จักรพันธ์ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการแก้หนี้ครู เสนอช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

จักรพันธ์ พรนิมิตร อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยชื่นชมนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่เข้มงวดเรื่องการกู้ยืม และเสนอให้ช่วยเหลือเฉพาะครูที่มีปัญหาหนี้อย่างแท้จริง โดยไม่กระทบครูส่วนใหญ่ที่มีวินัยการเงินดี พร้อมทั้งเรียกร้องให้พิจารณาปัญหาความเหลื่อมล้ำของครูเอกชนที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำและสวัสดิการน้อยกว่าครูรัฐ ให้รวมอยู่ในการพิจารณาของกรรมาธิการด้วย

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมนายจักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ผม ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เสนอโดย ท่าน ส.ส. นายเกษม ศุภรานนท์ นะครับ ความจริงเราอภิปรายกันมาตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ต่อเนื่องกันมาถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเรายังไม่ค่อยได้ยินเพื่อน ๆ สมาชิกได้พูดถึงก็คือ เรื่องของการบริหารงานภายใต้การนําของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งท่านมีนโยบายหลักนโยบายหนึ่งก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สินครู อันนี้ผมต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีเป็นพิเศษเนื่องจากว่าตั้งแต่เข้ามาบริหาร สิ่งหนึ่งที่ท่าน เน้นย้ําก็คือเรื่องการปฏิบัติตามคําสั่งของศาลปกครองที่ได้มีคําสั่งวินิจฉัยคดีในเรื่องที่ เกี่ยวกับการกู้เงินของครูว่าจะต้องปฏิบัติยึดถือระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการโดยเคร่งครัด ระเบียบนั้นก็มีหลักการง่าย ๆ คือครูที่จะกู้เงินจะต้องมีเงินได้สุทธิหลังจากหักภาระเรื่องเงินกู้ ไปแล้วไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ถ้าครูมีเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะไปกู้ อะไรก็ตามเขาต้องคํานวณแล้วว่าจะต้องมีเงินเหลือในบัญชีของเขาไม่ต่ํากว่า ๓,๐๐๐ บาท อันนี้เป็นระเบียบอยู่แล้ว แต่ว่าที่ผ่านมาละเลยกันไป ไม่ได้ปฏิบัติตาม รวมทั้งสถาบันการเงิน ที่ให้ครูกู้ด้วยก็ละเลยในประเด็นระเบียบดังกล่าว แต่ว่าภายใต้การบริหารงานของ ท่านรัฐมนตรีณัฏฐพลนั้นก็เน้นย้ํา แล้วก็เคร่งครัดกับระเบียบข้อนี้ ทําให้ปัญหาหนี้ที่เราเห็น ในอดีตที่ผ่านมาที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปรายกันตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วบรรเทาเบาบางลง แต่แน่นอนว่าปัญหายังมีอยู่มาก ซึ่งเป็นปัญหาเก่าที่สะสมอยู่ก็ต้องช่วยกันแก้ไขไป ท่านประธานครับ สมัยก่อนทําไมระเบียบที่ผมกล่าวถึงมันถึงสําคัญ เพราะว่าสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ ช.พ.ค. ก็ดี เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์อะไรต่าง ๆ ของครูก็ดีหรือสถาบัน การเงินอื่น ๆที่ปล่อยให้ครูกู้ เมื่อไม่ได้คํานึงถึงเรื่องของการที่จะต้องกันเงิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนให้เหลือไว้สําหรับ ดํารงชีพ ครูก็กลายเป็นเหมือนอาชีพอื่น ๆ ก็คือว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเดือนออกมา ๑๕,๐๐๐ บาท หรือเท่าไรก็ดี ก็จะหมดบัญชีไปหมดเนื่องจากว่าต้องไปใช้ภาระหนี้ที่ตัวเอง เป็นอยู่ อันนี้ก็ทําให้กระทบกับชีวิตของครู ทีนี้คนอื่นก็อาจจะถามว่าแล้วอาชีพครูสําคัญ อย่างไร ทําไมเราจะต้องไปดูแลหรือเป็นห่วงเป็นพิเศษก็เพราะว่าครูเป็นอาชีพที่กระทบกับ ชีวิตลูกหลานของเราโดยตรง ท่านประธานลองคิดดูว่าถ้าหากว่าครูชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเดือนไม่มีพอใช้ต้องไปใช้เงินกู้ใช้หนี้เขาจะมีกะจิตกะใจมาสอนลูกหลานของเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่ทําไมสภาแห่งนี้ถึงจะต้องนําเรื่องภาระหนี้สินของครู มาพูดกันเป็นพิเศษ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามตามที่ท่านสมาชิกได้นําเสนอข้อมูลไป ค่อนข้างละเอียดตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เราจะเห็นว่าถ้าเรามองภาพรวม ๆ ของหนี้ครู ทั้งประเทศ ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นจํานวนที่สูงมากถ้าเราดูตัวเลขแบบนี้อาจจะเท่ากับ งบประมาณแผ่นดินของบางประเทศด้วยซ้ํา หรือมากกว่าด้วยซ้ํา ๑.๔ ล้านล้านบาท แต่จริง ๆ แล้วจากข้อมูลที่ผมได้ไปสืบค้นหรือว่าหารือกับทางกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร ระดับสูงก็ยืนยันว่า ๑.๔ ล้านล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่ของหนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาทนั้น ครูที่มีวินัย ทางการเงิน มีความสามารถที่จะใช้เงินมีอยู่ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ๑.๔ ล้านล้านบาท มีเพียงไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะกลายเป็นหนี้เสีย หรือครูไม่สามารถที่จะชําระ หรือจะมีปัญหาให้เราต้องมาแก้ไขได้ ดังนั้นก็ไม่ใช่ว่าปัญหาหนี้สินครูจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก เรายังเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะว่าไม่ใช่ ๑.๔ ล้านล้านบาทที่เราจะต้องไปดูแล แต่ว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เราจะต้องไปดูแล อย่างไรก็ตามผมคิดว่าถ้าหากว่า สภาแห่งนี้มีมติที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้เป็นพิเศษ เราก็ควรจะต้อง ส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับครู เพราะว่าครู ๙๕ เปอร์เซ็นต์ท่านเป็นครูที่สามารถที่จะใช้หนี้ มีวินัยทางการเงินการคลังของท่าน สามารถที่จะดูแลตัวเองได้ ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการ กู้หนี้ยืมสินมา ดังนั้นเราก็ต้องคํานึงถึงคนกลุ่มนี้ด้วยนะครับว่าเขาเป็นลูกหนี้ที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ครูส่วนน้อยที่ท่านมีภาระมากเป็นพิเศษอันนี้เราก็ต้องให้ท่านรู้ว่าถ้าหากว่าเราจะตั้งกรรมาธิการ ขึ้นมาเพื่อเสนอรัฐบาลเพื่อไปแก้ไขปัญหาให้ท่าน ท่านก็ต้องเข้าใจว่าสถานะของท่านก็คือ เราก็จะช่วยกันยกระดับ ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ให้กับหนี้ที่ท่านเป็นอยู่เพื่อที่ท่าน จะมีชีวิตปกติ แล้วก็สามารถที่จะใช้หนี้ของท่านไม่หนักเกินไป ไม่ใช่ว่าเราจะตั้งกรรมาธิการ ขึ้นมาเพื่อนําเสนอแล้วก็ยกหนี้ให้ครู แล้วให้ครูไปกู้เพิ่มขึ้นมาอีก เป็นปัญหาทับถมไปเรื่อย ๆ เป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อย ๆ อันนี้ก็ไม่ใช่นะครับ เราก็ต้องส่งสัญญาณให้ถูกต้อง เราต้อง คํานึงถึงว่ากลุ่มอาชีพอื่น ๆ ก็ยังมีที่เขายังต้องอยู่ในภาระหนี้สินต่อไป แต่อย่างที่ผม กราบเรียนก็คือว่าครูเป็นอาชีพที่สังคมให้ความสําคัญและมีความสําคัญจริง ๆ เราก็ยินดี ที่จะช่วยกันสนับสนุนเพื่อให้ครูได้ลืมตาอ้าปากได้

