ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เสนอหลักการให้จัดประชุมสภาแบบผสมผสาน (ไฮบริด)

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เสนอหลักการให้จัดประชุมสภาแบบผสมผสาน (ไฮบริด) โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าร่วมออนไลน์เฉพาะกรณีจำเป็น เช่น ป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ เพื่อลดข้อกังวลเรื่องเทคนิคและเพิ่มความปลอดภัยจากการคุกคามผ่านการกำหนดรหัสลับเฉพาะ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ตามที่ท่านวาโยได้อภิปราย ไปก่อนหน้านี้ว่าในนามของพรรคก้าวไกลเองเราคิดว่าตามหลักการและเหตุผล ของทุกร่างข้อบังคับจากทุกพรรคการเมืองที่นําเสนอเข้ามานี้ เราเห็นว่าหลักการยังไม่ถูกต้อง ในแง่ที่ว่าสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราควรจะต้องไปไกลได้ถึงขนาดที่ว่าจัดประชุม สภาผู้แทนราษฎรในห้องประชุมใหญ่แห่งนี้แบบออนไลน์ (Online) ได้แล้วครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามพวกเราเข้าใจดีว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านทุกพรรคการเมืองที่ยื่น ร่างข้อบังคับนี้เข้ามาล้วนมีข้อกังวลใจในหลาย ๆ เรื่อง เกี่ยวกับการจัดประชุมสภา แบบออนไลน์ (Online) ในห้องประชุมใหญ่แห่งนี้ ทําให้วันนี้ผมอยากจะหยิบยกนําเสนอ เหตุผลมาประกอบเพื่อให้ทุกท่านเกิดความมั่นใจได้แล้วว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎร ของพวกเราสามารถจัดประชุมแบบออนไลน์ (Online) ได้แล้ว และผมยังอยากจะแสดง เหตุผลประกอบแก่ประชาชนทางบ้านเพิ่มเติมอีกว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แบบออนไลน์ (Online) นี้น่าจะเป็นปัจจัยสําคัญที่ช่วยป้องกันมิให้เกิดการก่อรัฐประหาร อีกครั้งในอนาคตได้อย่างง่ายดายได้อย่างไรนะครับ เริ่มจากประเด็นแรกเรื่องปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ อาทิเช่น วิธีการเข้าร่วมประชุม แบบออนไลน์ (Online) วิธีการนับองค์ประชุม วิธีการลงมติ รวมไปถึงมาตรการการรักษา ความปลอดภัยต่าง ๆ จากการถูกคุกคามของเพื่อนสมาชิกที่ประชุมออนไลน์ (Online) มาจากนอกห้องประชุม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พวกเราจะมีวิธีการในการรับมืออย่างไรครับ ท่านประธาน ในสถานการณ์บ้านเมืองปกติครับ พวกเราเสนอว่าให้การประชุม สภาผู้แทนราษฎรในห้องประชุมแห่งนี้เป็นวิธีการหลักและการประชุมออนไลน์ (Online) เป็นวิธีการรองครับ นั่นก็คือเปิดให้เพื่อนสมาชิกเฉพาะที่มีความจําเป็นเท่านั้น อย่างเช่น ได้รับบาดเจ็บประสบอุบัติเหตุ ป่วยเป็นโรคติดต่อหรือกําลังคลอดบุตร สามารถที่จะยื่น ความจํานงครับ เข้ามาให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อวินิจฉัยตามระเบียบและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องหากข้อบังคับได้เปิดช่องเอาไว้ครับ ให้พวกเขาสามารถเข้าร่วมประชุมออนไลน์ (Online) ได้ ซึ่งหากเรายึดตามหลักเกณฑ์แบบนี้ผมเชื่อว่าจะมีผู้ที่ขอเข้าร่วมประชุมออนไลน์ (Online) ครั้งละไม่เกิน ๒๕-๕๐ คน หรือราว ๆ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับท่านประธาน คงไม่มีใครป่วยหรือประสบอุบัติเหตุหรือคลอดบุตรพร้อมกันมากกว่านี้แล้ว