ณัฐวุฒิ ค้านร่างกฎหมายศาลปกครอง ชี้ไม่โปร่งใส-ขัดเจตนารมณ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายคัดค้านร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฉบับใหม่ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและแนวปฏิบัติสากล โดยเฉพาะในประเด็นการกำหนดเงินเดือน ค่าตอบแทน และการขยายอำนาจที่ไม่ชัดเจน พร้อมแสดงความกังวลต่อร่างงบประมาณที่เน้นค่าใช้จ่ายบุคลากรในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และย้ำว่าหากกฎหมายนี้ไม่ส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างแท้จริง ก็ไม่ควรดำเนินการต่อ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในชั้นรับหลักการ แต่ด้วยความแคลงใจ ด้วยข้อสังเกต ด้วยเหตุผลและความจําเป็นของประเทศชาติบ้านเมือง ณ ขณะนี้ พรรคก้าวไกลมีมติ แล้วผมยืนยันว่าเราไม่อาจรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเหตุผลที่ผมนําเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้เพิ่มเติมอีกสัก ๓-๔ ประการด้วยกัน ก่อนจะ เข้าถึงเหตุผลครับ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านตุลาการศาลปกครองที่มาชี้แจงในวันนี้ ผมเองเป็นลูกศิษย์หลายท่านที่อยู่ในตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผมเป็นลูกศิษย์เรียนกับ ท่านอาจารย์หัสวุฒิ เป็นลูกศิษย์เรียนกับท่านอาจารย์วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ เป็นลูกศิษย์ และเป็นเพื่อนร่วมชั้นในระดับปริญญาโทกับอีกหลายท่านที่อยู่ในตุลาการ ผมเข้าใจดีว่า การทําหน้าที่ในตุลาการศาลปกครองทั้งชั้นต้นและชั้นสูงสุดนั้นเป็นผลประโยชน์ มีหลายเรื่องท่านตัดสินพิจารณาคดีเป็นหลักเป็นฐาน เป็นเหตุเป็นผล เป็นหลักการที่ทําให้ บ้านเมืองนี้เดินมาถึงขณะนี้ได้ อันนี้ต้องขออนุญาตที่จะชื่นชมก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลที่ผมนําเรียนว่าผมไม่อาจรับหลักการได้ ๓-๔ ประการนั้น ประการที่ ๑ ท่านอ้างว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ได้อ้างอิงหลักการที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๓ ก่อนจะไปถึงวรรคสองผมขออนุญาตที่จะพูดวรรคหนึ่ง ซึ่งท่านไม่ได้พูดถึงก่อนนะครับ มาตรา ๑๙๓ วรรคหนึ่งท่านพูดถึงการดําเนินการในกรณีที่มีความจําเพาะเจาะจง มีความเป็นอิสระของหน่วยงานบริหารงานบุคคล งบประมาณและการดําเนินการอื่น ๆ ซึ่งท่านใส่วงเล็บว่ายกเว้น ศาลทหาร จะหมายรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยมีความคิดที่จะกําหนดเบี้ยประชุมต่าง ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ผมก็ไม่อาจ ก้าวล่วงได้ แต่เอาเฉพาะในวรรคสองก็พอครับ วรรคสองท่านพูดถึงว่าให้ศาลยุติธรรม และศาลปกครองเฉพาะ ๒ ศาล มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะ ตามความเหมาะสม ผมแยก ๒ คํานี้พิจารณาแตกต่างกันเพื่อจะให้ท่านตอบคําถามว่า ท่านใช้หลักการใด คําว่า เป็นการเฉพาะ คืออะไรครับ เป็นการเฉพาะหมายถึงว่ากรณี ศาลยุติธรรมท่านก็ใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งมี การแก้ไขในปี ๒๕๖๒ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมหรือ ก.