สุพิศาล แจงร่างแก้ภาษีดิจิทัล เห็นปัญหาหักเงินอัตโนมัติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อภิปรายร่างแก้ไขประมวลรัษฎากร โดยขอใช้สไลด์ประกอบการอภิปราย เน้นประเด็นการจัดเก็บภาษีในเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์และสถาบันการเงิน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังต่ำ และยกตัวอย่างกรณีการหักเงินอัตโนมัติจากแอปพลิเคชันที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สิ่งแรกที่ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

สไลด์ (Slide) ผมมี ประมาณ ๖-๘ แผ่น ใช้เวลาให้พอดีนะครับ ในสไลด์ (Slide) จะบอกถึงหน้าที่ของภาษีต่าง ๆ นะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ เป็นเรื่องของภาษีที่เราควรจะต้องชําระกัน แล้วก็ในการจัดเก็บภาษีซึ่งมี ๕ ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษีบุคคล ภาษีเงินได้ นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่กําลังจะเก็บทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็อากรต่าง ๆ ในพระราชบัญญัตินี้มุ่งเน้นถึง มาตรา ๓ แต่ก่อนที่จะไป มาตรา ๓ ผมอยากจะบอกเลยว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ทําการรับฟังความคิดเห็นน้อยมาก ดูเอกสารว่ากฎหมายกําหนดให้ เจ้าของคือกระทรวงการคลังต้องทําการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ท่านไปดูสิครับว่า การรับฟัง ๒ ครั้ง ในเว็บไซต์ (Website) ในวันที่ ๑๔ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม ซึ่งใช้เวลา ๑๖ วัน และมีผู้เข้าไปชม ๑๖๙ ราย กับ ๓๕๗ ราย แต่ผู้แสดงความคิดเห็นมีแค่ ๙ ราย แล้วก็เห็นด้วย ๔ ราย ไม่เห็นด้วย ๕ ราย นี่คือสิ่งที่ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม อย่างชัดเจนนะครับ อันนี้อันหนึ่งครับ แต่ในส่วนของการเติบโตทางดิจิทัล (Digital) ผมบอกได้เลยว่าเศรษฐกิจของดิจิทัล (Digital) ประเทศไทยมีมูลค่า ๑.๖ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐครับ และมีอัตราเฉลี่ยการเติบโตแน่นอน มากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าในปี ๒๐๒๕ มันน่าจะไปถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โควิด-๑๙ (COVID-19) เอฟเฟกต์ (Effect) ไม่มีเลย ไม่มีเอฟเฟกต์ (Effect) เลยครับ เพราะมันจะมีวาลู (Value) ที่เกิดจากเอฟเฟกต์ (Effect) ของโควิด-๑๙ (COVID-19) แน่นอน มันจะทําตัวปริมาณมันขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระทรวงการคลังกําลังแก้ไข เพิ่มเติมในมาตรา ๓ โสฬส มันก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้ โดยเฉพาะใน ๑๓ มาตรา ที่สําคัญ ๆ ก็คือการกําหนดหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องของการใช้อิเล็กทรอนิกส์ คือให้อํานาจรัฐมนตรีเพื่อออก แล้วก็เป็นเรื่องของคํานิยาม และในมาตรา ๓ มาตรา ๙ และคํานิยามเฉพาะใน มาตรา ๔ มาตรา ๕ แล้วก็การเพิ่มบทบัญญัติบางบทบัญญัติ ในมาตราต่าง ๆ จะเห็นว่ามีคํานิยามที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคํานิยามต่าง ๆ แต่สิ่งสําคัญ ที่ไปกําหนดผู้ประกอบการ ตรงนี้จะมองเห็นว่าประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการใน ๑๓ มาตรา ต้องการอะไรครับ ต้องการที่จะเก็บภาษีจากผู้ใช้ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบการ ที่ลงทะเบียน คือใครครับ คือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ลงทะเบียนหรือผู้ประกอบการในธุรกิจ ต่าง ๆ แล้วก็ต้องการจัดเก็บภาษีในลักษณะที่ให้มีมูลค่าดีแต่วิธีการจัดเก็บสิ่งที่กําลังทําให้เกิด เป็นปัญหา ในเรื่องของมาตรานี้มันจะเป็นเรื่องของการส่งภาษี ทีนี้ผมจะพูดไปถึงว่า มาตราพวกนี้เป็นธุรกิจดิจิทัล (Digital) ที่เป็นอยู่บนรากหญ้าของประเทศไทย เดิมเรามีธุรกิจ ที่เป็นธุรกิจปกติอยู่แล้ว ๑๐๐ ขณะนี้การเคลื่อนของดิจิทัล อีโคโนมิก (Digital Economic) เข้ามา ๓๐ แล้วครับ แล้วมันจะเติบโตเป็น ๕๐ กับ ๕๐ เพิ่มขึ้น ฉะนั้นตัวสําคัญตรงนี้ครับ คือ สินค้าที่เป็นรูปร่างอิเล็กทรอนิกส์ที่จะให้บริการแก่ผู้ให้บริการ รัฐจะต้องออกรูปแบบของ การเก็บภาษีอิเล็กทรอนิกส์อย่างไรเมื่อตรากฎหมายแล้ว โดยเน้นจากผู้จ่ายหรือผู้ชําระ ในแพลตฟอร์ม (Platform) ช่องทางในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก โดยมิให้การจ่ายนี้ จากผู้รับบริการโดยเด็ดขาด แต่จะหักแวต (VAT) จากต้นทุนนะครับ วิธีการ ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ เหมือนท่านที่จะต้องจ่ายภาษี โดยกดไปอาลีบาบา (Alibaba) สิ่งที่สําคัญคือ ท่านจะต้องผ่านการดาวน์โหลด (Download) ทุกอย่างมาจากระบบแพลตฟอร์ม (Platform) ทั้งหมด แต่สิ่งสําคัญคือท่านต้องผ่านการชําระเงิน สถาบันการเงินทุกครั้ง ท่านดูในบัตรเครดิตท่าน ท่านจะมีรหัสพิเศษเพื่อกดเงินให้ผ่าน ฉะนั้นสถาบันการเงิน นี่แหละครับคือตัวดีที่จะเป็นตัวตัดภาษี เพราะฉะนั้น ๗ เปอร์เซ็นต์นี้ก็ต้องถูกตัดที่ สถาบันการเงิน จะต้องคอร์เปอเรต (Corporate) ตรงนี้ให้ได้เมื่อมีการกําหนดราคาแล้ว ห้ามหักจากผู้จ่าย ผู้ชําระหรือซื้อสินค้าเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) ไม่ว่าเป็นสินค้าบริโภค การศึกษาหรือระบบการเงินที่ซื้อ แต่ตัวสถาบัน การเงิน เช่น วีซา (Visa) เอเม็กซ์ (Amex) หรือแบงก์เครดิต (Bank Credit) ต่าง ๆ จะต้องอยู่ในความควบคุมของกระทรวงการคลังแล้วตัดเงินตรงนี้เมื่อเรารูดหรือกดโค้ด (Code) รหัสเพื่อจ่ายเงินบนมือถือ พอจ่ายปั๊บ ๑๐๐ บาท ๗ บาทต้องเข้ากระทรวงการคลัง ทันทีครับ อย่าทิ้งไว้อย่างนั้นครับ ไม่อย่างนั้นเงินจะไม่ได้ ผมแนะนําตรงนี้ อันที่ ๒ ถัดไปครับ ในประเด็นถัดไปคือเรื่องการเยียวยา ผมเคยใช้แอปพลิเคชัน (Application) จากมือถือครับ ขอดาวน์โหลด (Download) แอปพลิเคชัน (Application) มาแอปพลิเคชัน (Application) หนึ่ง ปรากฏว่าให้กําหนดใช้ ๗ วันฟรี แต่ไม่ได้ดูหมายเหตุแค่ปลายนิ้ว มันบอกว่ามันจะรัน (Run) อัตโนมัติครับท่าน แล้วมันก็เก็บเงินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท จากแอปพลิเคชัน (Application) ไป ๓ เดือน กว่าจะรู้เขาเรียกบิล (Bill) มาอีกเดือนหนึ่ง แล้วกว่าจะโทรศัพท์ ไปสํานักงานใหญ่ ไม่มีใครคุ้มครองครับ สถาบันการเงินก็ไม่คุ้มครอง โทรศัพท์ไปถึง ตัวสํานักงานใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์ก็ไม่คุ้มครอง และไม่แก้ให้ด้วย ต้องยกเลิกบัตรเครดิตนั้น เลยถึงจะตัดไม่ให้เงิน เสียไปเลยครับ ๓,๐๐๐ บาทฟรี ๆ เพราะอะไร เพราะอัตโนมัติครับ นี่คือสิ่งที่รัฐต้องคุ้มครองและดูแลประชาชนให้ได้ ผมฝากไว้ตรงนี้ว่าถ้าออกหลักการ ในกฎหมายที่รัฐมนตรีจะออกหลักเกณฑ์และวิธีการจะต้องครอบคลุมและเยียวยาผู้ที่เป็น ผู้มิใช่ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนก็คือประชาชนอย่างครบถ้วน ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