สุรเชษฐ์ ชี้ขยายสัมปทานทางด่วน-รถไฟฟ้าขัดเจตนารมณ์ประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ วิพากษ์การขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยตั้งข้อสังเกตถึงการเจรจายอมความที่เอื้อประโยชน์เอกชน และการต่อสัญญาอีก 30 ปีโดยไม่ชอบด้วยเหตุผล ซึ่งขัดกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและส่งผลเสียต่อรัฐในระยะยาว

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ก็ขอขอบคุณ ท่านประธานที่นําเรื่องนี้กลับมาแจ้งต่อที่ประชุมทราบ ซึ่งผมก็คงไม่ใช้เวลายาว ในการอภิปรายซ้ํา เพราะว่าเรื่องนี้ผมเคยอภิปรายไปแล้วตอนที่ญัตติด่วนเข้าสภา และผมก็ได้ เข้าไปร่วมเป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาเรื่องนี้ ประเด็นที่ผม อยากให้ไฮไลต์ (Highlight) ให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ประชาชนทางบ้านฟังก็คือเรื่องรับทราบ รายงานฉบับนี้จะมีอยู่ด้วยกัน ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือเป็นเรื่องของการขยายสัญญาสัมปทาน ทางด่วน ซึ่งมติของการประชุมสภาในกรรมาธิการก็มี ๒๑ คน ที่เห็นด้วยในเรื่องของทางด่วน แล้วก็ ๑๒ คนที่ไม่เห็นด้วย ผมก็อยู่ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ได้แสดง ความเห็นไปแล้ววันนี้คงไม่ต้องพูดซ้ํา แต่ว่าอยากให้ประชาชนกลับไปดู ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ก็มีกรรมาธิการที่ไม่เห็นด้วย ๑๙ คน แล้วก็เห็นด้วย ๑๒ คน อันนี้ผมจะอยู่ในส่วนข้างมาก ซึ่งทั้งสองประเด็นผมไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญา สัมปทานทั้งในเรื่องของทางด่วน แล้วก็รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ําไปทาง เพื่อนสมาชิกแล้วก็ประชาชนทางบ้านก็ตาม ตรงนี้เราดําเนินการตามระบอบประชาธิปไตย มาถึงจุดที่สุดแล้ว คือเราตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ทุกคนได้แสดงความเห็น ได้แสดง จุดยืน แต่สิ่งที่ผมอยากให้ประชาชนจดจําว่าใครทําอะไรไว้กับประเทศนี้ แล้วก็ข้อดีอย่างหนึ่ง ของรายงานฉบับนี้คือการลงความเห็นได้มีการแสดงว่าใครเห็นด้วย ด้วยเหตุผลอะไร ใครไม่เห็นด้วยด้วยเหตุผลอะไร ในขณะเดียวกันพอเราส่งเรื่องไปทางรัฐบาลก็ทําตามมติ ส่วนใหญ่ของกรรมาธิการในเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไม่ทําตามอีกเรื่องหนึ่ง ก็จะมีอยู่ในรายงาน ฉบับนี้ แบ่งเป็นประเด็นต่าง ๆ ก็ให้ประชาชนพิจารณาเอาเองว่าสิ่งที่รัฐบาลตอบมาตอบตรง คําถามหรือไม่ ตรงประเด็นหรือไม่ อันนี้เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย เราเดินมาถึงสุดทางแล้ว ส่วนจะไปว่ากันในทางกฎหมาย กระบวนการศาล ไปฟ้องร้อง เพราะหน่วยงานไม่ได้รับความเป็นธรรมอะไรต่าง ๆ ก็สู้กันต่อไป ในส่วนของทางด่วนที่ผม อยากจะไฮไลต์ (Highlight) มาก ๆ เลย เพราะว่าผมรู้สึกเศร้ากับประเทศนี้ในการตัดสินใจ ก็คือมันเป็นการเจรจายอมความ คือเอาคดีที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินหลาย ๆ คดี ๑๐ กว่าคดี มารวม ๆ กัน แล้วก็รัฐบาลเจรจาเพื่อชดเชยค่าเสียหายให้กับเอกชน แต่ข้อเท็จจริง หลังจากที่มีการประชุมกรรมาธิการไป ปรากฏว่ามีบางคดีที่รัฐชนะเอกชน คดีแรกแพ้ก็เลย เป็นที่มาของการเจรจายอมความกัน แต่ต่อมาก็มีคดีที่ชนะ คราวนี้ในมุมมองของรัฐผมมองว่า แทนที่จะมาเจรจายอมความแล้วเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางรายให้เขาขยายสัญญา สัมปทานต่อไปมันทําให้รัฐเสียหายก็คือสูญเสียรายได้ แล้วก็ไม่น่าจะเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ต่อไปในอนาคต เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากนะครับท่านประธาน ถ้าอีกหน่อยมีเอกชนบางรายอาศัย ความสนิทสนมกับรัฐบาลแล้วเขียนสัญญาขลุกขลิก ๆ อะไรไว้ แล้วใช้อํานาจรัฐ ผ่านฝ่ายบริหาร ผ่านรัฐบาลไปเจรจายอมความกัน แทนที่จะสู้คดีให้ถึงที่สุดแล้วจับตัว ผู้กระทําผิดมาลงโทษ เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสัญญาสัมปทานทางด่วนก็คือไม่ได้ทําอย่างนั้น คือเอาคดีมามารวม ๆ กัน แล้วก็เจรจาว่ามีมูลค่าการฟ้องร้อง ยังไม่ได้แพ้ สมมุติมีการฟ้องร้องอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เจรจายอมความ ยอมไปสัก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรลักษณะอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง ผมก็ต้องการเน้นย้ําประเด็นนี้ ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะเน้นย้ําในส่วนของ การขยายสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) อันนี้ผมมองว่าการที่รัฐบาลพยายามทํา เป็นการปะผุปัญหา เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็คือปัญหาอยู่ที่เส้นใจกลางเมือง สายสีเขียว แล้วก็รัฐบาลมีความพยายามที่จะสร้างรถไฟฟ้าอย่างมากเกินจําเป็น โครงข่าย เกินจําเป็น คราวนี้พอขาดทุนไม่มีเงินที่เพียงพอไปก่อสร้างก็เลยกลายเป็นว่าไปรื้อสัญญา สัมปทานเดิมเพื่อที่จะเอามาคัฟเวอร์ (Cover) ส่วนที่ไม่จําเป็นที่จะต้องสร้างให้ขยายต่อไป ซึ่งประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าห่วงว่าการที่เราจะแก้ปัญหาระบบรถไฟฟ้าอย่างบูรณาการ ในอนาคตมันเป็นไปไม่ได้เพราะว่าเราไปรื้อเส้นนี้แล้ว มันก็จะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อ อย่างเช่นว่าขึ้นรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินมาจะมาต่อสายสีเขียวก็จะมีค่าแรกเข้าอะไรใหม่ เพราะว่าเอกชนได้รับสัญญาสัมปทานคนละราย คราวนี้ในเรื่องของข้อกฎหมายก็มีข้อจํากัด อยู่เยอะ เราเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รฟม. กทม. อะไรอย่างนี้มาชี้แจง เขาก็ไม่เห็นด้วยกับ แนวทางที่ทํา เพราะว่าแนวทางที่ทํายังเหลือสัญญาสัมปทานอีก ๑๐ ปี ยังไม่ได้หมด แต่ว่า รัฐบาลจะต่อไปให้อีก ๓๐ ปี โดยใช้อํานาจตามมาตรา ๔๔ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มาก ๆ กระบวนการกลั่นกรองตามระบบราชการปกติถูกรีบเร่ง เร่งด่วนโดยมาตรา ๔๔ ข้ามขั้นตอนอะไรไป มันก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐในระยะยาว เราก็จะมีปัญหา เรื่องของค่าโดยสารราคาแพงอีกไกล คือเราแก้เฉพาะเส้นสีเขียวที่ไปคัฟเวอร์ (Cover) ส่วนต่อขยายทําให้ถูกลงได้จริง แต่ว่ามันเป็นการเอารายได้จากอนาคตมา มาซับซิไดซ์ (Subsidize) แต่มันก็จะมีปัญหากับสายสีอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่สามารถแก้ปัญหา ระบบคมนาคม ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองได้อย่างเป็นระบบ ก็ฝากไว้อย่างนี้ว่า ให้ประชาชนเข้าไปติดตามเพราะว่าเราสู้ตามกระบวนการประชาธิปไตยอย่างสุดซอย แต่แน่นอนว่าในสภาเราก็มีเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา เราก็ต้องมาถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็ใครทําอะไรไว้ก็ขอให้พี่น้องประชาชนจดจําว่า ส.ส. คนใด จากพรรคใด โหวตอะไรไป ทําให้ประเทศชาติเสียหายแค่ไหน ขอบคุณครับ