บ.ศ. ก็ไปกําหนดระเบียบ ต่าง ๆ มีการกําหนดเบี้ยประชุมต่าง ๆ ซึ่งหมายรวมถึงเบี้ยประชุมของผู้พิพากษาชั้นอุทธรณ์ ที่เข้าประชุมใหญ่และผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้าที่ประชุมใหญ่ ท่านเห็นไหมครับเขาไม่ได้พูด แค่ศาลฎีกา พูดเลยไปถึงศาลอุทธรณ์ด้วย ส่วนกรณีของศาลปกครองนั้นท่านก็มี พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อปี ๒๕๖๐ ผมไม่ปฏิเสธครับ นี่คือหลักการที่รองรับการจําเพาะเจาะจงของท่าน แต่ถาม ประเด็นเรื่องความเหมาะสม เพราะร่างนี้ไม่สามารถดูความจําเพาะได้อย่างเดียวต้องดู ความเหมาะสมด้วย ท่านบอกว่ากรณีที่ศาลฎีกามีแบบนี้ทําให้ศาลปกครองต้องมีแบบนี้ ท่านว่าเหมาะสม แต่ผมว่าไม่เหมาะสม ท่านมีจุดยืนยืนยันแบบนั้นผมก็ดูรายงาน ของท่านหมดเลย พยายามจะเปรียบเทียบเอกสารที่ท่านใช้ในการเช็กลิสต์ (Checklist) เป็นหลักเกณฑ์การตรวจสอบความจําเป็นใด ๆ ต่าง ๆ อยากรู้ว่าต่างประเทศเขามีเรื่องนี้ไหม ท่านเขียนมาในรายงานเอง พอใส่วงเล็บต่างประเทศปุ๊บ ท่านขีดเลยครับ แสดงให้เห็นว่า กรณีเหล่านี้ในต่างประเทศซึ่งมีระบบศาลคู่ มีศาลปกครองก็ไม่ปรากฏว่ามีเบี้ยประชุม มีเบี้ย ตอบแทนเป็นการพิเศษใด ๆ ผมคิดว่าอย่างนี้นะครับ

ประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะต้องยืนยันก็คือว่าประเด็นที่ท่านบอกว่า มีความเหมาะสมนั้นผมเห็นต่างออกไป ท่านจําเป็นต้องมีความจําเพาะเจาะจง แต่ความเหมาะสมเป็นเรื่องการตีความที่ผมเห็นต่าง นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ เนื้อหาในส่วนของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการที่ท่าน ส่งมาให้สภาแห่งนี้กับเจตจํานงดั้งเดิมในขณะที่ท่านยกร่างไม่เหมือนกันครับ ตอนท่าน ไปรับฟังความคิดเห็นใด ๆ ต่าง ๆ ตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ผมก็เข้าใจว่าไปหา เอกสารดูแล้วว่ามันเหมือนกันหรือไม่ประการใด ก็ปรากฏไม่เหมือนกันครับ อย่างที่ผมนํา เรียนท่านประธานศาลฎีกาเขาให้ทั้งการประชุมศาลอุทธรณ์ที่มีองค์ประชุมเป็นที่ประชุมใหญ่ และรวมถึงที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเขาให้ทั้ง ๒ นะครับ ตอนท่านยกร่างครั้งแรกท่านก็ กําหนดว่าศาลปกครองชั้นต้นก็มีการประชุมเรียกว่าที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองชั้นต้น เช่นเดียวกัน ศาลปกครองชั้นต้นกระจายอยู่ตามภูมิภาคนะครับ ไม่ได้มีทุกจังหวัดแต่ก็ทํา หน้าที่เสมือนคล้าย ๆ กับกรณีเป็นทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฉะนั้นตกลงแล้วสิ่งที่ท่าน เคยเขียนมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ววันนี้มาถึงสภาแค่นี้ มันตกหล่นอยู่ที่ไหนครับ มันตกหล่นอยู่ แถว ๆ ถนนสามเสน ถนนเกียกกายหรือว่าอย่างไรครับ พี่น้องตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น เขาก็ฝากถามมา เพราะเดี๋ยวจะมีประเด็นที่เชื่อมโยงไปสู่ประเด็นคําถามประการที่ ๓ ด้วยเหตุดังกล่าวครับ ยิ่งอ่านหลักการและเหตุผลลงไปในเชิงรายละเอียดที่ท่านให้ความเห็น