ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง โดยเห็นด้วยตามหลักการและเหตุผล พร้อมยืนยันความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 193 วรรคสอง และชี้แจงประเด็นค่าตอบแทนของกรรมการที่ได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมในการกำหนดเบี้ยเลี้ยงตุลาการ โดยเฉพาะการที่ไม่สามารถกำหนดให้กับตุลาการศาลปกครองชั้นต้นได้เนื่องจากขาดกฎหมายรองรับ รวมถึงการจำกัดเฉพาะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่อาจขัดหลักความเป็นธรรม และเรียกร้องให้มีการชี้แจงหลักเกณฑ์การคำนวณเบี้ยเลี้ยงอย่างชัดเจนเพื่อความโปร่งใสและสอดคล้องกับบทบาทของสภา
ประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานครับ ที่ได้อนุญาตให้ผมได้อธิบายในวาระที่ สภาผู้แทนราษฎรเราจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่นําเสนอโดยคณะรัฐมนตรี เป็นร่าง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ผมดูหลักการและเหตุผลท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับหลักการและเหตุผล ต้องกราบเรียนว่าเห็นด้วย ต้องตอบท่านประธานไปเพื่อจะได้ไม่มีข้อสงสัยว่าฝ่ายค้านเรา ไม่เห็นด้วยกับการเสนอกฎหมาย แต่ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานในเรื่องเหตุผล ที่เป็นเหตุเป็นผลผมเองเห็นด้วยเพราะ
เหตุผลอันที่ ๑ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๓ วรรคสอง ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงประกอบแล้ว ผมก็ไปเปิดดูว่าเบี้ยเลี้ยงมันหมายถึง ค่าตอบแทนตามที่เขียนไม่ใช่ตามรัฐธรรมนูญ ค่าตอบแทนให้กับกรรมการหรืออนุกรรมการ ตามกฎหมายที่มาประชุม ตรงนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนรองรับไว้ก็เป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่ท่านควรจะได้สิทธินั้นตามรัฐธรรมนูญ
เหตุผลอันที่ ๒ ที่ท่านอ้างเทียบเคียงเรื่องของพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ข้อ ๑/๑ ที่ให้คณะกรรมการศาลยุติธรรมสามารถที่ จะไปกําหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงให้ตุลาการศาลยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นในที่ประชุมใหญ่ของศาล ฎีกา ในที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์ให้ได้รับเบี้ยเลี้ยง ก็มีการกําหนดเป็นระเบียบของศาล ยุติธรรมออกมา โดยเฉพาะ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาเทียบเคียงอัตรา หลักเกณฑ์การกําหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงให้เราได้รับทราบ ในระเบียบนี้กําหนดชัดว่าต่อเดือน ไม่ว่าจะเป็นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์นะครับประธานได้รับ ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ต่อครั้งไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ตามบัญชีแนบท้าย ต่อครั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท สําหรับประธาน ตุลาการหรือองค์ประชุมได้ ๘,๐๐๐ บาท เลขานุการได้ ๖,๐๐๐ บาท คือผู้เข้าร่วมประชุมต่อครั้ง แต่ไม่เกินกําหนดไว้ครับ เลขานุการ กําหนดไว้ไม่เกินเดือนละ ๑๖,๐๐๐ บาท ผู้ช่วยเลขานุการกําหนดไว้ไม่เกินเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่าท่านได้ประมาณ ๒ ครั้งต่อเดือนโดยประมาณ ก็คือ เดือนหนึ่งประมาณ ๒ ครั้ง ที่ท่านบอกประมาณ ๑๔-๑๕ ครั้ง
เหตุผลอันที่ ๓ ท่านประธานครับ เมื่อท่านให้เหตุผลมาบอกว่าเป็นไปตาม บทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองวิธีการพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖๘ ที่เขียนรองรับเอาไว้ว่าเป็นที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุด นั่นเป็นเหตุผลที่ท่านอ้างมา ผมก็เห็นด้วยครับเมื่อตรวจสอบตามตัวบทกฎหมายแล้วเห็นด้วย อันนั้นผมเองก็ยอมรับว่าเห็นชอบกับหลักการ แต่มีประเด็นข้อสังเกตผม ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ผมมีข้อสงสัยว่าเบื้องต้นทางศาลปกครองได้ส่งกฎหมายมาจะให้ ที่กรรมการบริหารศาลปกครองกําหนดอํานาจและหน้าที่ หน้าที่และอํานาจของกรรมการ ก.