ณัฐวุฒิ ตั้งคำถามร่าง พรบ.วินิจฉัยอำนาจศาล หวั่นกระทบประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยตั้งข้อสังเกตถึงข้อบกพร่องของกฎหมายปี 2542 และความล่าช้าที่เกิดขึ้นกว่า 20 ปี พร้อมตั้งคำถามถึงความชัดเจนในการใช้อำนาจของศาลทหารในคดีที่เกิดจากยุค คสช. และการเข้าถึงกลไกขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยของประชาชน นอกจากนี้ยังกังวลต่อความชัดเจนของกลไกการโอนคดีระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองภายใต้ร่างมาตรา 4 รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยกฎหมายของการเสนอพระราชกฤษฎีกาเรื่องค่าตอบแทนคณะกรรมการก่อนที่กฎหมายแม่บทจะผ่านสภา จึงเรียกร้องให้มีการชี้แจงเพื่อคลายข้อสงสัยก่อนให้การสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขออภิปรายในชั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ความจริงเรื่องนี้อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณากราบเรียนต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ว่า เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นหมุดหมายหรือมีการเปลี่ยนระบบศาลจากระบบที่เรียกว่าศาลเดี่ยวเป็นศาลคู่ อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศนั้นการจะมีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด หรือการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ ระหว่างศาล มีรูปแบบที่ไม่เหมือนกับประเทศไทย ความจริงในประเทศฝรั่งเศสนั้นมีลักษณะ การเป็นศาลที่เรียกว่าทริบูนัล เดส คอนฟลิกต์ส (Tribunal des Conflicts) ซึ่งเขาจะดู ทั้งประเด็นที่เรียกว่าการขัดกันในเชิงลบ เช่นเรื่องที่ศาลปฏิเสธที่จะใช้อํานาจหน้าที่ หรือเรื่องที่ยื่นเข้ามานั้นไม่ได้อยู่ในอํานาจหน้าที่ หรือประเด็นเรื่องการขัดกันในเชิงบวก หรือแม้กระทั่งประเด็นเรื่องการขัดกันในส่วนของคําพิพากษา ซึ่งท่านผู้ชี้แจงได้กรุณา นําเรียนไปแล้ว อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับปี ๒๕๔๒ นั้น วันนี้ ๒๐ กว่าปีเศษ ผมจึงจําเป็น ที่จะต้องมีเหตุผล ข้อสงสัย ข้อซักถาม หรือข้อสังเกตอยู่สัก ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ เนื่องจากว่าการแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขเล็กน้อยในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มิใช่การแก้ไขทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๒๑ มาตรา ผมเองแม้กระทั่งเรียนมาในด้านกฎหมาย แต่ว่าก็ไม่ได้ใช้กฎหมายเป็นประจํา อ่านแล้ว ก็ไม่เข้าใจมากนักว่าตกลงแล้วรูปแบบที่มีการขัดกันทั้ง ๓ รูปแบบ ทั้งในเชิงการปฏิเสธ ทั้งในเชิงอํานาจหน้าที่ที่ซ้อนกัน หรือในคําพิพากษา หรือการวินิจฉัยนั้น กระบวนการจะต้อง เป็นไปหรือเป็นมาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามผมขอความชัดเจน ถามแบบชาวบ้านในฐานะ ผู้แทนประชาชนว่าในกรณีที่ท่านมีการร่าง พ.ร.บ. ในมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๐ และตัวร่าง พ.ร.บ. ในมาตรา ๗ ว่ากรณีแบบนี้ เช่น ถ้า ณ ขณะนี้มีคดีที่ค้างการพิจารณา อยู่ในศาลทหาร ซึ่งสืบทอดอํานาจมาตั้งแต่สมัยมีการฟ้องคดีในสมัย คสช. ที่ผ่านมา ร่างมาตรา ๗ ของท่านบอกว่าจะพิจารณาคล้าย ๆ เป็นบทเพิ่มระยะเวลาการยื่นการวินิจฉัย ว่าตกลงแล้วอยู่ในอํานาจของศาลทหารจริงหรือไม่ ความชัดเจนผมมีนิดเดียวครับว่า ณ ขณะนี้ถ้ามีคดีแบบนี้เข้ามาในอนาคต ตกลงแล้วถ้าเขาเห็นว่าเรื่องที่ถูกพิจารณาอยู่ใน ศาลทหารไม่น่าจะเป็นอํานาจของศาลทหาร ประชาชนหรือคนที่ถูกฟ้องคดีอยู่ก็สามารถ หยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาให้มีการพิจารณาโดยกรรมการว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในอํานาจของศาลทหาร ได้หรือไม่ นี่เป็นกรณีที่ ๑

