ครูมานิตย์ ยันเสนอญัตติรับฟังเสียงนักเรียน นิสิต นักศึกษา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม หารือปัญหาการใช้มาตรการฉุกเฉินควบคุมโควิด-19 ที่ขยายต่อโดยไม่เกี่ยวกับการระบาด แต่กลับใช้จับกุมผู้เห็นต่างทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงนักเรียน นิสิต และนักศึกษา โดยเสนอให้เจรจากับผู้ชุมนุมโดยตรงแทนการตั้งกรรมาธิการที่ช้าและสิ้นเปลืองงบประมาณ เน้นย้ำความจำเป็นในการตอบสนองข้อเรียกร้องอย่างทันท่วงทีเพื่อยุติความขัดแย้ง

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมเอง ก็เป็นเจ้าของญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา แต่แนวทางของผมนั้นได้เสนอมตินี้ส่งไปยังรัฐบาลโดยตรง ผมฟังอยู่เมื่อวาน แล้วก็ในช่วงเช้าก็มีความหลากหลายของผู้ที่จะอภิปรายในมิติต่าง ๆ ทั้งเรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ แล้วก็ปัญหาที่เกิดขึ้น และหลายท่านก็บอกว่าส่งให้รัฐบาล หลายท่านก็บอกว่าให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมี ส่วนร่วมของประชาชน หลายท่านบอกว่าให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเกิดขึ้นมาใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมนั้นยังยืนที่จะส่งให้รัฐบาลโดยตรง เหตุผลของผมมีไม่มากหรอกครับ

ประเด็นที่ ๑ เหตุการณ์ในขณะนี้นั้นเหตุการณ์กําลังร้อนแรงทีเดียว แล้วผมกลัวว่ามันจะลุกลามไปมากกว่านี้ ท้ายที่สุดแล้วจะเอาไม่อยู่ ผมมองว่าการตั้ง คณะกรรมาธิการไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วย ในหลาย ๆ เรื่องและทุกเรื่องผมก็สนับสนุนในการตั้ง คณะกรรมาธิการ แต่ผมคิดว่ากับเรื่องนี้กับการนี้น่าจะสายไป เพราะผมไม่เคยเห็น คณะกรรมาธิการไหนทํางานเสร็จภายใน ๓ เดือน ๒ เดือน ที่เกี่ยวกับเรื่องสําคัญ ๆ เมื่อวาน ผมก็ได้อภิปรายไปว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจากวันนั้น มาถึงวันนี้ ๔ เดือนแล้วก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลัง ยังไม่รู้ทิศทางเลยว่าจะเอากันอย่างไร จะไป กันอย่างไร

ประเด็นที่ ๒ เรื่องนี้ถ้าตั้งคณะกรรมาธิการผมก็คิดว่าท้ายที่สุดบทสรุปก็คือ นําไปสู่รัฐบาล มันเสียเวลากับเรื่องการประชุม นี่เป็นความคิดส่วนตัว ไม่ได้เสียเวลา อย่างเดียว รัฐบาลหรือสภาแห่งนี้เราเสียงบประมาณด้วย เพราะการประชุมของ คณะกรรมาธิการวิสามัญต้องเสียค่าประชุมทุกครั้ง เสียเงินค่าใช้จ่าย

ประเด็นที่ ๓ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็สามารถที่จะเรียกข้อมูล เรียกน้อง ๆ เรียกหลายคน เข้ามาได้เลยกับเรื่องนี้ เพราะสภาได้รับทราบปัญหาแล้ว

