เกียรติ ชี้ร่างเก็บภาษีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เสี่ยงใช้ไม่ได้จริง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายร่างแก้ไขประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริการอิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มต่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้และข้อจำกัดด้านเทคนิคและกฎหมายที่อาจทำให้มาตรการไม่ประสบผลสำเร็จในทางปฏิบัติ

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปราย ในแง่ของร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ประเด็นที่สําคัญ ก็คือว่าแนวคิดของการที่จะเข้าไปเก็บภาษีให้ทั่วถึงผมคิดว่าในโลกนี้ไม่มีใครขวาง เห็นด้วย หมดครับ แต่ต้องถามว่าสิ่งที่ร่างมานี้มันตอบโจทย์หรือไม่ หลาย ๆ ท่านยังสับสนอยู่ เพื่อความเข้าใจของท่านประธานเอง ผมจะอธิบายนิดหนึ่ง ฉบับนี้ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับ เรื่องค้าสินค้าเลย พูดถึงเรื่องค้าภาคบริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และมีการเพิ่มคําจํากัดความ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เดิมคําจํากัดความ คํานิยามมันไม่ครบ ไม่ทันกับสมัย ไม่ทันกับโลก ณ วันนี้มีการเพิ่มคํานิยามเข้าไปให้ครอบคลุมถึงการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอันนี้ หมายถึงอะไรครับ ในชีวิตจริงก็ประมาณเกมส์ (Games) หนัง หนังสือ ซอฟต์แวร์ (Software) ให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีกอันหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญมากก็คือ แพลตฟอร์ม (Platform) เดิมไม่มี วันนี้ใส่คําว่าแพลตฟอร์ม อิเล็กทรอนิกส์ (Platform Electronics) เข้าไป ซึ่งหมายถึงเป็นตลาดที่เราไปค้าสินค้า ผู้ประกอบการในไทยไปค้าสินค้า เดิมเลยถ้าเป็นการซื้อขายบริการระหว่างผู้ประกอบการต่างประเทศกับในประเทศ เป็นอย่างไรเป็นอย่างนั้นเลย ตอนนี้ไม่เปลี่ยน ก็คือภาระของการส่งภาษีวีเอที (VAT) อยู่ที่ ผู้ประกอบการในประเทศ แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศให้บริการกับผู้บริโภค ในประเทศ ณ วันนี้ เดิมเป็นผู้บริโภคในประเทศเป็นผู้ต้องนําส่งภาษี แต่มันไม่เวิร์ก (Work) มันไม่ทํางาน ก็ตอนนี้บอกว่าถ้าอย่างนั้นพวกที่อยู่ต่างประเทศแล้วขายบริการมาในประเทศ ขอให้เป็นคนต้องไปขึ้นทะเบียนจดภาษีแวต (VAT) ว่าอย่างนั้นเถอะ ผ่านออนไลน์ (Online) และมีหน้าที่นําภาษีวีเอที (VAT) หรือภาษีมูลค่าเพิ่มนําส่งให้ทางการไทย คําถามมีอยู่ว่า ระบบที่เขียนมามันจะใช้การได้หรือไม่เดี๋ยวผมจะว่าต่อไปนะครับ แล้วส่วนที่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ก็เหมือนกัน ก็ต้องมีการขึ้นทะเบียนจะได้มีตัวผู้รับผิดชอบ ทีนี้ผมอยากจะชี้ ประเด็นปัญหาอย่างนี้นะครับ ผมมีข้อสังเกต มีข้อกังวลอยู่พอสมควร ผมกลัวว่า ความพยายามที่จะทันโลกของเรามันจะบังคับใช้ได้หรือไม่ ลองฟังดูนะครับ ในกรณีบีทูซี (B2C) จากผู้ประกอบการต่างประเทศมาถึงผู้บริโภคในประเทศไทย คําถามมีอยู่ว่าถ้าเขา ไม่ไปจดทะเบียน ไม่ขึ้นทะเบียน ท่านบังคับเขาได้ไหม จะบังคับอย่างไร ท่านจะรู้ได้อย่างไร อันนี้มันลงไปถึงประเด็นปัญหาทางเทคนิคด้วย ผมไม่ทราบท่านคุยกับ กสทช. หรือเปล่า แต่เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคนิคของเรามันพร้อมหรือยังที่จะทําให้เรารู้ข้อมูลทุกอย่าง เบื้องลึกแล้วส่งต่อให้สรรพากร แล้วสรรพากรไปไล่เช็กบิล (Check Bill) กับผู้ประกอบการ เหล่านี้ รู้หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ เพราะวันก่อนผมในฐานะประธานอนุซีพีทีพีพี (CPTPP) เราไล่ดูประเด็นนี้ แล้วเชิญทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามา เชิญทั้ง สรรพากรเข้ามา เชิญแม้กระทั่งทาง กสทช. เอง ไม่มีเครื่องมือ เราเป็นมัลติเกตเวย์ (Multi Gateway) เกตเวย์ (Gateway) ของเรามีเยอะมากเลยครับ ใครคุมตรงไหน อํานาจ ทางกฎหมายมีหรือไม่ ไม่ชัดนะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวท่านออกประมวลรัษฎากรฉบับนี้ ปรับแก้ไปอย่างนี้เดี๋ยวจะเป็นหมันนะครับ ในทางปฏิบัติทําไม่ได้แล้วจะเกิดปัญหาขึ้น ต่อไปอีก อีกประการหนึ่งก็คือว่าท่านยังไม่ได้ออกกฎกระทรวง เพราะเมื่อไรคิดอะไรไม่ออกเดี๋ยวไป ว่ากันในกฎกระทรวงเรื่องเกณฑ์ต่าง ๆ กฎกระทรวงของเรื่องนี้สําคัญมากเลยครับ ในรายละเอียดว่าในทางปฏิบัติทําได้หรือไม่ พอดีท่านไม่ได้แนบมาก็เลยไม่รู้ว่าจะทําได้ หรือไม่ ถ้าจดทะเบียนง่ายก็พอเป็นไปได้ ที่ท่านบอกว่าจะเก็บได้อีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะพอเป็นไปได้ แต่ถ้ามันจดแล้วยุ่งยากไม่สามารถทําออนไลน์ (Online) ได้ หรือทํา ออนไลน์ (Online) ได้ แต่มีข้อจํากัดขึ้นมาก็จะเป็นปัญหาอีกเช่นกัน อันนี้เป็นในส่วนบีทูซี (B2C) ผมคิดว่ายังมีปัญหาอยู่ ทีนี้ในกรณีแพลตฟอร์ม (Platform) ก็คือพูดง่าย ๆ เป็นตลาดกลางให้ทุกคนในประเทศไทยทั้งผู้บริโภค ทั้งผู้ค้าใช้เป็นตลาดร่วม เป็นภาษาง่าย ๆ ท่านประธานจะได้เข้าใจ และประชาชนที่ฟังทางบ้านจะได้เข้าใจด้วย ท่านไปเขียนว่า แพลตฟอร์ม (Platform) มีหน้าที่และรับผิดเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ ถ้าเขาไม่ยอม ทําอย่างไร ถ้าเขาไม่รับทําอย่างไร แล้วท่านไปเขียนในประมวลรัษฎากรด้วยที่ท่านเสนอร่าง แก้ไขมาว่าเสียวีเอที (VAT) เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการทุกรายรวมกัน และท่าน ระบุไปด้วยว่าไม่ต้องแยกรายละเอียดแต่ละราย ถามหน่อยทําไมครับ การไม่แยกรายละเอียด แต่ละรายทําให้ท่านไม่มีข้อมูลเลยที่จะไปตรวจสอบว่ามีรายใดบ้างที่ไม่ได้นําภาษีส่ง ทางการไทย เหมารวมเลย ทําไมเขียนอย่างนั้น ตรงนี้ผมก็แปลกใจ ในการบังคับใช้ผมก็ เกรงว่าท่านจะไม่ได้ผล ไม่ได้เป้าหมายที่ท่านเขียนไว้ การบังคับใช้ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า ท่านจะทําด้วยวิธีไหน อันนี้อยู่ในมาตรา ๖ ในกรณีที่ท่านสงสัย ทุกแพลตฟอร์ม (Platform) ผมมีโอกาสพบครับ เขาบอกเขาพร้อมขอให้มีกฎหมายรองรับและมีกฎหมายที่ปฏิบัติได้ โดยไม่เป็นภาระ ทีนี้ท่านไปลดภาระเขาเกินไปหรือเปล่า ให้เขารวมทุกรายแล้วจ่ายส่งทีเดียว แทนที่จะแต่ละราย ทีนี้ก็มีปัญหาเรื่องข้อมูลอีกครับ ข้อมูลทางการค้าของแต่ละราย เขาพร้อมที่จะให้ทางแพลตฟอร์ม (Platform) รับรู้และเป็นผู้นําส่งหรือเปล่า ตรงนี้ ผมเกรงว่าในทางปฏิบัติอาจจะมีปัญหามากมายเลยครับว่าจะมีผู้ประกอบการที่เป็น แพลตฟอร์ม (Platform) รายใหญ่ผมคงไม่ติดใจ แต่รายเล็กรายน้อยหรือรายที่จะเกิดขึ้นใหม่ อาจจะไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตาม อันนี้ก็จะเป็นปัญหาได้ ทีนี้ก็มีอีกกรณีหนึ่ง ในความเป็นจริงเลย มีการซื้อสินค้าและบริการไปในธุรกรรมเดียวกัน ท่านเขียนไว้ไม่ครอบคลุม ขออนุญาต ท่านประธานอีกนิดเดียวเพราะว่ามีสาระที่มีนัยสําคัญ กรณีซื้อขายสินค้าพร้อมบริการ ท่านทําอย่างไร ในนี้ผมรู้สึกท่านไม่ได้เขียนไว้ครับ ไม่ได้เขียนไว้เลย แต่ในชีวิตจริงมีครับ มีหลายกรณี ผมซื้อสินค้าบวกบริการด้วย จะทําอย่างไรกันดี การตรวจสอบย้อนหลัง ท่านทําไม่ได้เลยครับ ท่านไม่เอาข้อมูล ผมก็ไม่ทราบว่าท่านจะรู้จํานวนผู้ประกอบการ รายชื่อผู้ประกอบการ จํานวนยอดขายของแต่ละรายได้อย่างไร ตรงนี้คือข้อสังเกต ในทั้ง ๒ หมวดใหญ่ ๆ ก็คือบีทูซี (B2C) จากผู้บริการในต่างประเทศมาถึงผู้บริโภคในไทย และกรณีของการเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ท่านนิยามเพิ่มเติมไว้ ทีนี้มาดูบทลงโทษ บทลงโทษผมก็ต้องไปอิงมาตราเดิม มาตรา ๘๙ ของประมวลรัษฎากร ก็มีทั้งแพ่งและอาญา ผมไม่ลงรายละเอียด คําถามมีอยู่ว่าคนอยู่ต่างประเทศท่านบังคับเรื่องอาญาอย่างไรครับ แล้วแพ่งด้วย บังคับวิธีไหนดี ก็ยังไม่มีความชัดเจน อยากขอคําตอบท่านด้วย ปัญหาสุดท้าย เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าใหญ่ที่สุด ก็คือความเหลื่อมล้ําของผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ในประเทศไทย กับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ท่านประธานทราบไหมครับ วันนี้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศไทยจ่ายภาษีอะไรบ้าง จ่ายทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องนําส่ง และจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็คือกําไรล่วงหน้าขอไปก่อน สรรพากรรับไปก่อน และมีภาษีอื่น ๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะ บางกรณีมีภาษีท้องถิ่น แต่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ในต่างประเทศเสียเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม คําถามมีอยู่ว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าระบบกฎหมาย ของประเทศไทยเป็นอย่างนี้ผมเฮโลกันไปจดทะเบียนในต่างประเทศเลยครับ เพราะผมอยู่ในประเทศไทยจดทะเบียนในประเทศไทยเริ่มต้นก็แข่งไม่ได้แล้วครับ ภาระทางภาษีที่ผมต้องเสียมากกว่ากับการที่ผมไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน จดทะเบียนในต่างประเทศง่าย ไม่ยากเลยนะครับ เมื่อไรก็แล้วแต่ถ้าทําให้เกิดความเหลื่อมล้ํา ระหว่างผู้ประกอบการประเทศไทยกับผู้ประกอบการต่างประเทศ เขาไปต่างประเทศครับ แล้วในเฉพาะเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ง่ายมากเลยครับ ฉะนั้นที่ท่านร่างมาทั้งหมด มันยังไม่มีคําตอบ ถามว่าประเทศอื่นนึกถึงเรื่องอื่นบ้างหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ ประเทศอื่นเขาไปไกลกว่านี้เยอะแล้ว เขาใช้คําว่าดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) เขาไม่คิดเรื่องโครงสร้างภาษีพื้นฐานที่เรากําลังทํากันอยู่ เขาไป ดิจิทัล แทกซ์ (Digital tax) แล้ว ผมยกตัวอย่างนะครับ ในสหราชอาณาจักร ๒ เปอร์เซ็นต์ของธุรกรรมเลย ประเทศอินโดนีเซียประเทศอยู่ตรงนี้ไปไกลกว่าเราเยอะนะครับ เขาเก็บทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บล่วงหน้าภาษีรายได้ด้วยสําหรับอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ทุกกรณี และของเขา พูดชัดเจน กฎหมายเขาชัดเจนเลยนะครับ ถ้าไม่ปฏิบัติตามทั้งบล็อก ทั้งแบน (Ban) เพราะเขาสามารถควบคุมเกตเวย์ (Gateway) ได้ วันนี้ถ้าท่านประธานถามกรมสรรพากร กรมสรรพากรบอกไม่ทราบเหมือนกัน บล็อกได้ไหมหรือไม่ได้ ก็ต้องไปถาม กสทช. พอถาม กสทช. กสทช. ก็ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นี่คือ ปัญหาที่เราไม่คุยกันและหาข้อยุติที่ดีที่สุด ประเทศฝรั่งเศส ๓ เปอร์เซ็นต์ ดิจิทัล เซล แทกซ์ (Digital Sale Tax) ประเทศแคนาดา ประเทศเบลเยียม ๓ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน กําลังศึกษาอยู่ คําถามมันมีอยู่ว่าพวกเราศึกษามาดีแค่ไหน ของเราที่ยังเสนอเข้าสภานี้ผมว่าพื้นฐานมาก ในขณะที่หลายประเทศในโลกเขาไปไกลกว่านี้มากแล้ว ผมก็ต้องแสดงความกังวลตรงนี้ นะครับ