ผมยิ่งตกใจนะครับ เพราะคําว่า การเพิ่มเบี้ยประชุม ท่านเขียนชัดเจนว่าจะเป็นแรงจูงใจ สําคัญในการทําหน้าที่ของตุลาการศาลปกครองสูงสุด พูดกันภาษาบ้าน ๆ ถ้าสภาแห่งนี้ ไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ท่าน ตุลาการศาลปกครองสูงสุดจะไม่มีแรงจูงใจในการ ประชุมใหญ่หรือครับ ท่านเอาหลักประกันความยุติธรรมของพี่น้องประชาชนมาบวกกับ แรงจูงใจในการทํางานของผู้พิพากษาได้อย่างไร ภาษากฎหมายเขาเรียกหลักการแบบนี้ว่า หลักวิชาชีพนะครับ ถ้าเป็นทนายความทําแบบนี้อาจจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทนายความ ผิดมารยาททนายความ ผมคิดว่าประเด็นนี้ท่านต้องตอบสภาแห่งนี้ให้ชัดว่าตรรกะ ที่ท่านใช้ในการให้เหตุผลไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านให้หลักประกันความยุติธรรมให้กับ พี่น้องประชาชน นั่นเป็นเหตุผลประการที่ ๒ ครับ

เหตุผลประการที่ ๓ ณ ขณะนี้ท่านส่งร่างเอกสารงบประมาณประจําปี ๒๕๖๔ อยู่ในระหว่างการประชุมของสภาเรานะครับ งบประมาณที่ท่านขอมาทั้งหมด ประมาณตัวเลขกลม ๆ นะครับ ของศาลปกครองคือ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ผมขออนุญาต ท่านประธานเพิ่มเติมเวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ ผมพบว่าส่วนใหญ่ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในค่าใช้จ่าย ในงบประมาณที่ท่านขอเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรหมดเลยครับ เพื่อนสมาชิก ของผม ท่าน ส.ส. คารม พลพรกลาง ท่านพูดชัดเจน ท่านตั้งงบประมาณ ๕๑ ล้านบาท สําหรับ ๓ ปีเฉลี่ยปีละประมาณ ๑๗ ล้านบาท วันนี้ท่านมีตุลาการศาลปกครองสูงสุด ๕๑ คนจากตําแหน่งเต็มที่ต้องมี ๘๔ คน คิดกันตัวเลขกลม ๆ เลยนะครับ ตัวเลขที่ท่านคารม พูดถึงว่าเขามีรายได้เดือนละเท่าไรผมไม่พูดนะครับ แต่คํานวณแล้วตุลาการศาลปกครอง สูงสุดจะได้เงินรายได้เพิ่มเฉลี่ยไม่ต่ํากว่า ๑๒๐,๐๐๐ บาท หรืออาจจะถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคน เพราะว่าต่อคนและต่อปี เดี๋ยวท่านจะตกใจหาว่าเดือนหนึ่งขนาดนั้นเลยหรือ ยิ่งกว่าพวกเราอีก ต่อปีนะครับท่านประธาน สุดท้ายจริง ๆ ครับ แล้วสิ่งที่ท่านหลอกพวกเรา ๕๑ ล้านบาทที่ท่านเขียนมาในเอกสารของท่านตอนนั้น ท่านจะใช้กับกรณีให้เบี้ยประชุม กับตุลาการศาลปกครองชั้นต้นทั้งหมดด้วย แต่วันนี้ตกลงท่านให้แค่ศาลปกครองสูงสุด แต่ทําไมยังเป็นตัวเลขเดิม หรือไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก ผมจดแบบนี้ครับ ในกรณี สถานการณ์ปกติร่างกฎหมายแบบนี้พวกผมพรรคก้าวไกลซึ่งสืบทอดมาจากอดีต พรรคอนาคตใหม่ก็ยังต้องเห็นค้าน และยิ่งในกรณีแบบนี้ ในสถานการณ์ที่เงินรายได้ก็ไม่พอ โควิด (COVID) ก็ต้องช่วยเยียวยา คนตกงานอีก ๘ ล้านคน ท่านจะยังขอเงินเพิ่มอีกหรือครับ และด้วยเหตุผลดังกล่าวครับท่านประธาน ผมสนับสนุนทุกร่างกฎหมายที่จะทําให้คนเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมที่ดีขึ้น แต่กฎหมายฉบับนี้ถ้าไม่ตอบโจทย์เช่นนั้นพรรคก้าวไกล ไม่อาจรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ครับ ขอบพระคุณครับ