จิรายุ ตั้งคำถามเงิน-ความยุติธรรม สัมพันธ์กันหรือไม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓

จิรายุ ห่วงทรัพย์ ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความยุติธรรม โดยเฉพาะในบริบทของเบี้ยประชุมและค่าตอบแทนของตุลาการ พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสและสมดุลในการสนับสนุนทางการเงินเพื่อรักษาเกียรติของกระบวนการยุติธรรม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ขออภัยท่านขจิตรครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้านครับ คือหลักการ ที่เสนอเข้ามานี่ก็มองได้หลากหลายมุม แต่ผมกําลังตั้งข้อสังเกตผ่านไปยังผู้หลักผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ บนบัลลังก์ว่าเงินกับความยุติธรรมนี่มันมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ผมในฐานะที่นั่งเป็น ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ซึ่งก็มีท่านณัฐวุฒิ เมื่อสักครู่นี้นั่งเป็นรองประธานอยู่คณะเดียวกัน ก็จะเห็นคดีความต่าง ๆ และการทําหน้าที่ ของผู้พิพากษา และตุลาการจํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ผู้พิพากษายิงตัวตายที่ภาคใต้ สุดท้ายท่านก็ทําสําเร็จที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ปรากฏว่ากระบวนการดังกล่าวนั้นอยู่ในความสนใจ ของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ที่ผมจั่วหัวว่าเงินกับความยุติธรรมมีความสัมพันธ์กัน หรือไม่ หลายคนอาจจะบอกว่าพอมาเปรียบเทียบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้พิพากษา หรือตุลาการจะได้มากกว่าไม่ได้ อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองครับ แต่มีคําถามต่อไปอีกเหมือนกันว่า เบี้ยประชุมที่กําลังจะเข้าสู่สภาแบบนี้นี่มันจะส่งผลต่อการผดุงความยุติธรรมอย่างไรมากกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าไปดูในรายละเอียดของคณะกรรมการบริหารศาลปกครอง หรือว่าตัวย่อ ก.บ.ศป. นี่นะครับ ท่านก็เคยอนุมัติไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ก็คือปีละไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่เป็นไรครับ ถ้าหารเฉลี่ยแล้วมันก็ไม่กี่สตางค์หรอก ตัวเลขอาจจะไม่สําคัญ ในความรู้สึกผมส่วนตัวนะครับ แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือผลสัมฤทธิ์ของการพิจารณาอรรถคดี ต่าง ๆ มากกว่าที่จะเป็นตัวตั้งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีที่หลายท่านอาจจะ ติดตามบ้าง ไม่ติดตามบ้างในสมัยที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือว่า สนช. ที่ตั้งโดย คสช. หลังการปฏิวัติมานี่เขาก็มีการพิจารณาของเบี้ยประชุมของตุลาการศาลต่าง ๆ ไปแล้ว ซึ่งประชาชนก็อาจจะไม่ทราบนะครับ ว่ากันตั้งแต่ประธาน ๑๐,๐๐๐ บาท ผู้เข้าร่วมประชุม หรือว่ารองประธาน ๘,๐๐๐ บาท เลขาธิการคณะกรรมการ ๖,๐๐๐ บาท ไม่เป็นไรหรอก ท่านประธานครับ หลายคนก็ให้ความเห็นบอกว่า อ้าว จิรายุผู้พิพากษาตุลาการนี่เขาไม่ได้ เหมือนทหารตํารวจนะ จะได้มีก๊อกสอง ก๊อกสาม เขาไม่ได้เหมือนอาชีพบางอาชีพที่จะไป เปิดคลินิกได้นะ เขาไม่สามารถที่จะไปเป็นทนายว่าความได้นะ เพราะมันขัดต่อจริยธรรม ประมวลอะไรต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรม