วีระกร ถามความชัดเจนตอบรับข้อสังเกต-ชี้ทับซ้อนสัญญาทางด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

วีระกร คำประกอบ หารือการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยเสนอให้ยุติข้อพิพาทผ่านการต่อสัญญา 15 ปี เพื่อลดค่าเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาโครงการทางด่วนขั้นที่สองและตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการต่อสัญญารถไฟฟ้าระยะยาวโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คําประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะอดีตประธาน คณะกรรมาธิการคณะนี้แหละครับ ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าที่เรากําลังพูดถึงกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมอยากจะกราบเรียนถามท่านประธาน ปกติแล้วเวลา เราส่งข้อสังเกตไปให้รัฐบาล เขาจะตอบกลับมาอย่างนี้ทุกครั้ง แล้วเราจะเอาเข้ามาสู่สภา อย่างนี้ทุกครั้งไหมครับ ผมว่าผมเพิ่งเคยเห็นนะครับท่านประธาน คือรู้สึกแปลกว่าทําไมเขาถึง ตอบกลับมา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ซึ่งอยากให้ท่านประธานได้ชี้แจงสักนิดครับ เรื่องที่ ๒ บางอย่างสิ่งที่รัฐบาลทําก็ไม่ได้ตรงกับที่ข้อสังเกตของกรรมาธิการที่เสนอไปในเรื่องของ การขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) กล่าวคือในเรื่องของทางด่วน มติเรา ๒๑ ต่อ ๑๒ ให้ทํา ให้ยุติข้อพิพาทโดยการที่เราต่อสัญญาให้เขาไป ๑๕ ปี การที่เราเห็นว่า สมควรต้องยุติข้อพิพาทก็เพราะว่าสัญญาที่เขียนมันละเอียดมาก มันลงไปถึงรายละเอียดมาก ซึ่งแม้แต่การต่อสู้ซึ่งในชั้นต้นมันแพ้กันไปแล้ว ๑ คดี แล้วก็กําลังโดนค่าปรับ ซึ่งทั้งหมด มันก็ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าถ้าเรายุติข้อพิพาท ณ วันนี้ คืออยากจะกราบเรียน ท่านประธานนิดหนึ่ง เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึงเรื่องเดิม ทําไมเราถึงจะต้องขอให้ รัฐบาลยุติข้อพิพาท เพราะจาก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากว่าสู้ไปเรื่อย ๆ แล้วมันแพ้ ไปแล้ว ๑ คดี แล้วการที่แพ้ ๑ คดีเนื่องจากสัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องไม่มีทางแข่งขัน ทางแข่งที่ว่านี้ก็คือเขาทําถนนในช่วงที่มีเอเชียนเกมส์ (Asian Games) รัฐบาลขอให้เขาทําไป จนถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อที่จะมีเอเชียนเกมส์ (Asian Games) ในยุคนั้นนะครับ แล้วก็ต่อไปจนถึงบางปะอิน ซึ่งเส้นนั้นก็ต้องยอมรับว่าแรก ๆ เหมือนกับสร้างมาผ่าทุ่งไร่ ทุ่งนา ไม่มีใครวิ่ง อันนี้ต้องยอมรับว่าทางเอกชนเขาก็ทําด้วยความเกรงอกเกรงใจรัฐบาล ในสมัยนั้น เขาจึงได้เขียนในรายละเอียดชัดเจนว่าต้องไม่มีทางแข่งขัน เขาเขียนไว้ถึงขนาดว่า ถ้าหากว่าดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) ไปได้แค่เลยดอนเมืองไปอนุสรณ์สถานแห่งชาติ แต่ถ้าต่อจากอนุสรณ์สถานแห่งชาติไปเมื่อไร ต้องคิดค่าเสียโอกาสให้กับทางบีทีเอส (BTS) เขา ให้กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) เบม (BEM) เขาด้วย คือจาก การที่เขียนคู่สัญญาระหว่างรัฐบาลกับเอกชนคือเบม (BEM) เราไปเขียนชนิดที่เรียกว่าดิ้น ก็ดิ้นไม่ออก เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าเผื่อเราสร้างทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ (Tollway) เลยจาก อนุสรณ์สถานแห่งชาติไปต้องมาคิดค่าเสียหายให้เขา เมื่อเขาคิดค่าเสียหายมามันก็จบกัน แค่ตรงนั้นละว่าเขาลดลงเท่าไร จํานวนจราจรของเขาลดลงกี่คันต่อวัน