ประเด็นที่ ๔ นี่เป็นประเด็นสําคัญ หลายเรื่องในสภาแห่งนี้เราลงมติกัน ที่ส่งเรื่องราวต่าง ๆ ในการพิจารณา แล้วก็ส่งไปยังรัฐบาลก็ยังไม่เคยเห็นรัฐบาลได้แก้ไข ปัญหาเป็นรูปธรรมส่งกลับมายังสภา มาชี้แจงฝ่ายนิติบัญญัติว่าเรื่องที่คุณเสนอไปรัฐบาล ได้ทําแล้วนะ ได้ดําเนินการไปแล้วนะ ผลออกมาอย่างนี้ ประสบผลสําเร็จอย่างนี้ สภามีอะไร จะท้วงติง สภามีอะไรจะสอบถาม เราก็ยังไม่เคยเห็น วันนี้ปัญหานี้พรรคเพื่อไทยเราเห็นว่า เป็นปัญหาสําคัญยิ่ง เพราะเราไม่อยากเห็นน้ําผึ้งหยดเดียว ไม้ขีดไฟก้านเดียวแล้วก็จะลุกลาม เรากลัวเวลาเป็นเงื่อนกําหนดที่เอาไม่ทัน ท่านประธานเห็นไหมครับ เมื่อเช้าผมดู พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. อันนี้เอ่ยชื่อได้ ผมไม่ได้พูดให้เสียหาย ท่านได้ยืนอยู่บนโพเดียม (Podium) แล้วท่านก็ได้แถลงว่าการต่อ พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ต่ออีก ๑ เดือน เพื่อควบคุมไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยไม่เกี่ยวกับ การเคลื่อนไหวทางการเมือง บังเอิญนักข่าวถามว่า ท่านครับ แล้วที่โดนจับเกี่ยวกับเรื่อง การเมืองที่ผ่านมาท่านก็ตอบชัดเจน อันนี้ผมรับผิดชอบเพราะผมเป็นคนลุกขึ้นพูดในสภา ท่านพูดชัดเจนให้ข่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาเป็นเรื่องของข้อกฎหมายนี่จะเริ่มนับตั้งแต่ ฉบับนี้เป็นต้นไป เห็นไหมครับ ความต่างเรื่องเดียวกัน ๒ มาตรฐานเกิดขึ้นชัดเจน ก็เพราะ เมื่อวานสภาแห่งนี้ได้ร่วมกันอภิปรายได้ชี้ให้เห็นปัญหา ผมจึงบอกว่าวันนี้พรรคเพื่อไทย หรือเพื่อนผู้แทนทุกพรรคเราเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางที่นําเอาปัญหาที่จะเกิดขึ้นในแผ่นดิน นี้ที่จะเอาปัญหาของน้อง ๆ มาสู่ในสภา แล้วก็ส่งเสียงไปยังฝ่ายนักปกครอง ฝ่ายผู้บริหารก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ให้ท่านได้ทราบ แล้วท่านก็จะได้แก้เอง ถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะมีคนในรัฐบาลออกมาให้สัมภาษณ์เวลานักข่าว ถามว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร ก็ตอบง่ายครับ อันนี้ผมตอบแทนรัฐบาลได้เลยบอกว่าเรื่องนี้ โยนให้กรรมาธิการวิสามัญ เขาตั้งกันมาแล้วก็ได้ศึกษากันอยู่ตอนนี้ ให้ใจเย็น ๆ นิดหนึ่ง ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ รัฐบาลจะได้คุยหรือได้ดีล (Deal) โดยตรงกับกลุ่ม ที่กําลังเรียกร้องว่าเรื่องนี้ได้ เรื่องนั้นไม่ได้ เรื่องนี้ได้ เรื่องโน้นไม่ได้ เพราะผมเห็นหลาย ๆ เรื่องที่รัฐบาลลงมาดีล (Deal) แม้กระทั่งมาหาสื่อ มาหาช่องทีวีก็ลงมาดีล (Deal) เอง หลาย ๆ เรื่องที่ทําเนียบก็ดีล (Deal) มาเยอะแยะ เรื่องนี้ผมว่าไม่เกินความใฝ่ฝันของผม ไม่ได้เกิน ความตั้งใจของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลมีความตั้งใจกับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เพราะผม ฟังน้อง ๆ ที่มาจากตัวแทนนิสิต นักศึกษามาเป็นผู้แทนในวันนี้ ไม่ใช่เขาไม่มีเหตุผล ทุกคน ล้วนแล้วแต่มีเหตุผล ที่ไปเดินเรียกร้องก็มีเหตุผล เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่ของบ้านเมืองนั้นจะไปให้ คํามั่นสัญญา ให้เหตุผลเขาอย่างไร ผมจึงยังยืนยัน แล้วผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยของผมวันนี้ คงที่จะมีแนวคิดเหมือนผมครับ ส่วนพรรคอื่นนั้นผมไม่กล้าก้าวล่วง แต่ผมเองนั้นผมยังยืนยัน ว่าผมยังเห็นด้วย มันเป็นเรื่องด่วนต้องส่งไปให้เจ้าของเรื่องที่เขาเรียกร้องโดยตรงได้พูดจา ได้ปราศรัยกันมันถึงจะสงบ มันถึงจะยุติในระดับหนึ่ง ถ้าเอาแต่ฝ่ายนิติบัญญัติ จริงอยู่เราเป็น หน้าที่ในการแก้ปัญหา แต่เรื่องนี้ผมว่าเกินแล้วครับ เกินที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะมาแก้ปัญหา เรื่องนี้ได้ เพียงแต่เรานํามิติต่าง ๆ มานําเสนอในสภา ฉะนั้นผมจึงยืนยันว่าผมเองยังลงมติ ส่งให้รัฐบาล แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่เห็นใจน้อง ๆ เห็นใจแล้วก็เข้าใจ แต่ผมกลัวว่าถ้าทําวิธีการอื่น มันจะช้าไปครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