบนี้ ณ วันนี้จะเห็นว่าโลก เปลี่ยนไปเร็วมาก วิทยาการ ความรู้ความสามารถเปลี่ยนไปเร็วมาก อาจารย์ที่จบใหม่นี่ ไฟแรง อยากจะสอนเด็กเป็นแบบโน้น แบบนั้น แบบนี้เยอะแยะ ผ่านไป ๕ ปี ผ่านไป ๑๐ ปี ไฟเริ่มมอดลง เพราะไม่มีแรงจูงใจ เงินเดือนก็ขึ้นตามความสามารถ ตามปีว่าเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป ผมเสนอเป็นแบบนี้ รายได้บวก ผมขอเรียกว่าเป็นอินเซนทิฟ โปรแกรม (Incentive program) หรือว่าแรงจูงใจในการสอน วัดจากอะไรครับ วัดจากความสามารถ เฉพาะทางของครู ครูคนนั้น ครูที่สอนแล้วมีการพัฒนาตัวเอง เราควรให้แรงจูงใจเขา เหมือนกันในการที่จะพัฒนาตัวเอง พัฒนาขีดความสามารถในการหาความรู้เพิ่มเติมและจะสอน ไม่อย่างนั้นพอ ๕ ปี ๑๐ ปีไป อาจารย์หมดไฟเขาก็สอนแบบเดิม ซึ่งโลกก็เปลี่ยนไป อีกเรื่องหนึ่งคือจํานวนนักเรียน ที่คุณครูรับผิดชอบ คุณครูรับผิดชอบที่จะสอน ๒๐ คน ๓๐ คน ๔๐ คน ๕๐ คน ความเหนื่อยไม่เท่ากัน การเตรียมการสอนก็ไม่เท่ากัน การทุ่มแรงใจก็ไม่เท่ากัน ก็ควรจะ เอาส่วนนี้มาดูเหมือนกันว่าถ้าอาจารย์ที่เขารับผิดชอบเด็กเยอะ ๆ ควรจะเป็นอย่างไร และอีกส่วนหนึ่งก็คือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา อันนี้อย่างไรเราก็ต้องวัด แต่คงไม่ใช่วัด แค่เชิงปริมาณอย่างที่ผ่านมา ใครสอบได้คะแนนดีก็ได้เอ (A) ได้คะแนนดี ๆ ได้ที่ ๑ ที่ ๒ อะไร คงใช้วัดแบบนั้นไม่ได้แล้ว คงต้องใช้วัดแบบใยแมงมุมเขาเรียกว่า ๑. ความรู้ ความสามารถ คะแนนสอบเขาต้องเอามาวัดอยู่แล้ว ความตั้งใจในการเรียนในห้อง การส่งงานครบตรงเวลาไหม การซักถาม ทุกอย่างพวกนี้เรามาประเมินหมด จะได้รู้ว่าเด็กคนนี้บางครั้งเขาอาจจะไม่ได้ วิชาการเก่ง แต่ศิลปะเขาอาจจะเก่งก็ได้ การตรงต่อเวลาก็มี วินัยก็มี เราจะได้จับเด็ก ให้ลงช่องถูก อาชีพอนาคตเขาควรจะเป็นแบบไหน อีกอันหนึ่งก็คือว่าเราจะผลิตเด็กจากที่ วิธีการวัดผลเป็นใยแมงมุมเราสามารถแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้ว่าเด็กกลุ่มนี้วิชาการ เป็นเลิศเราจะให้ไปอันไหน ศิลปะเป็นเลิศ ต่าง ๆ เราก็จะเริ่มยัดเด็กเข้าไปในแต่ละอันได้ อาจารย์แนะแนวจะได้แนะแนวได้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นบางวิชาพอเข้าวิชาแนะแนว อาจารย์ เขาให้ไปเข้าห้องสมุดเพราะไม่รู้จะแนะแนวอะไร เด็กก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะไปเป็นอะไร อีกสิ่งหนึ่งก็คือว่าอยากให้อาชีพต่าง ๆ เข้ามาในโรงเรียน ยกตัวอย่างอาชีพหมอ นักวิทยาศาสตร์ นักอวกาศ นักบินต่าง ๆ มาเล่าเลยว่าสิ่งที่เขาทําคืออะไร เด็กจะได้เข้าใจ แล้วจะได้รู้ว่าสิ่งที่เขาอยากเป็นมันใช่หรือเปล่า เพราะปัญหามี ผมมีคนใกล้ชิดอยู่คนหนึ่ง เหมือนกัน ที่บ้านแนะนําให้เป็นหมอ ก็สอบได้เป็นหมอ จบเป็นหมอเลย แต่ใจไม่อยากเป็นหมอ แต่ถูกบังคับว่าให้เป็นหมอ พอจบแล้วเป็นหมอยังอยากจะเลิกกลับไปทําอย่างอื่นเลยก็มี เด็กจะได้รู้ว่าอาชีพที่ตัวเองจะเจอในอนาคตที่อยากจะเป็นนี่ใช่ไหม เขาจะได้ไปในแนวทาง ที่ถูกต้อง อันสุดท้ายหลักสูตรต้องปรับให้คล้องจองกับโลกปัจจุบันที่กําลังจะไป เพราะว่า ณ วันนี้เรารู้เลยว่าสิ่งที่เราเรียนวันนี้หลักสูตรที่ผ่านมาจบมาแทบเอามาใช้ในการทํางานไม่ได้เลย น้อยมาก สิ่งที่ใช้ได้คือมาเจอในชีวิตการทํางานได้จากประสบการณ์ แล้วก็เอาไปประยุกต์ เพื่อจะไปทํางาน ฉะนั้นหลักสูตรต่าง ๆ ต้องเปลี่ยน ยกตัวอย่างภาษาอังกฤษ ณ วันนี้ เราเรียนตั้งแต่ประถมศึกษายันมหาวิทยาลัยก็ยังพูดกันไม่ค่อยจะได้ แสดงว่าสิ่งที่เราดีไซน์ (Design) มาหรือวางมามันผิด มันอาจจะต้องปรับอะไรบางอย่าง สุดท้ายทั้งหมดที่พูดไป ฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณานิดหนึ่งว่าการปรับหนี้สินครูหรือการศึกษาในอนาคตจะปฏิรูปไป ทั้งครูที่ไม่เป็นหนี้และครูที่เป็นหนี้ ควรจะแก้ไขหรือดําเนินการอย่างไร ขอบพระคุณครับ