บ.ศป. ให้ออกเบี้ยเลี้ยงให้ศาลปกครองชั้นต้นได้ด้วย แต่สุดท้ายท่านถูกทักท้วงจาก คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๒ อ้างว่าไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับ แม้จะมีการกําหนด ไว้ใน ข้อ ๙๔ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณา คดีปกครองปี ๒๕๔๓ ระเบียบนี้ถ้าท่านจะออกมาต้องออกแล้วให้สภาผู้แทนราษฎรมาให้ ความเห็นชอบกับระเบียบนั้นด้วย คล้ายกฎหมายครับ แต่ในการตีความของกฤษฎีกา บอกมันไม่ใช่กฎหมาย เพราะฉะนั้นท่านจะไปออกกฎหมายโดยให้อํานาจของ คณะกรรมการบริหารศาลปกครองไปกําหนดเบี้ยเลี้ยงให้ตุลาการศาลอุทธรณ์กลาง หรือศาลอุทธรณ์ส่วนภูมิภาค ศาลจังหวัดไม่ได้ ผมก็สงสัยว่าทําไมท่านไม่แก้กฎหมายมา มีข้อสังเกตด้วยว่าถ้าจะทําต้องแก้กฎหมายมา ผมถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรอง นายกรัฐมนตรี หรือผู้แทนของทางศาลปกครองว่าถ้าท่านมีเจตนาที่จะให้เขา ทําไมท่านไม่แก้ กฎหมาย มาตรา ๖๘ มาในคราวเดียวกันเป็นเพราะอะไร กฎหมายฉบับนี้ก็เลยมีบทบัญญัติ แก้มาตราที่เพื่อนสมาชิกพูดไป เพิ่มเข้ามาใน ข้อ ๖/๑ เข้ามา ให้อํานาจกรรมการไปกําหนดเบี้ยเลี้ยงในที่ประชุมใหญ่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุด เท่านั้น อันนี้เป็นคําถามอันที่ ๑ ข้อที่ ๑ ว่าทําไม เดิมเจตนารมณ์ท่านจะเขียนครับ สุดท้าย ท่านไม่เขียน เพราะว่าถูกทักท้วงจากกรรมการกฤษฎีกาครั้งที่ ๒ ว่าไม่มีบทบัญญัติกฎหมาย รองรับ แต่ทางแก้กฎหมายของท่าน ท่านกลับไปท่านเห็นชอบและส่งกฎหมายเฉพาะ ศาลปกครองสูงสุดมาให้เรา ที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองที่มีตุลาการศาลปกครองสูงสุด เท่านั้น เพราะว่ามาตรา ๖๔ วรรคสองเขียนว่าที่ประชุมใหญ่นั้นให้ประกอบด้วยตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดที่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น เพราะฉะนั้นที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครอง ชั้นต้นก็ไม่มีสิทธิได้รับ แม้จะเป็นงานนอกหน้าที่เหมือนกัน ผมเห็นด้วยนะครับ งานนอก หน้าที่ของท่าน ที่ประชุมใหญ่เป็นงานนอกเหนือหน้าที่ประจําของท่านในการที่จะไปตัดสินคดี ในที่ประชุมใหญ่ ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะสิทธิท่านพึงได้พึงมีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และเทียบเคียงองค์กรในระนาบเดียวกัน ถ้าท่านไม่เขียนกฎหมายรองรับท่านก็ไม่มีสิทธิได้
ข้อสังเกตเรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องของการกําหนดอัตราเบี้ยเลี้ยง ฝากกรรมาธิการไปพิจารณา ไม่มีบัญชีแนบท้ายในกฎหมาย อันนี้ผมไม่ได้ถือ เพราะว่า มันคงยากมาก แต่จะมีบัญชีแนบท้ายในระเบียบเหมือนศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมจะมีบัญชี แนบท้ายระเบียบออกมามีบัญชีแนบท้าย แต่สิ่งที่กรรมาธิการต้องไปดูว่าเกณฑ์การกําหนด บัญชีแนบท้ายท่านอ้างเอาศาลยุติธรรมมาเป็นศาลตั้งต้น เป็นตัวตั้งเทียบเคียง แต่ถามว่า ท่านกําหนดจากอะไร สภาไม่มีสิทธิรับรู้เลยครับ เป็นคําถามข้อสังเกตที่ ๒ ของผมถ้าเป็น ไปได้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าจะกรุณาชี้แจงเพิ่มเติมว่า ท่านกําหนดเกณฑ์อะไร ทําไม ๑๐,๐๐๐ บาทสําหรับประธาน ทําไม ๘,๐๐๐ บาทสําหรับ ตุลาการที่เป็นองค์ประชุม ทําไม ๖,๐๐๐ บาทสําหรับผู้เข้าร่วมประชุม เกณฑ์อะไร ทําไม ไปกําหนดไว้ที่ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ทําไมไปกําหนด ๑๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน ทําไม กําหนด ๑๒,๐๐๐ ต่อเดือน เกณฑ์อะไร สภามีสิทธิรู้ที่จะพิจารณากฎหมายให้ท่าน ก็ด้วย ความขอบคุณท่านประธานครับ โดยสรุปผมเห็นด้วยกับหลักการ ยินดีให้การสนับสนุนครับ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรจะต้องตอบสภาให้ชัดเจนก็ควรจะต้องชี้แจงต่อสภา กราบขอบคุณท่านประธานครับ