คารม แจงคดีจราจรยังไม่สิ้นสุด หนุนวินัยจราจร-เสนอใบขับขี่นักท่องเที่ยว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

คารม พลพรกลาง ชี้แจงกรณีคดีจราจรที่เกิดบนท้องถนน โดยย้ำว่ากฎหมายมีเพื่อคุ้มครองประชาชน และคดียังไม่สิ้นสุดหากมีพยานหลักฐานใหม่ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีวินัยในการใช้รถใช้ถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ และเสนอให้พิจารณาการออกใบขับขี่ชั่วคราวสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและควบคุมการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยย้ำความเหมาะสมของการใช้คำว่า "ควร" แทน "ต้อง" ในการเสนอแนะของกรรมาธิการ เนื่องจากไม่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย และได้เสนอให้ดำเนินการตามข้อเสนอภายในหนึ่งปีตามที่ระบุในรายงานหน้า 95 ถึง 96

นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะกรรมาธิการ ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ ให้โอกาสชี้แจง แล้วก็จะขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ เพื่อให้กระชับ เพราะเห็นว่าได้ใช้เวลามานาน แต่ก็ต้องขอบคุณคําถามที่เป็นประโยชน์นะครับ สําหรับของท่าน พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ซึ่งได้ถามเกี่ยวกับเรื่องคดีที่เป็นที่สนใจขณะนี้ เท่าที่ผมได้จด แล้วก็ได้ติดตาม คําถามของท่าน รวม ๆ แล้วท่านก็พูดถึง เขาเรียกว่าอภิสิทธิ์กรณีเกิดขึ้นในการใช้รถ ใช้ถนน ผมขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการจราจร ทางบก เขาออกมาเพื่อคุ้มครองสาธารณะ สาธารณะคือบุคคลทั่วไป เพราะฉะนั้นกฎหมาย ฉบับนี้ได้เขียนไว้ครอบคลุมแล้ว เพียงแต่ว่าเวลาเกิดขึ้นมันก็จะมีกรณีที่คนเราเวลากระทําผิด ก็จะหลีกเลี่ยง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า พยานหลักฐานต่าง ๆ ในเรื่องที่ท่านกล่าวถึงคดีนี้ยังไม่ได้สิ้นสุด คดีนี้ยังอยู่ในชั้นของ พนักงานอัยการ หมายความว่าคําว่า สิ้นสุด คือสิ้นสุดโดยคําสั่งตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ถ้าหากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ พยานหลักฐานใหม่ก็ต้องเป็น ใหม่จริง ๆ ก็ยังสามารถที่จะไปศาลได้ เพราะเหตุนี้ไม่ได้จบที่ศาล ยังสามารถฟ้องใหม่ ไม่ได้เป็นฟ้องซ้ํา เพียงแต่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าพยานบุคคลมันยัง เปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ถ้าเป็นพยานนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมจะไม่กล่าวก้าวล่วงไปในเรื่องคดี แต่เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ท่านสอบถามมา ถามกรรมาธิการมา ก็ขอเรียนว่าเรื่องนี้เราต้องช่วยกัน เราก็ไม่ควรจะใช้อภิสิทธิ์ชนด้วย ในฐานะที่เราเป็นคนไทย แล้วก็กราบเรียนด้วยว่าประชาชนทุกคนก็ต้องมีระเบียบ มีวินัย ในการใช้รถใช้ถนนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ และเป็นเรื่อง ที่ต้องร่วมมือกัน เพราะเหตุว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุในลักษณะที่ท่านทราบจากรายงาน มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเยอะจริง ๆ ขออนุญาตตอบสั้น ๆ อย่างนี้เพื่อไม่ให้กระทบ บุคคลภายนอก แต่ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายยังถือว่าคดีนี้ถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ ก็อย่างที่ทราบยังไปได้ ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ

กรณีของท่าน ส.ส. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ที่สอบถามกรรมาธิการ อันนี้ ต้องกราบเรียนว่าอยู่ในรายงานฉบับนี้มีอยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องของการขับรถ ๔ ชั่วโมง แล้วก็ ต้องหยุดกลับมาเป็น ๒ ชั่วโมง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าอยู่ใน หน้า ๙๕ และหน้า ๙๖ แล้วก็มีไทม์ไลน์ (Timeline) ท่านลองเปิดดู ได้กําหนดไว้ว่าควรจะ แก้ไขในระยะเวลาเท่าไร เพราะต้องเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเองก็ขับรถในการเดินทาง ขึ้นลงภูมิลําเนาต่างจังหวัดว่าเป็นเรื่องจําเป็นที่จะต้องมีทั้งเรสต์ แอเรีย (Rest area) มีทั้ง การหยุดที่พอดี แก้จากทางกรรมาธิการได้แก้ให้เหลือ ๒ ชั่วโมงมีข้อเสนอแนะ มีไว้อยู่ใน หน้า ๙๕ หน้า ๙๖ ท่านสมาชิกลองเปิดดู ผ่านท่านประธานไปให้สมาชิกลองเปิดดู มีเขียนไว้แล้วว่าควรดําเนินการตามข้อที่เท่าไร ภายในเวลา ๑ ปี อย่างที่บอกนะครับ ประเด็นมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติถามว่าทําไมต้องเขียนคําว่า ควร ก็ต้องเรียนว่ากรรมาธิการ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกตั้งมาเป็นกรรมาธิการ ไม่ใช่รัฐบาล คําว่า ควร จึงเป็น คําพูดที่เหมาะสม คนที่จะใช้คําว่า ต้อง ได้ ก็ต้องเป็นศาลเท่านั้นละครับ ต้องจําคุก ต้องปรับ เพราะฉะนั้นการใช้คําว่า ควร จึงเหมาะสมแล้ว ก็ขออนุญาตกราบเรียนเชิญท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ

ส่วนของท่าน พลตํารวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี ซึ่งเป็นข้าราชการตํารวจเก่า ซึ่งเป็นคําถามที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนักท่องเที่ยวควรจะมีใบอนุญาตให้ใช้ใบขับขี่ชั่วคราวไหม รวมทั้งเวลากรณีที่มีนักท่องเที่ยวเยอะมาก ๆ เป็นช่องทางหารายได้เข้าประเทศซึ่งถูกต้อง แต่เรื่องนี้ทางกรรมาธิการก็ได้เขียนไว้ในหน้า ๘๓ หน้า ๑๐๓ ก็นําเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในฐานะส่วนตัวผมค่อนข้างจะชื่นชมที่ได้พยายามมีส่วนร่วม เพียงเล็กน้อยในการผลักดันรายงานฉบับนี้ รายงาน เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน และคมนาคม เนื่องจากว่าสภาพปัจจุบันนี้เมื่อสังคมเจริญด้วยทางวัตถุ อุบัติเหตุมันก็มา พร้อมกัน แล้วสถิติที่เห็นอยู่ขณะนี้มันมากกว่าโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) มาก แต่มันไกล ตัวเราไป เพียงแต่ว่ามันไม่เหมือนกับเราใส่หน้ากากอนามัย ระเบียบวินัยทางจราจรถ้าเรารู้ว่า มันต้องทําเหมือนเราใส่หน้ากากอนามัยให้มันระมัดระวังตลอดเวลา สถิติจะลดลง ก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกัน ไม่มีทางเลย ที่รัฐบาลสั่งการออกกฎหมายที่ดีที่สุดไป แต่ก็เจอคนที่จะหลีกเลี่ยงใช้อภิสิทธิ์ อันนี้ต้อง ร่วมมือกัน เปรียบไปแล้วเหมือนเราอยากเป็นประชาธิปไตย เราจะสั่งให้มันเป็นไม่ได้หรอก ครับ มันจะเป็นประชาธิปไตยมันต้องเกิดจากความรู้เห็นความสําคัญของประชาธิปไตย ทุกคนต้องช่วยกัน ก็นําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