อิสระ แจงปัญหาหนี้ครู ชูพัฒนาทักษะการเงิน-ปรับค่าตอบแทนตามความสามารถ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หารือปัญหาหนี้สินของครูที่เกิดจากค่าใช้จ่ายสูงและรายได้ต่ำ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาทักษะทางการเงิน การปรับค่าตอบแทนตามความสามารถ และผลักดันให้เป็นแบบอย่างในการลดภาระหนี้ภาคสังคม

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับผมเชื่อว่าขณะนี้ประชาชน จํานวนมากคงกําลังตั้งคําถามว่าทําไมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ถึงสนใจแต่ครู สนใจแต่ หนี้สินครู อาชีพอื่นไม่สําคัญหรือ อาชีพอื่นไม่มีหนี้หรือ ผมขออนุญาตถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ของผู้หญิงคนนี้ให้ท่านประธานดูผ่านการคิดเลขแบบง่าย ๆ ผู้หญิงคนนี้ชื่อคุณบังอร เป็นคนทํางานกินเงินเดือนทั่วไป ทํางานมาแล้ว ๘ ปี มีเงินเดือนหลังหักค่าลดหย่อนบุตร แล้วก็ภาษีต่าง ๆ สิ้นเดือนได้รับเงินสุทธิอยู่ ๒๒,๐๐๐ บาท คุณบังอรมีบ้านทาวน์เฮาส์ (Townhouse) หลังเล็ก ๆ อยู่หลังหนึ่ง ๒ ชั้น ต้องผ่อนเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท มีรถมือสอง ติดไฟแนนซ์ (Finance) อยู่ผ่อนอีกเดือนละ ๔,๕๐๐ บาท ในแต่ละวันคุณบังอรมีภาระ ค่าอาหารของตัวเองแล้วก็ลูก ๒ คน คิดที่มื้อละ ๔๐ บาท ๓ คน วันละ ๓ มื้อ เดือนหนึ่งก็ ๑๐,๘๐๐ บาท เอาแค่ ๓ รายการนี้ครับท่านประธาน บ้าน รถ อาหาร ยังไม่ต้องรวม ค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ํา ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ๓ รายการนี้ คุณบังอรติดลบแล้ว เดือนละ ๒,๓๐๐ บาท แต่ละเดือนคุณบังอรติดลบแล้ว ๒,๓๐๐ บาท แล้วก็บังเอิญว่า คุณบังอรแกมีอาชีพครูอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ที่ผมเอาเรื่องคุณบังอรมาเล่าให้ฟังก็เพื่อที่ ต้องการจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั่ว ๆ ไปไม่ใช่เฉพาะแค่ครู ที่แต่ละวัน กําลังเผชิญอยู่กับกับดักหนี้สิน แต่ก็บังเอิญจากรายงานการศึกษาปี ๒๕๖๑ หน้า ๑๔๙ บอกว่าจํานวนครูมีมากมายถึง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ดังนั้นหนี้ของครูจึงเป็นจํานวนมหาศาล ถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท หรือ ๑ ใน ๓ ของงบประมาณของประเทศ หรือ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ของมูลหนี้ทั้งประเทศ ดังนั้นวันนี้ถ้าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้อย่าง จริงจัง การแก้ไขหนี้สินครูก็จะไม่ใช่เป็นการทําเพื่อครูอีกต่อไป แต่ก็ย่อมจะนํารูปแบบวิธีการ ไปปรับประยุกต์ใช้กับวิชาชีพอื่น ๆ เพื่อจะแก้ไขหนี้สินทั้งระบบได้ ท่านประธานครับ หนี้สิน ก็เหมือนเพลิงไหม้ ซึ่งขณะนี้เพลิงนี้กําลังเผาผลาญครูซึ่งเปรียบเสมือนแม่พิมพ์ของชาติ ให้บิดเบี้ยว และแน่นอนเมื่อแม่พิมพ์บิดเบี้ยวจะไปเป็นเบ้าหลอมให้ใครได้ ถามว่าต้นเพลิง มีอะไรบ้าง ต้นเพลิงมีอยู่ ๒ อย่าง ต้นเพลิงที่ ๑ นั่นก็เป็นเพราะครูมีรายรับที่ค่อนข้างต่ํา เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่สูงกว่าวิชาชีพอื่น รายจ่ายที่ว่าก็ เช่น ค่าเสื้อกิจกรรม ค่าเสื้อกีฬาสี ค่าสื่อการสอน ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอนต่าง ๆ ที่ครูเบิกไม่ได้ แต่ต้นเพลิงที่ ๒ ซึ่งเป็นต้นเพลิง ที่สําคัญและเป็นสาเหตุหลักของหนี้สินครู นั่นก็คือด้วยความที่ครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ แต่ความมีเกียรติก็เหมือนดาบสองคม ความมีเกียรติมาคู่กับภาพลักษณ์ที่ต้องรักษา ครูจึง จําต้องเป็นนกน้อยทํารังเกินตัว ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ โรงเรียนของลูก รวมทั้งภาษีสังคม ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซองงานบุญ งานบวช งานแต่ง ที่ไม่ใส่ก็ไม่ได้ แต่พอใส่แล้วสิ้นเดือน เป็นอย่างไรครับ หน้ามืด ถามว่าเพราะทําไม ก็เพราะว่าย้อนกลับไปเรื่องของครูบังอร ที่ผมได้พูดมา ยังไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย ลําพังแค่ค่าบ้าน รถ อาหาร ก็ติดลบแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าบาท มาเจอค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาเจอภาษีสังคม แน่นอนวงเวียนชีวิตของครูบังอร และครูต่าง ๆ ทั่วประเทศอีก ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็เลยอยู่ในวงจรของการกู้ ค้ํา โปะ กู้คืออะไรก็วนกู้ เวียนค้ํา แล้วก็วิ่งโปะ ท่านประธานทราบไหมครับว่าในประเทศไทย แหล่งเงินกู้ในระบบที่ปล่อยกู้ง่ายที่สุดคือที่ไหน จากข้อมูลสถิติแหล่งเงินกู้ในระบบที่ปล่อยกู้ ง่ายที่สุดก็คือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีอยู่ ๑๐๙ แห่งทั่วประเทศ นั่นก็เป็นเพราะครู เป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นอาชีพที่มั่นคง ความเสี่ยงต่ํา จนไม่แปลกอะไรที่หนี้สินของสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูจึงสูงถึง ณ เวลานี้นะครับ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเทียบกับวันที่ญัตตินี้ยื่น เข้าสู่สภาในตอนนั้น เพิ่มมาแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เลยทําให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู มีลักษณะผิดแผกจากสหกรณ์อื่นทั่วไป คือเป็นลักษณะสหกรณ์ที่ขาดดุล หรือขออนุญาต ใช้คําภาษาอังกฤษว่าเป็นสหกรณ์เดฟฟิซิต (Deficit) นั่นก็คือมีผู้มากู้มากกว่าผู้มาฝาก เรื่องนี้ เป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการแก้ไขครับ ถามว่าจะแก้ไขอย่างไร ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ในสมัยที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคประชาธิปัตย์ ท่านได้ริเริ่มอนุมัติมติ ครม. วงเงิน ๕๐๐ ล้านบาทในการที่จะเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ในการ แก้ไขปัญหาหนี้สินครู จนนําไปสู่โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูวงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก ๓ ฝ่ายนั่นก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารออมสิน แล้วก็ กลุ่มผู้แทนครู ซึ่งก็ต้องนับว่าตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา แล้วก็เป็นการแก้ปัญหา ในวงกว้างได้ระดับหนึ่งทีนี้ในส่วนของผม ผมมีข้อเสนอแนะอยู่ ๒ มิติ ในเบื้องต้นและหวังว่า ข้อเสนอแนะของผมจะได้รับนําไปถกแถลงเชิงลึกในชั้นกรรมาธิการ ๒ มิติที่ว่ามีอะไรบ้าง มิติแรก เป็นมิติด้านนโยบายการเงินการคลังมีอยู่ ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของ การปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะใช้ตัวแบบจากสินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ต่าง ๆ ซึ่งภาครัฐได้นํามาใช้แล้วในภาคส่วนต่าง ๆ ในส่วนของประเด็นที่ ๒ คือการปรับเงื่อนไข เงื่อนไขที่ว่าคือเงื่อนไขการปล่อยกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้มงวดในเรื่องของการวนค้ํา วนค้ํา อย่างไร อย่างเช่น ก กู้ ให้ ข มาค้ํา พอ ข กู้ ก็ให้ ก กลับมาค้ํา ทีนี้พอใครคนหนึ่งมีปัญหา ก็ล้มพังเป็นโดมิโน (Domino) พังเป็นวงจร ประเด็นที่ ๓ คือนําหนี้จากนอกระบบเข้ามาสู่ ในระบบ แน่นอนเรื่องนี้พูดง่าย ทํายาก ดังนั้นลําพังให้ครูทําอย่างเดียวไม่พอ ภาครัฐ ต้องเข้าไปแทรกแซง ต้องเข้าไปช่วยแก้ไข นั่นคือมิติด้านการเงินการคลัง

อีกมิติหนึ่ง ก็คือมิติด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผมคิดว่าเวลานี้ถึงเวลาแล้ว จําเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง นั่นก็คือเรื่องของ วินัยการเงินการคลังและทักษะทางการเงิน ทักษะทางการเงินที่ว่านั้นก็คือการวางแผน การเงิน การออมและการยับยั้งชั่งใจ และเมื่อครูได้รับการพัฒนาทักษะนี้แล้ว ทักษะนี้ ย่อมสะท้อนเข้าไปสู่ห้องเรียน เข้าไปสู่นักเรียน และเมื่อครูได้รับการเพิ่มพูนทักษะทางด้าน การเงินการคลัง และทักษะอื่น ๆ แล้ว เราก็มาพิจารณาค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถที่เพิ่มพูนขึ้นของครู สุดท้ายครับท่านประธาน การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู อาจเป็นเพียงอานิสงส์หรือผลพลอยได้ของเรื่องนี้ แต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ประเทศนี้กําลังต้องการ นั่นก็คือถ้าสมการชีวิตครูไม่ต้องวนเวียนอยู่กับการ ชักหน้าให้ถึงหลังอีกต่อไป ไม่ต้องห่วงอยู่กับดอกเบี้ยเงินกู้อีกต่อไป ก็เท่ากับเป็นการคืนครู สู่ห้องเรียน เป็นการสร้างดอกผลทางการศึกษาอย่างแท้จริง ให้สมการชีวิตครู สมการหนี้ครู หมดไป ขอบคุณครับ