สำลี ชี้คำว่าปฏิรูปหมดศักดิ์ศรี ห่วงการศึกษาถอยหลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๕ สิงหาคม ๒๕๖๓

สำลี รักสุทธี วิพากษ์การปฏิรูปการศึกษาที่ล้มเหลว โดยตั้งคำถามถึงการกลับมาใช้โครงสร้างเดิมด้วยเหตุผลทางการเมือง แทนที่จะเน้นการเรียนรู้ของเด็กและห้องเรียน พร้อมชี้ว่ากระบวนการดังกล่าวไร้ผล หมดงบประมาณ และเวลาโดยเปล่าประโยชน์

นายสำลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สำลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชาวจังหวัดมหาสารคาม อันที่จริงแล้ว ผมก็ไม่อยากจะพูด แต่ฟังไปฟังมาก็อดไม่ได้ครับ เหตุที่ไม่อยากจะพูดก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ ผมเคยพูดครั้งหนึ่งแล้วว่าต่อไปจะไม่มีใครอยากจะพูดคำว่าปฏิรูปอีกแล้ว เพราะคำว่าปฏิรูปนั้น คล้าย ๆ กับว่าเป็นคำที่หมดศักดิ์ศรี หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เพราะพูดแล้วทำไม่ได้ครับ ผมเคยพูดครั้งก่อนนั้นว่าต่อไปจะไม่มีใครอยากจะพูดคำว่าปฏิรูป ท่านประธานครับ ผมขอเท้าความนิดหนึ่ง ก่อนจะมีคำว่าปฏิรูปมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ก็คือมีกลุ่มคน กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ มีการเรียกร้อง มีการเดินขบวน มีอะไร แล้วก็มีกลุ่มต่อมา อีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็กลุ่มเดิมมาเป็นครั้งที่ ๒ เป็น ๓ ครั้ง แล้วก็มีคำนี้ตามมาก็คือคำว่าปฏิรูป โดยถ้าเราคิดถึงความเสียหาย คิดถึงเงิน คิดถึงเศรษฐกิจที่มันล้มไปเป็นแสน ๆ ล้านนะครับ เพื่อให้มีคำว่าปฏิรูป คำสั้น ๆ นี้ละครับมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยบอบช้ำครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่รักประเทศไทย เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง ๓ ครั้งนั้นรู้สึกเจ็บปวด ประชาชนทั่วประเทศเจ็บปวดกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น แล้วก็มีคำว่าปฏิรูปมาบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญ เราแบ่งเป็น ๑๒ ด้าน ด้านที่ผมพูดทุกครั้งก็คือด้านการศึกษา ด้านการศึกษานี้ ถ้าจะว่าไปแล้วผมแทบจะบอกว่าไม่ก้าวหน้า นอกจากจะไม่ก้าวหน้า ไม่มีการปฏิรูปแล้ว กลับถอยหลังเสียด้วยซ้ำ ทำไมถึงบอกว่าถอยหลังครับ แทนที่ท่านจะไปปฏิรูปกระบวนการ เรียนการสอน ไปปฏิรูปวิธีการเพื่อที่จะทำให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ที่ดี มีความคิด ที่สร้างสรรค์ทันสมัย ท่านกลับไปรื้อโครงสร้างที่ขณะนั้นครูเขาต่อสู้กันมาเป็นเวลานานกว่า จะได้โครงสร้างนั้น ครูต้องเจ็บปวด ครูต้องเสียสละกว่าที่เขาจะได้รูปแบบการปกครอง ที่เขาต้องการ ท่านกลับรื้อโครงสร้างนั้นแล้วไปใช้โครงสร้างเดิมที่ใช้กันมาแล้ว ๔๐ กว่าปี นั่นก็คือท่านไปใช้ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการอำเภอ โดยที่ท่านไปหวน ไปฝันถึงอดีต ที่ผ่านมาว่านั่นคือ ผมอยากจะใช้คำว่าเหตุผลทางการเมืองนะครับ ท่านไปรื้อโครงสร้าง การศึกษาโดยใช้เหตุผลทางการเมืองเป็นหลัก ทำไมถึงบอกว่าเหตุผลทางการเมืองครับ ก็เพราะว่าในอดีตนั้นศึกษาธิการอำเภอ ศึกษาธิการจังหวัด คือหัวคะแนนของนักการเมืองที่ดี เมื่อถึงการเลือกตั้ง ฝ่ายเป็นรัฐบาลก็จะใช้หัวคะแนนใหญ่ก็คือศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการ จังหวัดก็ส่งทอดไปศึกษาธิการอำเภอ ศึกษาธิการอำเภอก็ส่งทอดไปยังครูใหญ่ ครูใหญ่นี่คือ สมัยก่อนนะครับ ครูใหญ่ก็ไปหาครูผู้สอน ไปหาครูน้อย ครูน้อยก็ลงสู่ประชาชน อันนั้นคือ เหตุผลการเมืองในสมัยอดีตเป็นมาอย่างนั้นจริง ๆ ครับ แต่ปัจจุบันนี้ท่านฝันผิดครับ การปฏิรูปจึงเกิดการต่อต้านจากครู แล้วก็จากคนทั่ว ๆ ไปอย่างขนานใหญ่ ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเหตุการณ์มันเปลี่ยนแล้ว กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอาจได้ผล แต่เหตุผลทางการศึกษาไม่ได้ผลครับ ท่านจะต้องกลับมาใช้รูปแบบที่ครูต่อสู้มา การปฏิรูปการศึกษาผมอยากจะให้ท่านได้ลงไปสู่เด็ก ลงไปสู่ห้องเรียน แต่ที่ผ่านมาไม่มีเลย อันที่จริงผมไม่อยากจะบ่น ผมไม่อยากจะว่า ไม่อยากจะต้องมาบ่นให้ชาวบ้านฟังว่าการปฏิรูปที่เราต่อสู้มาในสงครามสีเสื้อ ๓ ครั้งนั้น ล้มเหลว เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษาท่านจะต้องเดินหน้า ท่านจะต้องนำสิ่งที่ก้าวหน้า สิ่งที่ทันสมัยเข้ามาให้ผมเห็นหน่อยครับ ที่จริงตรงกันกับท่านอาจารย์กนกครับ ท่านพูด ตรงเป๊ะเลยตรงกันกับใจของผม คือต่อไปผมไม่อยากจะพูดแล้ว ที่จริงผมว่าจะไม่พูดในวันนี้ ก็อาจจะเป็นการพูดครั้งสุดท้ายก็ได้ พูดครั้งสุดท้ายไม่ใช่เป็นลางไม่ดีนะครับ ผมหมายถึงว่า ไม่อยากจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอีกแล้ว เพราะในครั้งแรกไม่มีอะไรเลย ท่านไม่มีอะไร เข้ามารายงานเลยในครั้งแรก สมัยที่อยู่ทีโอที (TOT) ไม่มีเลยครับ ครั้งที่ ๒ ก็มีนิดหน่อย ครั้งนี้ก็ยังไม่มีอะไรอีกแล้ว ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร ผมรู้สึกว่าท่านที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ท่านก็ ไม่อยากจะพูดแล้วคำว่าปฏิรูป เพราะมันเสียเวลาจริง ๆ เสียเวลาแล้วก็เสียงบประมาณ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะพูดจริง ๆ เพราะว่าพูดนี้ผมไม่ได้หมายถึงว่าผมต้องเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายอะไร แล้วก็ไม่ได้พูดถึงรัฐบาล ไม่ได้พูดถึงรัฐมนตรี ผมพูดถึงคณะปฏิรูปที่นั่งอยู่ข้างบนนี้หละครับ เขามอบให้ท่านแล้วแต่ทำไมท่านทำงาน จะเรียกว่าไม่ได้ผลก็ได้ อย่างพระราชบัญญัติการศึกษานี่ท่านทำมานี่ เห็นไหมท่านต้อง กลับไปเลย พระราชบัญญัติการศึกษาเดินต่อไม่ได้เลย แล้วก็เสียงบประมาณไปเท่าไร เสียเวลาไปเท่าไร พวกบรรดาครูทั้งหลายก็ต้องร่วมกันสร้างฉบับของเขาขึ้นมาเพื่อที่จะยื่นต่อสภา อาจจะไม่นานนะครับ เขาเข้าชื่อกันแล้วเพื่อที่จะร่าง พ.ร.บ. ขึ้นมา ซึ่งท่านประธาน ที่นั่งอยู่ข้างบนนี่ท่านก็ได้ถูกเชิญไปเหมือนกัน ผมเองก็ถูกเชิญไปเหมือนกัน เพื่อที่จะร่าง พ.ร.บ. ของครูฉบับที่แท้จริง ส่วนฉบับที่คณะปฏิรูปสร้างขึ้นมานั้นถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ขอบพระคุณครับ