คิดเป็นเงินเท่านั้น เท่านี้ มันคิดลงไปในรายละเอียดได้เลย ท่านประธานครับ มันเป็นตัวเลขที่สามารถคํานวณ ได้เลย เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ๒๑ ต่อ ๑๒ จึงเห็นว่าถ้าสู้ไปโอกาสแพ้มันสูง แล้วค่าเสียหายมันจะสูงไปถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะเป็น ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปัจจุบัน แต่ถ้าเรายุติยอมความไกล่เกลี่ยกันมันจะเหลือแค่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัญญาสัมปทาน ๑๕ ปี สิ่งหนึ่งซึ่งทางคณะกรรมการที่ส่งมาให้ โดยกระทรวงคมนาคมได้ศึกษาแนวทางที่จะทําทางด่วนขั้นที่ ๒ หรือดับเบิ้ลเดก (Double deck) อันนี้ก็ทางกรรมาธิการเราก็เห็นสมควรว่าสมควรจะต้องพิจารณา ในเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้รถติดมาก เวลาเรามาจากจังหวัดนครสวรรค์ หรือทางสายเหนือ พอมาถึงตรงจุดจ่ายเงินหรือโดยประมาณก็แถว ๆ ถนนงามวงศ์วาน วิ่งมาบนทางด่วนขั้นที่ ๒ พอถึงถนนงามวงศ์วานติดยาวเลยครับท่านประธาน กว่าจะเข้า ในตัวเมืองได้ใช้เวลา ผมเคยขับรถทีชั่วโมงครึ่งกว่าจะเข้ามาในเมืองสําเร็จ ถ้าไม่มี ดับเบิ้ลเดก (Double deck) โอกาสที่จะติดอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่ทางด่วนแล้ว อันนี้มันทาง โอ้เอ้แล้ว ไม่ใช่ทางด่วนแล้ว ยิ่งขึ้นทางด่วนยิ่งติดหนึบไปหมด ใช้เวลานานมากในช่วงรัชฮาว (Rush hour) หรือในช่วงการจราจรเร่งด่วน เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงคมนาคมได้เขียน ตอบกลับมาว่าได้ทําการศึกษาแนวทางก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ได้ศึกษาแนวทางให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี ก็ต้องขอบคุณทางกระทรวงคมนาคมด้วย แต่ในส่วนของเรื่องรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ๑๙ ต่อ ๒ ไม่เห็นด้วยต่อการต่อสัญญา ข้อ ๑ เลยมันตั้ง ๙ ปี ปี ๒๕๗๒ โน่นกว่าจะหมดสัญญา แล้วมารีบต่อทําไม ดูแล้วมันผิดปกติ ไม่มีเหตุว่าทําไม จะต้องรีบร้อนต่อ นั่นคือข้อ ๑ แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการส่งไปด้วยเสียงส่วนใหญ่ ๑๙ ต่อ ๑๒ ว่าไม่สมควรต่อ แต่ปรากฏว่าทางกระทรวงคมนาคมเขาก็ต่อให้ ซึ่งไม่ได้เขียนชัดเจนไว้ในนี้ว่า ทําไมเขาถึงต่อให้ อีกตั้ง ๙ ปีทําไมถึงรีบร้อนต่อ เรื่องที่ ๒ ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการพยายาม ที่จะขอให้รัฐบาลได้พิจารณาถึงการซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือการอุดหนุนในเรื่องของ ให้ประชาชนคนยากคนจนได้ขึ้นรถไฟฟ้าได้ ท่านประธานคงทราบดีว่าคนที่ขึ้นรถไฟฟ้า ในปัจจุบันต้องฐานะดีนะครับ หาเช้ากินค่ําขึ้นไม่ได้ มันไม่เหมือนกับต่างประเทศ ต่างประเทศประชาชนที่หาเช้ากินค่ําอย่างในนครนิวยอร์กอย่างนี้เป็นต้น ควอเตอร์ (Quarter) เดียว มันขึ้นได้เลย ของเขามีรายได้ต่อวัน เขามีรายได้ชั่วโมงละ ๗ เหรียญ ๘ เหรียญ มันก็ขึ้นกันไหว แต่ของประเทศไทยค่ารถไฟฟ้าแพงมาก ทุกประเทศในโลกรัฐบาล ต้องซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือต้องให้เงินอุดหนุนเพื่อให้คนยากคนจนหรือคนรายได้น้อย ได้มีโอกาสขึ้นได้ ไม่อย่างนั้นก็แก้ปัญหาการจราจรไม่ได้ สิ่งที่เราอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาล ทําตามข้อสังเกตของกรรมาธิการก็คือต้องพิจารณาค่าโดยสารที่มันเป็นไปได้สําหรับ ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพมหานครที่ต้องขึ้นให้ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน