นิยม เวชกามา แสดงความกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติที่เสนอขึ้นเพื่อกำหนดเบี้ยเลี้ยงตุลาการศาลปกครองสูงสุด 51 คน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างความล่าช้าของคดีเพื่อขอเพิ่มเบี้ยเลี้ยงสะท้อนการขาดแรงจูงใจ ซึ่งอาจกระทบความศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการขอเพิ่มค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังประสบความยากลำบาก
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ขอกราบเรียนว่าได้ให้ความสนใจในการที่ท่านเสนอ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมเองครั้งแรกให้ความสนใจตรงประเด็นที่ว่าผมนึกว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะมีหลายมาตราเกี่ยวเนื่องประเด็น เพราะศาลปกครองผมให้ความสนใจมาก ตรงประเด็นที่ว่าเป็นศาลที่เป็นความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ซึ่งมีปัญหากับส่วนราชการบ้าง องค์กรหมายถึงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานตัวเอง ก็จะอาศัยศาลปกครอง เพราะฉะนั้นผมก็ต่อสู้ตลอดมาว่าจังหวัดสกลนครบ้านผม รวมทั้งจังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร โซน (Zone) นี้ต้องไปศาลปกครองที่อื่นไกล ผมเรียกร้องว่าต้องมี ต้องขอให้มีบ้าง เพื่อจะให้เดินทาง ๒๐๐-๔๐๐ กิโลเมตร จริงอยู่ ศาลปกครองเป็นศาลที่พิจารณาคดีที่ไม่เหมือนศาลอาญา ศาลฎีกาทั่ว ๆ ไป เพราะไม่ต้องให้ ทนายยื่นฟ้อง อาจจะเขียนแล้วยื่นไปด้วยตัวเองก็ได้ แต่วันนี้ผมมาพิจารณา ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มันมีแค่ ๓ มาตรา สั้น ๆ โดยเฉพาะท่านไปแก้ตรงที่ (๖/๑) ท่านมาขอแค่ว่าออกระเบียบเกี่ยวกับการกําหนดเบี้ยประชุมสําหรับข้าราชการตุลาการ ศาลปกครอง ซึ่งจะเข้าร่วมประชุมใหญ่ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การกําหนดเบี้ยเลี้ยง ท่านก็ให้เฉพาะศาลปกครองสูงสุดซึ่งเข้าประชุมกันเพียง ๕๑ ท่านเท่านั้น ฉะนั้นผมจึง มีความเห็นที่ขอแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ปฏิเสธไม่รับของท่าน เพียงแต่ว่าอยากแสดง ความคิดเห็นว่าศาลปกครองสูงสุดในเมื่อเป็นที่คาดหวัง เป็นที่อาศัยของบุคลากรที่นั่งอยู่นี่ ถ้าเกิดไม่รับความเป็นธรรมก็ฟ้องศาลปกครอง แต่ศาลปกครองผมติดตามเสมอมา แม้กระทั่ง การรายงานของศาลปกครองประจําปีในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผมเป็นคนที่อ่านพอสมควร ซึ่งในรายงานแต่ละปีของท่านก็ได้แสดงให้เห็นอยู่ว่าความล่าช้า หลายท่านก็บอกว่า ความล่าช้า วันนี้ผมก็ฝากท่านผู้หลักผู้ใหญ่ของศาลปกครอง โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านวิษณุมานั่งอยู่ที่นี่รับฟังไปด้วยว่าทุกคนติติงตลอดคือ ความล่าช้า แล้วรายงานกันทุกปีที่ท่านรายงานมาล่าช้าจริง ๆ มันเป็นโจทย์ใหญ่ที่บอกคือ ความล่าช้า คดีท่านเสร็จยากมาก เพราะฉะนั้นในการที่ท่านขอเบี้ยเลี้ยงมาผมไม่ได้ขัดข้อง แต่ว่าต้องยืนยันว่าท่านยังไม่เหมาะสมด้วยซ้ําไปในเรื่องเบี้ยเลี้ยง เพราะท่านเองก็ให้แต่ ๕๑ ท่าน ถ้าประชุมคดีเข้ามือของศาลปกครองเยอะมาก แต่ท่านทําอะไร องค์กรของท่าน มีผู้พิพากษาน้อยหรืออย่างไรการทํางานถึงช้า ผมไปอ่านในรายละเอียดของท่านรายงานมา ซึ่งผมก็อ่านดูแล้วไม่สบายใจ ก็ฝากท่านว่าไม่สบายอย่างมากเลยในข้อที่บอกเหตุผล และความจําเป็นที่ท่านต้องตรากฎหมายซึ่งเป็นผลกระทบจากกฎหมาย ท่านไปเขียนแบบนี้ ผมยิ่งหวั่นใจเลย ผมพยายามอ่านดูแล้วในข้อ ๖.