สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครอง โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องของอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับปรุงกระบวนการวินิจฉัยคดีและการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ และเรียกร้องการปรับปรุงค่าตอบแทนให้ใกล้เคียงกันในแต่ละศาล เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดชลบุรี ผมเองได้อ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ผมเห็นด้วย ในหลักการ แม้ว่าหลักการจะมีอยู่เพียง ๔ ข้อใน ๘ มาตรา แต่อย่างน้อยที่สุดใน ๔ ข้อนี้ ก็มีความหมาย แล้วก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับการแก้ไขปรับปรุง ผมอยากเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในการที่จะแก้ปัญหา ในเรื่องของความขัดแย้งเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยเฉพาะกฎหมายฉบับนี้ ดังที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงมันเป็นสิ่งหนึ่งที่มีประวัติอันยาวนานพอสมควร ซึ่งนอกเหนือจากในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาความขัดแย้งในเรื่องของเขตอํานาจ ของศาล แล้วก็ในเรื่องของคําสั่งหรือคําพิพากษาที่มีความขัดแย้งกันแล้ว ในอีกส่วนหนึ่ง ที่เป็นวัตถุประสงค์หลักก็คือในเรื่องของการที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของกระบวนการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นในเรื่องของวิธีการชั่วคราวก่อนคําพิพากษาก็ดี หรือว่าในเรื่องของ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับวิธีการในการนําเสนอการพิจารณา แล้วก็การวินิจฉัย ของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล ซึ่งจะทําให้กระบวนการเหล่านี้ ไม่มีปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง แนวโน้มปัญหาจะเกิดขึ้นทวีมากยิ่งขึ้น แล้วก็ปัญหาเหล่านี้ผมคิดว่าการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๐ ก็เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะทําให้ การพิจารณา โดยเฉพาะศาลปกครองมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในมาตรา ๑๐ เป็นเรื่องที่ เดิมกําหนดเอาไว้ว่าให้คู่ความ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกฟ้องสามารถที่จะยื่นคําร้องต่อศาล เพื่อวินิจฉัยในเรื่องของเขตอํานาจศาล โดยให้ดําเนินการก่อนที่มีการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก โดยวิธีพิจารณาของศาลยุติธรรม ศาลทหารอาจจะเป็นแนวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าในส่วนของคดีปกครอง การนั่งพิจารณา ครั้งแรกหมายถึงกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นลงแล้ว แล้วก็กําลังที่จะมี การพิจารณาพิพากษา ดังนั้นกระบวนการถ้าหากว่ายื่นคําร้องในช่วงเวลานั้นก็จะทําให้คดี มีความล่าช้าไปค่อนข้างเยอะมาก นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ตรงนี้แล้ว การที่จะให้อํานาจ ศาลที่จะมีการพิจารณาต่อไปหรือไม่ ก็เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะให้ดุลยพินิจของศาลดูว่า คดีมันจะมีความล่าช้า มีการประวิงคดีหรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญที่ผมอยากเรียนก็คือกระบวนการในการที่จะ วินิจฉัยคําร้องขอก็มีความยืดหยุ่นที่จะให้มีการขยายระยะเวลาที่จําเป็นได้ ซึ่งตรงนี้ศาล ถ้าหากอนุญาตก็จะต้องบันทึกไว้ในเหตุของความจําเป็นเหล่านี้ ๒ ข้อนี้เป็น ๒ ข้อที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเหล่านี้ ส่วนในเรื่องของการที่จะทําให้การทํางานของ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น กระผมเอง ก็เห็นด้วย เพราะว่าในทุกกระบวนการของศาลอื่นก็มีการเพิ่มผู้ช่วยเลขานุการเข้าไป จะทําให้การทํางานมีความคล่องตัว มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การมีค่าตอบแทน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุก ๆ กรณีของศาลอื่น หรือว่าองค์กรอื่นเช่นเดียวกัน ที่มีเจ้าหน้าที่แล้วก็ต้องมีค่าตอบแทนให้เขา ส่วนในเรื่องของ ค่าตอบแทนที่จะกําหนด ผมคิดว่าผมอยากให้การดําเนินการในเรื่องนี้มีแนวทางเดียวกัน เราจะเห็นกฎหมายที่มีการนําเสนอต่อสภาแห่งนี้มีการกําหนดตัวเลขที่อาจจะมีความแตกต่าง กันบ้าง ตรงนี้ผมคิดว่าคงจะมีโอกาสได้ไปคุยกันในชั้นคณะกรรมาธิการว่าในแต่ละศาล ควรจะมีมาตรฐานในเรื่องของค่าตอบแทนที่ใกล้เคียงกัน ผมเรียนว่าในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นอกเหนือจากหลักการที่สําคัญแล้ว ผมคิดว่าส่วนที่สําคัญอีกประการหนึ่งที่เป็น การสอดคล้องกับหลักการก็คือในเรื่องนี้จะเป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี เป็นเรื่องที่บุคคลได้รับผลกระทบจากคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ถึงที่สุดแล้วก็มีความขัดแย้งกัน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของการทําคดีนั้น ผมคิดว่านอกเหนือจากการที่ จะทําให้คดีไม่มีการประวิง ก็ยังทําให้ความรวดเร็วในการพิจารณานั้นเป็นสิ่งที่สําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประสิทธิภาพ ประชาชนที่มีคดีจะได้รับความเป็นธรรมมาก ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทําให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่สําคัญที่สุด เพราะว่ากระบวนการใด ๆ ก็แล้วแต่ที่ดําเนินการอยู่ทุกวันนี้ ความเป็นธรรม ผมคิดว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดําเนินการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหลาย ดังนั้นในหลักการเหล่านี้ผมจึงเห็นด้วยที่จะมีการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