ประการที่ ๒ การแก้ไขระยะเวลาการวินิจฉัยชี้ขาด ความจริงผมเห็นด้วย ในร่างมาตรา ๔ ถ้าผมอ่านไม่ผิด ท่านขยายระยะเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดจากเดิม ๖๐ วัน บวกอีก ๓๐ วัน บวกอีก ๓๐ วัน เป็นรวมแล้วไม่เกิน ๑๒๐ วัน ผมยกตัวอย่างในบางคดี ที่เกิดขึ้นในอดีต เช่นกรณีการโต้แย้งอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง ในกรณีชาวบ้านที่บ้านปุโละปุโย จังหวัดปัตตานี พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ขอร้องค่าเยียวยาเสียหายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดําเนินการ ก็มีการฟ้องต่อศาลยุติธรรม แต่เจ้าหน้าที่ก็โต้แย้งว่าคดีแบบนี้อยู่ในศาลปกครอง ในท้ายที่สุดคดีนั้นใช้ระยะเวลา ๒ ปีกว่า ที่จะมีการวินิจฉัยว่าตกลงแล้วอันนี้อยู่ในกรอบอํานาจของศาลยุติธรรม ฉะนั้นการแก้ไข ระยะเวลาดูดีครับ แต่ระบบไม่ใช่อัตโนมัติแบบนั้น เพราะว่าระบบบอกว่ากรณีเมื่อบอกแล้วว่า อันนี้อยู่ในอํานาจศาลยุติธรรม เป็นเรื่องของผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นคําร้องต่อศาลปกครอง ให้ศาลปกครองโอนคดีไปศาลยุติธรรม ผมพยายามจะอ่านในร่างฉบับนี้ ผมยังไม่เห็นข้อความ ว่าในท้ายที่สุดแล้วกรณีถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดออกมาแล้วว่าต้องอยู่ในอํานาจของ ศาลใด ตรงนี้ระบบจะโอนไปอัตโนมัติหรือไม่ หรือใครจะต้องเป็นคนดําเนินการแบบใด ไม่อย่างนั้นภาระก็ตกอยู่กับพี่น้องประชาชนอีกนะครับ ฉะนั้นตรงนี้ไม่รู้ว่าได้แก้หรือไม่ หรือมีแนวปฏิบัติอยู่แล้วหรือไม่ แต่ถ้ามีแนวปฏิบัติอยู่แล้วขอความชัดเจนให้พี่น้องประชาชน เข้าใจสักนิดหนึ่งครับ

ประการที่ ๓ เป็นประการสุดท้าย ความจริงผมเห็นด้วยในหลักการที่จะมี การเพิ่มค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งท่านมีภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นแน่นอน ผมก็เข้าใจ แต่ก็บังเอิญว่า ดูไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทําไมกฎหมายลักษณะแบบนี้ถึงเข้าสภาช่วงนี้บ่อยจัง สัปดาห์ที่แล้วก็มี พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองก็เข้าสภาพูดถึงเรื่องค่าตอบแทนกรณีที่จะมีการประชุมใหญ่ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผมไปอ่านบังเอิญเจอแบบนี้ครับ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ มีมติคณะรัฐมนตรีให้เสนอ ร่างฉบับนี้สู่สภา ก็เป็นที่มาของวันนี้ ผมไม่ติดใจ แต่ในวันดังกล่าวคณะรัฐมนตรี ได้รับหลักการพระราชกฤษฎีกาประโยชน์ตอบแทนคณะกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. .... ความจริงใช้เงินไม่มาก ประธานกรรมการจากเดิมนั้นเคยได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อไปนี้เป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน กรรมการจาก ๘,๐๐๐ บาท เป็น ๑๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน เลขานุการจาก ๘,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ผู้ช่วยเลขานุการที่ไม่เคยได้จะได้ เพิ่มเติมอีกเป็น ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ในท้ายที่สุดงบประมาณท่านใช้อีกประมาณปีละล้านกว่าบาทเศษ ผมไม่ติดใจเลย แต่สิ่งที่ผมติดใจก็คือความชอบด้วยกฎหมาย เพราะว่าตัวกฎหมายแม่บท ก็คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล สภาเรา ยังไม่ได้รับหลักการเลยครับ แต่ตกลงคณะรัฐมนตรีซึ่งอํานาจเป็นของท่านเป็นกฎหมาย ฝ่ายบริหารที่ท่านจะออกพระราชกฤษฎีกา แต่ในเมื่อกฎหมายแม่บทยังไม่มีแล้วการที่ท่าน เตรียมออกพระราชกฤษฎีกาตรงนี้ตกลงท่านทําได้หรือไม่ มันเพราะเหตุใดละครับ ผมคิดว่า ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้กระมัง ขอให้สภาแห่งนี้หรือวุฒิสภาผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกไป ก่อนแล้ว ตัวพระราชกฤษฎีกาที่จะพูดถึงค่าตอบแทนต่าง ๆ ก็ตามมาได้ อันนี้ผมคิดว่า เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งจําเป็นที่ทางผู้ชี้แจงท่านต้องตอบนิดเดียวเพื่องด ความคลางแคลงใจและข้อสงสัยจากพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามหากคําถามของผม หรือข้อสังเกตของผมที่ตั้งไว้ ๓ ประเด็นในวันนี้ได้รับคําตอบ ผมและในนามของ พรรคก้าวไกลก็ยินดีที่จะสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะเห็นว่าพี่น้องประชาชนจะได้ ประโยชน์ ขอบพระคุณท่านประธานครับ