๓ ของท่าน ท่านบอกที่ท่านจําเป็นต้องมี เบี้ยเลี้ยงยิ่งหนักใจเลยท่านประธานครับ ท่านไปเขียนเลยว่าโดยที่ปัจจุบันมีคดีมาสู่ การพิจารณาของศาลปกครองเพิ่มจํานวนมาก แต่ที่ผมต้องติดใจที่ว่าการที่ท่านต้องมี เบี้ยเลี้ยงของตุลาการในการประชุมใหญ่การกําหนดให้ตุลาการในศาลปกครองที่เข้าประชุม ใหญ่ได้รับเบี้ยเลี้ยงจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและประสิทธิภาพให้แก่ตุลาการศาลปกครอง ผมอ่านแล้วไม่สบายใจท่านประธาน ถ้าไม่มีเงินเบี้ยเลี้ยงท่านจะไม่มีแรงจูงใจในกระบวนการ ยุติธรรมหรืออย่างไร อันนี้ต้องกลับไปคิดเป็นโจทย์ต้องคิดครับ ในผู้หลักผู้ใหญ่ของตุลาการ ศาลปกครอง ซึ่งเป็นความหวังของเจ้าหน้าที่รัฐก็ดีที่ได้รับ ประชาชนก็ดี ท่านเขียนแบบนี้ ผมหวาดหวั่นเลยว่าการพิจารณาคดีและการบริหารจัดการในศาลปกครองสูงสุดเป็นไป ด้วยความละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น สามารถอํานวยความสะดวกยุติธรรมได้อย่างถูกต้อง สมกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และต่อการพิจารณาพิพากษาของศาลและกระบวนการ ยุติธรรมโดยภาพรวม ท่านไปอ้างว่าถ้าไม่มีเบี้ยเลี้ยงไม่มีแรงจูงใจหรืออย่างไร อันนี้ถึงเป็น ประเด็น ท่านประธานต้องกลับไปทบทวนเลย ความจริงในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ความจริงยัง ไม่ถึงเวลาที่ต้องนํากฎหมายฉบับนี้เข้ามาด้วยซ้ําไป เพราะสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้พี่น้อง ประชาชนทุกข์ยากลําบาก แต่เรามาขึ้นเงินเดือน ขึ้นเบี้ยเลี้ยงให้ตุลาการ ผมไม่ได้ว่าแต่ ตุลาการศาลปกครองตุลาการหรอกครับ ตุลาการอะไรก็แล้วแต่ ประชาชนเขาจะคิดอะไร ต้องไปคิดด้วยนะ ประชาชนไม่มีข้าวกิน แต่ท่านเบิกเบี้ยเลี้ยงประชุมคราวละหลายพันบาท ดูสิเงินอันนี้คือภาษีของประชาชนแล้วท่านจะขึ้นเงินเดือน ขึ้นเบี้ยเลี้ยงให้ตัวเอง แจกเบี้ยเลี้ยงให้ตุลาการผู้ใหญ่ ๕๑ คน ในการประชุม การประชุมถือว่าเป็นหน้าที่ ไม่มีความจําเป็น ในความคิดผม ผมไม่ได้ค้าน แต่ว่าอยากจะชี้ให้ท่านเห็นเท่านั้นเองว่า มันถึงเวลาแล้วหรือยัง ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อน แต่เราไปขึ้นเบี้ยเลี้ยง ขึ้นเงินเดือน ให้ตุลาการศาลต่าง ๆ ศาลปกครองก็ตามมันเท่ากับไปทําให้ประชาชนเกิดความปริวิตกยิ่ง ท่านเขียนแบบนี้แรงจูงใจจากเบี้ยเลี้ยงผมยิ่งหนักใจเลยครับ ผมไม่ได้ว่าเพราะผมเป็นคนหนึ่ง ที่เห็นด้วยกับประเทศไทยมีศาลปกครองดีอย่างยิ่ง แต่ว่าเราต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ ของตุลาการซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในศาลปกครองสูงสุด ถ้าคิดแบบนี้แล้วพี่น้องประชาชน เขาจะคิดอย่างไร ขอบคุณมากท่านประธานครับ