ณัฐวุฒิ บัวประทุม ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณและการใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ของ กสทช. ทั้งในส่วนของโครงการมัสต์แคร์รี โครงการทีวีดิจิทัล มัลติเพลกซ์เซอร์ และกองทุนยูโซ โดยเฉพาะประเด็นการเบิกจ่ายที่อาจขัดกับคำสั่ง คสช. และความไม่ชัดเจนในการแยกบัญชีและดำเนินงาน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานชี้แจงข้อมูลอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้ รวมถึงการกำกับดูแลความปลอดภัยในโครงการเน็ตประชารัฐ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขออภิปรายงบการเงิน กสทช. ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามต้องเรียนข้อจำกัดว่า ตารางเอกสารต่าง ๆ นั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพึ่งได้รับตัวเอกสารที่เป็นทางการเมื่อเช้า ที่ผ่านมา แล้วบังเอิญว่าเอกสารนั้นถึงแม้จะมีรายการที่ใกล้เคียงกัน แต่ตารางนั้น ไม่ได้เปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจน เทียบกันตารางต่อตารางกับงบที่ท่านส่งมาก่อนหน้านี้ ฉะนั้นอาจจะมีข้อจำกัดบางประการในการที่จะสอบถามความชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ เกิดความชัดเจนมากขึ้น จากรายงานก่อนหน้านี้ที่ท่านส่งเข้ามา ผมมีอยู่สัก ๓ ประเด็นใหญ่ ด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของหนี้สินหมุนเวียนในส่วนของโครงการ ที่ในนี้ใช้คำว่า มัสต์ แคร์รี (Must carry) ผมเข้าใจดีครับว่าการออกอากาศช่องสัญญาณโทรทัศน์ดาวเทียม โดยเฉพาะในกรณีของดิจิทัลทีวี (Digital TV) นั้นจะต้องมีการเรียงหมายเลข และการเรียง หมายเลขช่องดังกล่าวมีผลไปกระทบต่อช่องที่มีการประมูลเข้ามา ตรงนี้ครับ ที่เป็นผล ที่ทำให้เกิดกระบวนการแข่งขันที่อาจจะไม่เป็นธรรม มีผลบวกลบต่อผู้ที่ประมูลกับกรณีของ ดิจิทัลฟรีทีวี (Digital free TV) ต่าง ๆ และนำไปสู่กรณีที่ท่านได้พูดเอง ก็คือคำสั่ง คสช. ที่ ๗๖/๕๙ เรื่องของมาตรการการส่งเสริมการประกอบกิจการ ซึ่งได้ให้ กสทช. นั้นสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณ ประเด็นค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณตัวนี้ ในคำสั่งดังกล่าว ในข้อที่ ๖ ได้ระบุว่าให้ใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนา หรือที่ท่านใช้ชื่อย่อในภาษาอังกฤษว่า ยูโซ (USO) ตรงนี้ใช้ทั้งหมด ๓ ปีด้วยกัน ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๑-๒๕๖๒ แต่ในรายงานฉบับนี้ยังมีชื่อของโครงการมัสต์ แคร์รี (Must carry) อยู่ครับ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วกรณีงบการเงินบัญชีตรงนี้ควรจะต้องไปอยู่ในงบการเงินของยูโซ (USO) ต่างหากหรือไม่ มันไม่ควรจะเป็นงบการเงินที่อยู่ปนในเอกสารตรงนี้เดียวกัน ซึ่งผมคิดว่า ตรงนี้ท่านต้องเคลียร์ (Clear) หรือความเข้าใจให้ชัดเจนนะครับ แล้วในขณะเดียวกันครับ ในกรณีการดำเนินการโครงการนั้นซึ่งต้องแล้วเสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ บัดนี้ ผมไม่มั่นใจว่า แล้วเสร็จหรือไม่ และตกลงท่านใช้งบตัวใดในการดำเนินการดังกล่าว เพราะว่าในกรณีคำสั่ง คสช. นั้นระบุให้ไปใช้งบในส่วนของยูโซ (USO) ชัดเจน แต่ว่าในงบการเงินตัวนี้ท่านมีชื่อของ โครงการมัสต์ แคร์รี (Must carry) อยู่ในประเด็นงบประมาณที่ท่านส่งมาให้สภาแห่งนี้ นี่เป็นประการที่ ๑ ครับ
ในประการที่ ๒ ในหมวดว่าด้วยงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ส่วนของค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ มันมีเรื่องของค่าทดแทนชดเชยหรือค่าตอบแทนตามคำสั่ง คสช. ตรงนี้เยอะนะครับ ตัวเลขเพียว ๆ (Pure) ก็คือโดยประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ ผมเข้าใจว่าตรงนี้ที่นำไปสู่เรื่องการเยียวยาทีวีดิจิทัล (Digital) ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ แล้วก็ถูกยกเลิกไปตามคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๖๒ ซึ่งรวมถึงโครงการมัสต์ แคร์รี (Must carry) ที่ผมได้พูดไปเบื้องต้นแล้ว แต่ผมต้องการเห็นความจำเป็นและรายละเอียดในการดำเนินการว่า ตกลงแล้วท่านได้ใช้งบประมาณในการส่งเสริม