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าเท่าที่ฟัง การอภิปรายมาเราอาจจะตกหล่นไปอยู่ ๑ กลุ่มนะครับ คือครูเอกชน เมื่อเราพูดถึงครูเอกชน เราอย่าไปนึกถึงครูโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนฝรั่งอะไรต่าง ๆ ที่เงินเดือนอาจจะสูง ส่วนนั้นเป็นส่วนน้อยเท่านั้นเอง แต่ส่วนใหญ่ของพี่น้องครูเอกชน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ทั่วประเทศ ก็เป็นครูโรงเรียนเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ อยู่ในชุมชน โรงเรียนไม่ใหญ่มาก ก็ได้เงินเดือนไม่เท่าไรหรอกครับ แถมครูเอกชน อย่างตัวเลขที่ผมได้รับจากทางสมาคม อาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เขาบอกว่าทุกวันนี้รัฐอุดหนุนเงินเดือนเขาก็จริงนะครับ แต่อุดหนุนให้แค่ ๑๓,๖๐๐ บาทต่อเดือน ทั้ง ๆ ที่อัตราเงินเดือนขั้นต่ําอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ดังนั้นก็ยังมีส่วนต่างที่โรงเรียนจะต้องไปรับภาระเอง ครูเอกชนก็เหมือนครูรัฐบาลครับ เป็นหนี้เหมือนกัน แต่ว่าสวัสดิการและผลประโยชน์ต่าง ๆ น้อยกว่าครูรัฐบาลเป็นอย่างมาก ดังนั้นถ้าหากว่าสภาแห่งนี้มีมติที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ ผมก็คงต้องขอ ฝากประเด็นของครูเอกชนให้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