เห็นด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมจึงจั่วหัว ตั้งแต่ต้นว่าเงินกับความยุติธรรมนี่มันมีความสัมพันธ์กันมากน้อยขนาดไหน ถ้าท่านคิดว่า ท่านได้ ๕๐,๐๐๐ บาท เอาไปเลยครับ แต่ขอให้มีความยุติธรรมจริง ๆ เห็นเขียวก็เป็นเขียว เห็นแดงก็เป็นแดง เหลืองก็เป็นเหลือง ต่อจะให้มากมายกว่านี้ ผมยินดีที่จะอนุมัตินะครับ ท่านประธาน แล้วก็รับหลักการ แต่ประเด็นที่อยากจะบอกไว้ก็คือว่าตุลาการหรือว่า ผู้พิพากษาต่าง ๆ ที่ท่านทํางานอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านเป็นอาชีพที่ต่างจากพวกผมโดยสิ้นเชิง เวลาท่านไปบอกใครเป็นผู้พิพากษา ทุกคนต้องยืนกุมมือครับ หรือแม้แต่กระทั่งท่านไปเจอ อะไรก็แล้วแต่ในสังคมที่เป็นข้าราชการระดับเดียวกับท่าน เขาก็ต้องยืนกุมมือเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นคําถามที่บอกว่าเงินกับความยุติธรรมมีความสัมพันธ์กันมากน้อยขนาดไหน กับเบี้ยเลี้ยงที่จะต้องได้ ถ้าศาลอื่นได้ ศาลยุติธรรมอื่นได้ ศาลแพ่ง ศาลอาญาได้ ศาลเด็กได้ ศาลปกครองก็ต้องได้ครับ แต่ถ้าได้แล้วสมดุลหรือไม่ แต่ถามถึงสถานการณ์ในวันนี้ บอกว่าโควิด (COVID) เงินก็ไม่มีจะต้องมาขอเบี้ยเลี้ยง ท่านขอช้าไปเสียด้วยซ้ํานะครับ ถ้าขอมาพร้อม ๆ เป็นแพกเกจ (Package) ตอน ๑๒ ศาล ตั้งแต่สมัย สนช. จบข่าวไปแล้วนะครับ และก็ค่อย ๆ ปรับตามจีดีพี (GDP) ของประเทศครับ เศรษฐกิจดี เงินเดือนเพิ่มขึ้นก็ปรับกันไป ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนอาจจะไม่ทราบว่าผู้พิพากษาแต่ละท่านก็มีความยากลําบาก ยากลําบากมากที่สุดก็คือหัวใจครับ หัวใจที่จะลําเอียงต่อการพิจารณาคดีความต่าง ๆ อันนี้แหละครับสําคัญ มีใครมาเสนอแรงจูงใจให้กับท่าน ท่านก็ไขว้เขว อาจจะเขียนสํานวน บรรยายความฟ้อง สุดท้ายบรรยายเสียสวยหรู ลงสุดท้ายขมวดปมไปที่พิพากษาลงโทษ ก็เยอะครับท่านประธาน แต่ผมก็เชื่อว่าในประเทศนี้ยังมีผู้พิพากษาที่มีความยุติธรรมและเงิน จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผดุงความยุติธรรมของท่านครับ กระบวนการต่าง ๆ อย่างที่ผม บอกไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ เงื่อนไขของผู้พิพากษาค่อนข้างเยอะ เพราะประชาชน ทั้งประเทศคาดหวัง สุดท้ายถ้าพึ่งฝ่ายบริหาร พึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ก็ให้พึ่งนิติบัญญัติ เสาหลักที่ ๒ ถ้าพึ่งฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ก็ให้พึ่งฝ่ายยุติธรรม ก็วนกันอยู่อย่างนี้แหละครับ เพราะฉะนั้นการถ่วงดุลซึ่งกันและกันคือความสวยหรูตามระบอบประชาธิปไตยที่เจ้าของ อํานาจคือประชาชน เหตุที่ผมบอกว่ากรณีที่มายื่นนี่ผมไม่ได้ติดใจว่าเงินจะน้อย หรือจะมาก แต่ผมติดใจอยู่เสมอก็คือว่าเวลากรรมการนั่งอยู่ข้างล่างและดูคนต่อยมวย มันเห็นนะครับว่าอัปเปอร์คัต (Uppercut) ขวาเข้าไปอย่างไร มันฮุก (Hook) ซ้ายเข้าท้อง อย่างไร มันตีศอกเข้าไปอย่างไร เราเห็นใช่ไหมครับ แต่สุดท้ายแล้วกรรมการนับคะแนน ให้ฝ่ายที่ตีเข่า ให้ฝ่ายที่ฮุก (Hook) ซ้าย อัปเปอร์คัต (Uppercut) ขวา แพ้คะแนน อันนี้แหละครับเป็นสิ่งที่มันต้องบอกว่าการผดุงยุติธรรม หรือว่าเบี้ยเลี้ยงที่ท่านกําลังจะเข้ามา สู่สภาในการอนุมัติ มันจะมีผลเกี่ยวข้องกันหรือไม่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นใจ นะครับ ที่ผ่านมาในการประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ท่านก็ไม่เคยได้รับเบี้ยครับ พี่น้องประชาชนอาจจะงง ๆ อ้าว ตกลงที่ผ่านมาศาลไม่มีเบี้ยหรือ หามิได้ครับ เบี้ยประชุมนั้น การทํางานในเรื่องขององค์คณะใหญ่ ๆ ที่ศาลปกครองต้องมีความหลากหลาย ยกตัวอย่าง เช่นผมดูคดีปกครอง สมมุติว่าฟ้องรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) มีคนไปร้อง ผมไม่ใช่เจ้าของคดี แต่ผมต้องไปนั่งเป็นองค์คณะพิจารณาคดีในที่ประชุมใหญ่ อย่างนี้ก็สมควรจะได้แหละครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ ตัวเลขกลม ๆ ผมเคาะตัวเลขแล้ว ถ้าท่านไม่มีนอก ไม่มีใน ไม่มีเงินจากรายได้อื่นเลย ไม่ได้รวยมาจากบรรพบุรุษนะครับ เงินนี่ก็ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทหรอกครับ เฉลี่ยแล้วถ้ามันพูดถึงความยุติธรรม ๑ คนที่ต้องถูกลงโทษโดยไม่ มีความยุติธรรมและลําเอียง อันนี้สําคัญมากกว่า เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านรองวิษณุ และคณะกรรมการที่นั่งอยู่ข้างบนครับ ผมไม่ติดใจตัวเลขจะสูง จะมาก จะน้อย แต่ถ้าท่าน บอกเอาแค่ ๒,๐๐๐ บาท แต่ท่านไม่ทําอะไรเลย ไม่ผดุงความยุติธรรมของสังคมนี้เลย ซึ่งเป็นที่พึ่งอีก ๑ แห่งของประเทศนี้ ต่อให้ ๕๐๐ บาท ๓๐๐ บาท ต่ํากว่าค่าแรงขั้นต่ํา พวกผมก็ให้ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ หลังจากที่ผ่านไปแล้วผมเชื่อว่า ก็คงจะผ่านแหละครับ ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องรับหลักการก็ไปตั้งกรรมาธิการพิจารณา ผมอยากให้ ท่านทําเคพีไอ (KPI) หรือการประมวลผล หรือว่าการรับรู้สิ่งที่ท่านเพิ่มไปแล้วมันทําให้ผลของงาน ที่ท่านส่งมาในรายละเอียด คดีเยอะแยะมากมายแต่ละปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ คดีรับเข้า ๑๙๕ คดี แล้วเสร็จ ๖๙ คดี คดีค้างมาจนถึงปัจจุบันท่านประธานครับ ๑๓,๒๓๓ คดี ถ้าชาวบ้าน เขาต้องรอนะครับ มันรอไม่ได้ครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าอย่างพวกเรา อยู่ในรัฐสภา อย่างท่านประธาน ขออภัยนะครับ ผมอาจจะคิดไปเอง ท่านประธานอาจจะ เคยได้รับหมายศาล แต่ชาวบ้านเวลาได้รับหมายศาลนี่ เข่าทรุดครับ ผมเคยไปบางที่ ท่านประธานครับ บอกอยากจะฆ่าตัวตายเลย และกระบวนการพิจารณาคดีถ้ามันจบเร็ว ถ้ามันเป็นคดีทางปกครอง มันใช้เวลาไม่มาก มันก็จะแก้ไขปัญหาให้กับสังคมได้ แต่ถ้าเป็นอาญา เป็นแพ่ง มันต้องมีชั้นต้น มีชั้นอุทธรณ์ มีฎีกา ก็ว่ากันไปครับ สุดท้าย ปลายทางท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังย้ําคํานี้นะครับ อยากจะถามไปถึงท่านรองวิษณุ รวมทั้งคณะกรรมการของศาลปกครองว่าถ้าตัวเลขนี้ท่านบอกว่าเงินสามารถผดุง ความยุติธรรมและมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสําคัญ ผมไม่ติดใจครับ และเบี้ยเลี้ยงเหล่านี้ ตัวเลขที่ผมไม่เห็นที่ท่านมาบอกว่าเท่าไร ๕,๐๐๐ ๑๐,๐๐๐ แต่อยู่ประมาณนี้แหละ เพราะมันมีกฎหมายเดิมปี ๒๕๖๒ อยู่ ถ้ามันน้อยไป และท่านบอกว่ามาแล้วมันมากกว่านี้ได้ จิรายุ แล้วมันผดุงความยุติธรรมเป็นผลสัมฤทธิ์ วัดผลออกมาได้ ผมจะกดไลก์ (Like) ตลอดครับ ขอฝากท่านผู้บริหารของศาลนะครับ แล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้โปรด พิจารณาครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