ในการเยียวยาดังกล่าวไปแล้วทั้งหมดในเชิง รายละเอียดอย่างไรบ้าง และในขณะเดียวกันผมไปพบอีกชื่อโครงการหนึ่ง ผมเข้าใจว่า ถ้าอ่านเต็มจะชื่อว่ามัลติเพลกซ์เซอร์ (Multiplexer) หรือว่าเอ็มยูเอกซ์ (MUX) หรือโครงการ มักซ์ (MUX) โครงการมักซ์ (MUX) จริง ๆ ควรจะอยู่ในรายการตรงนี้ แต่มันไม่อยู่ มันไปอยู่ ในรายการที่เรียกว่าหนี้สินหมุนเวียนแทน ผมว่ายากสำหรับผู้ตรวจสอบบัญชี มันดูอีรุงตุงนัง ไปหมด ผมก็เห็นว่าท่านก็มีความพยายามในการตั้งคณะอนุกรรมการเข้ามาพิจารณา ในเรื่องของการชดเชยเยียวยาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีคลื่น ๗๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ถ้ามีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับกรณีของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ประมาณ ๒๒๐ ล้านบาทเศษ มีการเยียวยาให้กรมประชาสัมพันธ์ ๑๒๘ ล้านบาท มีการเยียวยาให้กับกองทัพบกอีก ๑๕๙ ล้านบาทเศษ ซึ่งทั้งหมดมันควรจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินการเรียบร้อย ภายในวันที่ ๓๐กันยายน ๒๕๖๓ ที่จะถึงตรงนี้ แต่ตรงนี้ปรากฏว่ากรณีการใช้เงิน ประมาณการหนี้สินหมุนเวียนในโครงการมักซ์ (MUX) ตกลงมันคือเงินส่วนใดกันแน่ครับ คำนี้ปรากฏทั้งในปี ๒๕๖๑ และงบการเงินปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่าถ้าเอากันจริง ๆ ท่านต้องแยกระหว่างการใช้งบการเงิน กสทช. กับงบโครงการของยูโซ (USO) ประชาชน อ่านไม่เข้าใจ ผมไม่ใช่นักบัญชีผมยิ่งอ่านไม่เข้าใจ ถึงแม้พยายามจะทำความเข้าใจตรงนี้ เพราะเจตนารมณ์หรือที่มาที่ไปของการใช้จ่ายเงินไม่เหมือนกัน นั่นเป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน อดีตก็ว่ากันไป ผมกำลังพูดวิพากษ์ไปถึง กรณีของคำสั่ง คสช. อย่างน้อยที่สุด ๒ ฉบับที่ผ่านมา ผมเองก็ไม่อยากรื้อฟื้น แต่ผมอยากจะย้ำ ให้ที่ประชุมแห่งนี้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง คสช. ในอดีตหรือหากมีคำสั่งเป็นพิเศษใด ๆ เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และผมไม่อยากให้มันเกิด แต่คำสั่งพิเศษ เหล่านี้มันดูไปส่งผลกระทบต่อคำหลักเลยนะครับ คือคำว่าวินัยการเงินกับคำสั่งพิเศษ รายงานการเงิน สตง. ผมไม่รู้ว่าเขาเขียนหรือไม่ ยังอ่านหาไม่เจอ แต่จริง ๆ ท่านในฐานะเป็น ฝ่ายเลขาธิการของ กสทช. ท่านต้องมีจุดยืนต่อพี่น้องประชาชนว่าระหว่างการปฏิบัติตาม คำสั่งพิเศษกับวินัยการเงินการคลังนั้นตกลงจุดยืนของท่านคืออย่างไร และท่านเห็นไหมว่า การดำเนินการดังกล่าวมันไปส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายเงินของกองทุนวิจัยและพัฒนา ที่เรียกว่ายูโซ (USO) ซึ่งเจตนารมณ์เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เงินที่ถูกเอามาใช้นั้นเป็นอีกแบบหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ที่เป็นปริมาณเงินในส่วนของ กสทช. ซึ่งท่านถือเงินเป็นจำนวนมาก ผมคิดว่า ถ้าท่านใช้จ่ายเพื่อความก้าวหน้าของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม ไม่มีใครว่าอะไรเลย ผมยังไม่ได้พูดถึงโครงการเน็ตประชารัฐ ด้วยนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในโครงการเน็ตประชารัฐ ท่านประธานทราบไหมว่าต้นเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมามีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่จังหวัดลำปางไปจับตู้เน็ตประชารัฐแล้วปรากฏว่า โดนไฟดูดเสียชีวิต สิ่งที่ กสทช. ทำผมยังไม่รู้ว่าท่านรายงานต่อสภาแห่งนี้ได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ท่านจ่ายเงินเยียวยากับเขาเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าการเสียชีวิตของเขาเกิดขึ้นจาก ความผิดพลาดของตู้โครงการเน็ตประชารัฐที่อยู่ในความดูแลของท่านจริง เงินอาจจะ ไม่สำคัญ ตัวเลขที่พูดถึงอาจจะไม่สำคัญ แต่คือน้ำใจและการดูทั้งหมดว่าวันนี้โครงการ ตู้เน็ตประชารัฐที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเสียชีวิตนั้นท่านจะใช้จ่ายเงินเพื่อการดูแลความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชนในอนาคตได้อย่างไร เกี่ยวข้องกับงบการเงิน กสทช. ทั้งหมด ๓ ประเด็นที่ผมได้นำเรียน ขอบพระคุณท่านประธานครับ