และจากจํานวน ผู้เข้าร่วมประชุมเพียงแค่ไม่กี่คนไม่กี่สิบคนเท่านี้เป็นจํานวนที่ซอฟต์แวร์ (Software) ในท้องตลาดปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นซูม วิดีโอ คอมมูนิเคชันส์ (Zoom video communications) หรือซิสโก เว็บเอกซ์ (Cisco WebEX) สามารถรองรับได้สบายอยู่แล้วครับท่านประธาน ตัดปัญหาเรื่องข้อกังวลใจเกี่ยวกับปัญหาทางด้านเทคนิค (Technic) ที่หลายท่านกังวล ออกไปได้เลย ซึ่งลักษณะในการประชุมแบบนี้ในต่างประเทศอย่างในสหราชอาณาจักร เขาเรียกว่า การประชุมแบบผสมผสานหรือไฮบริด โพรซีดดิง (Hybrid Proceeding) นั่นเองครับ ซึ่งการลงมติแบบออนไลน์ (Online) นั้น พวกเราไม่ต้องการระบบอะไรที่ซับซ้อนครับ ขอแค่ วิธีการยกมือแสดงตนที่หน้ากล้องเป็นรายบุคคลเป็นวิธีการที่เรียบง่ายไม่ต้องรอตั้ง งบประมาณเพื่อไปรอพัฒนาระบบกว่าจะได้ระบบมาใช้ก็อีก ๒ ปีไม่ทันกาลพอดี ส่วนในเรื่อง ของความปลอดภัยที่เพื่อนสมาชิกบางท่านเกรงว่าอาจจะมีการใช้อาวุธข่มขู่คุกคาม เพื่อนสมาชิกที่กําลังประชุมสภาอยู่นอกห้องประชุมเราจะจัดการรับมือได้อย่างไร ผมขอตั้ง คําถามแบบนี้กับเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ คิดตามไปพร้อม ๆ กับผมนะครับ ในขณะที่ พวกเรานั่งอยู่ในห้องประชุมสภาแห่งนี้ ตรงนี้ ณ เวลานี้เลย ถ้ามีใครสักคนโทรศัพท์สายเรียกเข้า เข้ามาหรือส่งไลน์ แชต (Line Chat) เข้ามานะครับ ข่มขู่ว่าเขาได้จับคนในครอบครัวของเรา ไว้เป็นตัวประกันแล้ว ข่มขู่ว่าเขาจะทําให้เราเสียทรัพย์ ข่มขู่ว่าเขาจะเปิดเผยข้อมูลลับ บางอย่างของเรา หรือเรียกว่าการแบล็กเมล (Blackmail) ผมยกตัวอย่างแบบนี้อยากจะถาม เพื่อนสมาชิกทุกคนว่าในขณะที่เรากําลังนั่งประชุมกันอยู่ตรงนี้เราปลอดภัยจากการ ถูกข่มขู่คุกคามแล้วหรือยัง ดังนั้นครับการข่มขู่คุกคามและการประชุมออนไลน์ (Online) เป็นคนละเรื่องเดียวกันครับท่านประธาน สิ่งที่เราควรจะต้องทําก็คือการกําหนดมาตรการ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าโพรโตคอล (Protocol) ในการรับมือกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต่างหาก นั่นก็คือการใช้คํารหัสลับครับท่านประธาน จริง ๆ ผมมีเตรียมคลิปเสียงที่ต่างประเทศเขาใช้กัน เกี่ยวกับเรื่องคํารหัสลับ แต่เนื่องจากเวลาน่าจะไม่พอผมจะขอข้ามและไปยกตัวอย่างเลย คํารหัสลับที่ผมว่านั้นก็คือเป็นคําที่สมาชิกจะตั้งรู้กันเฉพาะกับเขากับเจ้าหน้าที่สภาเท่านั้น อย่างเช่น ผมอาจจะตั้งคําว่า “คณะทํางานด้านดิจิทัล” เป็นคํารหัสลับของผม เมื่อใดก็ตามครับ ที่ผมลุกขึ้นกล่าวคําอภิปรายและแนะนํากับท่านประธานว่ากราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คณะทํางานด้านดิจิทัล พรรคก้าวไกล เจ้าหน้าที่สภา จะรู้ทันทีว่าผมกําลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายและเขาจะได้ดําเนินการมาตรการ ที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อย่างเหมาะสมต่อไปนะครับ จากเหตุผลทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าผมได้แสดง ให้เพื่อนสมาชิกมีความเชื่อมั่นและเห็นแล้วว่าเราไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรซับซ้อนเลย ขอแค่มาตรการและการร่างข้อบังคับที่คิดออกแบบดีไซน์ (Design) มาอย่างดีแล้ว