วิษณุ เครืองาม เสนอร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฉบับปรับปรุง โดยชี้ปัญหาความขัดแย้งในการพิจารณาคดีจากกรณีฟ้องต่างศาลและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น พร้อมเสนอแก้ไขหลักเกณฑ์การพิจารณา กำหนดระยะเวลาดำเนินการ ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการกลาง และเพิ่มผู้ช่วยเลขานุการพร้อมสิทธิประโยชน์ เพื่อให้กระบวนการมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และรองรับภาระงานที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
ท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อกรุณารับไว้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีหลักการดังต่อไปนี้
หลักการ คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฉบับหลักที่เคยมีมาก่อน ประมาณ ๒๐ ปีมาแล้ว คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นดังต่อไปนี้
๑. แก้ไขเพิ่มเติมกรอบระยะเวลาของกระบวนการโต้แย้งเขตอํานาจศาล สําหรับการฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือศาลอื่นที่ไม่ใช่ศาลยุติธรรมและศาลทหาร และในระหว่างเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอํานาจศาล ให้ศาลที่รับฟ้องมีดุลยพินิจ ในการพิจารณาคดีต่อไปหรือไม่ก็ได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง)
๒. แก้ไขเพิ่มเติมระยะเวลาการพิจารณาคําร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด กรณีที่คําพิพากษาหรือคําสั่ง ที่ถึงที่สุดระหว่างศาลเกิดความขัดแย้งกันเอง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔ วรรคสาม)
๓. ได้กําหนดเพิ่มเติมจากเดิมให้มีผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล เพื่อทําหน้าที่ช่วยเหลืองานของเลขานุการคณะกรรมการ วินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลกําหนด (เพิ่มความในมาตรา ๑๘ วรรคสอง)
๔. เมื่อแก้ไขให้มีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการได้แล้ว ก็ขอแก้ไขอีกประเด็นหนึ่ง เพิ่มเติม คือให้ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล ดังกล่าวนั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙)
เหตุผล โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บังคับใช้มาเป็นเวลานานประมาณ ๒๐ ปีแล้วดังกล่าว บทบัญญัติบางมาตรา จึงมีข้อขัดข้องในการบังคับใช้หรือในทางปฏิบัติสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกรอบระยะเวลา ของกระบวนการโต้แย้งเขตอํานาจศาลสําหรับการฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือศาลอื่นที่ไม่ใช่ ศาลยุติธรรมและศาลทหาร และในระหว่างเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอํานาจศาลนั้น ให้ศาลที่รับฟ้องไว้มีดุลยพินิจในการที่จะรอการพิจารณาหรือจะพิจารณาคดีต่อไปก็ได้ แล้วก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระยะเวลาการพิจารณาคําร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่ปรากฏว่าคําพิพากษาหรือคําสั่ง ที่ถึงที่สุดในระหว่างศาลเกิดความขัดแย้งกันเอง รวมทั้งกําหนดให้มีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการดังกล่าวในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ ระหว่างศาลกําหนดขึ้น และให้ผู้ช่วยเลขานุการที่ว่านั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ กําหนดในพระราชกฤษฎีกา จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ผมขออนุญาตรบกวนใช้เวลาท่านประธานอีกเล็กน้อยสําหรับที่จะกราบเรียน เหตุผลและความเป็นมาเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยเรามีศาลซึ่งทํา หน้าที่พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีความนั้นหลายศาล คือศาลศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร แล้วก็เผื่อว่าอาจจะมีศาลอื่นต่อไปในอนาคต จึงมีคําว่าศาลอื่นติดเข้ามาด้วย เมื่อมี ๔ ศาลเช่นที่ว่านี้ปัญหาก็จะเกิดขึ้น เมื่อเวลาที่มีการไปฟ้องร้องคดีไปที่ศาลใดศาลหนึ่ง แล้วก็ปรากฏว่าความจริงศาลนั้นไม่ควรที่จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา เพราะเป็นเรื่องที่ตกอยู่ใน อํานาจหน้าที่ของศาลอื่นที่มีอยู่อีก ๒-๓ ศาล ตรงนี้ก็เลยเกิดปัญหามาตั้งแต่ในอดีต
อีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะเป็นปัญหาได้นอกจากมีปัญหาเรื่องเขตอํานาจศาลแล้ว ยังเป็นกรณีที่คู่ความนําคดีไปฟ้องต่างศาลกัน ซึ่งอาจจะเป็นการฟ้องโดยตั้งประเด็น ที่แตกต่างกันออกไป จึงสามารถฟ้องในคดีต่างศาลกันได้ แต่ผลก็ปรากฏว่าคําพิพากษา หรือคําสั่งเช่นว่านั้นเกิดความขัดแย้งกันจนยากต่อการบังคับคดีหรือการปฏิบัติ นี่ก็เป็น ข้อขัดข้องอีกข้อหนึ่งจาก ๒ ข้อคือเรื่องเขตอํานาจศาลและการใช้อํานาจในการพิจารณา พิพากษาหรือคําสั่งของศาลนี่เอง ในนานาประเทศที่มีระบบอย่างเดียวกันเขากําหนดให้มี องค์กรกลางเพื่อจะวินิจฉัยชี้ขาด เช่น ในประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี เป็นต้น ประเทศไทยเราก็รับเอาระบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๕๐ จนถึงฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในปัจจุบัน คือมีคณะกรรมการกลางที่เรียกกันว่าคณะกรรมการ ซึ่งทําหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการนี้มี ๗ คน ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด คือประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสํานักงานตุลาการของศาลทหาร และยังจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน ๔ คน รวมเป็น ๗ คน ในอดีตเมื่อประมาณเกือบ ๒๐ ปีตอนที่เรามีระบบนี้ใหม่ ๆ เรื่องที่จะ เข้าไปสู่คณะกรรมการให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนี้ควรจะไปขึ้นศาลใด ฟ้องกันที่ศาลใดนั้น ยังมีน้อย ปีหนึ่งตกประมาณ ๔๐-๕๐ เรื่อง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปประมาณ ๒๐ ปีจนถึงบัดนี้ มีเรื่องที่จะเข้าไปสู่คณะกรรมการให้วินิจฉัยชี้ขาดมาก บางปีถึง ๒๐๐ เรื่อง โดยเฉลี่ยแล้ว คณะกรรมการต้องพิจารณากันเดือนหนึ่ง ๑๐ กว่าเรื่องเสมอมา และนอกจากคดีความที่จะ เข้าไปมันมากขึ้นแล้วประเด็นก็จะเริ่มซับซ้อนมากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการให้ ความเป็นธรรมและแก้ไขข้อขัดข้องใน ๓ ประเด็น จึงสมควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไข สํานักงานศาลยุติธรรมจึงได้ยกร่างและเสนอมายังรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเห็นชอบด้วย เสนอให้มี การรับฟังความเห็น เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก็ออกมาเป็นร่างนี้ ๓ ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ
ประเด็นที่ ๑ เดิมทีเมื่อมีการอ้างว่าเกิดความขัดแย้งในเขตอํานาจศาล ศาลหนึ่งก็จะต้องส่งเรื่องไปสู่อีกศาลหนึ่งเพื่อขอความเห็น ระหว่างที่ส่งกันไปส่งกันมานั้น อาจจะใช้เวลานาน กฎหมายเดิมฉบับปี ๒๕๔๒ ให้ศาลหยุดการพิจารณาไว้เพื่อรอคําวินิจฉัย คณะกรรมการ ตรงนี้ก็ทําให้เกิดปัญหาว่าบางครั้งเป็นช่องทางในการหน่วงเหนี่ยว ถ่วงเวลา หรือชะลอเรื่อง เพราะฉะนั้นการแก้ไขครั้งนี้จึงให้ศาลมีอํานาจที่จะใช้ดุลยพินิจได้ว่า ควรจะหยุดรอไว้ หรือควรจะดําเนินการพิจารณาสืบพยานหรือว่ากล่าวกันต่อไป เพื่อจะได้ ไม่เป็นการเสียเวลา
ประเด็นที่ ๒ เวลาที่เกิดปัญหาเรื่องการบังคับคดีหรือคําพิพากษา หรือคําสั่งศาลขัดแย้งกันนั้น ของเดิมให้คณะกรรมการวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ซึ่งเมื่อคดีความมากขึ้นในปัจจุบันตกประมาณปีละ ๒๐๐ เรื่องดังที่กราบเรียนท่านประธาน และบางครั้งบ่อยครั้งต้องศึกษาเทียบเคียงเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ จึงสมควรที่จะขยาย ระยะเวลาจาก ๓๐ วันให้แล้วเสร็จนี้เป็น ๖๐ วัน นั่นก็เป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ เดิมทีในคณะกรรมการนี้มีตําแหน่งเลขานุการอยู่คนเดียว ซึ่งต้องมาจากเลขานุการศาลฎีกา ไม่มีผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งที่จะต้องศึกษาค้นคว้า แปลหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ในต่างประเทศ เพราะว่าระบบนี้เราเอามาจากของต่างประเทศเขา บ่อยครั้งต้องแปลคําพิพากษาหรือตํารับตําราของประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี นี่คือสิ่งที่ พบตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็จําเป็นที่จะต้องมีตําแหน่งผู้ช่วยเลขานุการเพิ่มขึ้น ครั้งนี้ก็แก้ไข ให้มีได้ ๒ คน และเมื่อมีแล้วก็จําเป็นจะต้องให้ค่าตอบแทนตามสมควร
ทั้งหมดจึงเป็น ๓ ประเด็นที่ขอประทานกราบเรียนเสนอมาเพื่อสภากรุณา รับไว้พิจารณาในโอกาสนี้ครับ