เราสามารถจัดประชุมออนไลน์ (Online) ได้ ณ วันนี้ เวลานี้ ในห้องประชุมแห่งนี้แน่นอนครับ และเรื่องของการปฏิวัติรัฐประหารการประชุมออนไลน์ (Online) จะเข้ามาช่วยได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ทุกท่านการปฏิวัติทุกครั้งคือการช่วงชิงอํานาจ การปฏิวัติทุกครั้งคือการช่วงชิงจังหวะ เพื่อบอกคนทั้งประเทศ เพื่อบอกข้าราชการคนที่เป็นกลไกแขนขาของระบบรัฐราชการว่า คณะรัฐประหารได้ก่อการสําเร็จแล้ว ได้ก่อการยึดอํานาจรวบอํานาจเบ็ดเสร็จแล้ว ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นรบกวนขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ที่ได้เตรียมไว้นําภาพขึ้นได้เลย

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน )

ภาพที่ผมเตรียมมา ต้องการแสดงให้เห็นว่าลําพังแค่ปากกระบอกปืน รถถังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทําให้ การปฏิวัติสําเร็จได้ครับ เพราะว่าจากรูปด้านบนนะครับ ผู้มีอํานาจถือแส้ไว้เพียงแค่ ๑ เส้น แส้เหล่านั้นจะทําให้ทุกคนในสังคมยอมสยบ ยอมในอํานาจ ยอมหมอบกราบลงไปก็ต่อเมื่อ ทุกคนเชื่อว่าเขาควบคุมอํานาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ทุกคนไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วนี่ คณะก่อการเขามีอาวุธหรือมีแส้อยู่ในมือมากน้อยเพียงไร ต่างจากรูปด้านล่างนะครับ ที่ถ้าทุกคนในสังคมเห็นแล้วว่าคณะก่อการไม่ได้มีอํานาจอะไรในมือเลยครับ มีแค่กองทหาร ไม่กี่กองร้อย ปืนไม่กี่กระบอก คุกไม่กี่ห้อง ที่ไม่สามารถใช้ขัง ใช้บีบบังคับประชาชนทั้งประเทศได้ ทุกคนลุกขึ้นยืนแบบนี้ ผมเชื่อว่าคณะก่อการไม่มีทางทําสําเร็จได้ในอนาคตแน่นอนครับ และเกี่ยวอะไรกับการประชุมออนไลน์ (Online) ครับท่านประธาน ผมอยากตั้งคําถาม กับเพื่อนสมาชิกทุกคนครับ สภาผู้แทนราษฎรของเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ๑ ใน ๓ อํานาจเสาหลักของประเทศได้เคยออกมาอยู่แถวหน้าเวลาที่มีการปฏิวัติ ได้เคยออกมาลงมติ ในนามของสภาหรือไม่ ทุกท่านอาจจะบอกว่าถ้าทําแบบนั้น เอา ๕๐๐ คนมาอยู่ ในห้องประชุมสภาแห่งนี้ ทหารก็ปิดล้อมรัฐสภาตัดสัญญาณการส่งภาพ ประชุมสภา ไม่ได้อยู่ดี แถมโดนจับเข้าคุกอีกต่างหาก ดังนั้นครับ การประชุมสภาออนไลน์ (Online) จึงเป็นทางออกเดียวที่สําคัญครับ ผมเสนอว่าถ้าเราคิดไปไกล ให้สภาผู้แทนราษฎรมีข้อบังคับ การประชุมสภาในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบที่ฝ่ายบริหารมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินบ้างล่ะครับ ให้เป็นอํานาจประธานสภาในการเรียกประชุมสภาแบบออนไลน์ (Online) เต็มรูปแบบ คือไม่จําเป็นต้องมาประชุมที่ห้องสภาแห่งนี้ก็ได้ ถ้าเกิดเหตุภาวะคับขัน เกิดภาวะสงครามขึ้น พวกเราสามารถจะอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตอํานาจของคณะรัฐประหาร แล้วลงมติในที่ประชุมสภาแบบออนไลน์ (Online) เพื่อยืนยันว่าสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๓ อํานาจเสาหลักยังอยู่ตรงนี้ ยังเป็นหลักพักพิงให้แก่ประชาชนและข้าราชการทุกคนครับ ว่าเราปฏิเสธอํานาจดิบเถื่อนของคณะรัฐประหารและจะไม่เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกต่อไปครับ ขอบคุณครับ