นิกร สนับสนุนตั้งกรรมาธิการรับฟังเสียงเยาวชน ชูเคารพสิทธิ 18 ปี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

นิกร จํานง สนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อรับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนทัศนคติและยอมรับเยาวชนอายุ 18 ปีเป็นผู้มีสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มตัว พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายถอยห่างจากความขัดแย้ง ใช้ความเข้าใจ ความเคารพ และความรักเป็นพื้นฐานในการร่วมกันหาทางออกร่วมในสถานการณ์ที่ตึงเครียด โดยอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวที่สะท้อนความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความแตกแยกในอดีต

นายนิกร จํานง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย ญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เปิดรับฟังความเห็นเพื่อให้นิสิต นักเรียน นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎร ผมสนับสนุนญัตติของ เพื่อนสมาชิกทุกญัตติที่ต้องการจะเปิดพื้นที่ตรงนี้ แต่ว่าที่ผมเห็นด้วยเป็นพิเศษก็คือว่าญัตติ ของท่าน ส.ส. อิสระ นั่นคือหลักการ แต่วิธีการผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ส. อิสระนะครับ ในญัตติที่ ๕.๑๕๑ ในการตั้งกรรมาธิการขึ้นมารับฟังความเห็น เปิดพื้นที่ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นที่เรากําลังคุยนี้เป็นประเด็นเกี่ยวกับนักเรียน นิสิต นักศึกษาและ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ประเด็นปัญหาตรงนี้เราต้องเริ่มจากตรงนี้ครับท่านประธาน ต้องเริ่มจาก ปรัชญาของการเคารพความเห็นของบุคคลเหล่านี้ก่อน ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงจัง และจริงใจ ท่านประธานที่เคารพครับ เราหันมามองถึงเรื่องสิทธิทางการเมือง ยุคหนึ่ง ก่อนที่บุคคลเหล่านี้จะมีสิทธิในการเลือกตั้ง ถ้าจําได้เราไปพูดกันว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ ให้เด็กมีสิทธิเลือกตั้ง เด็ก ๑๘ ปีมีสิทธิเลือกตั้ง ความเห็นตรงนี้ผมแย้งมาตลอดเพราะว่า พอเรารับรองสิทธิของเขาแล้ว เขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไป บุคคลอายุ ๑๘ ปี ถือเป็นบุคคล ที่มีสมรรถนะทางการเมืองเท่า ๆ กับเราก็คือเท่ากับเรา เขาไม่ใช่เด็กเพราะเขาอายุเกิน ๑๘ ปีแล้ว ถ้าทางการเมืองเท่ากัน ดังนั้นในจุดตรงนี้เบื้องต้นเราต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์หรือมายด์เซต (Mindset) ว่าเป็นสิทธิ การเลือกตั้งของบุคคลอายุ ๑๘ ปี ต้องยอมรับความเป็นบุคคลของเขาเสียก่อน ด้วยความเคารพ ไม่อย่างนั้นเราจะมองเขาเป็นเด็กอยู่ร่ําไป

ประเด็นที่ ๒ ผมเสนอปรัชญาของการคุกเข่าคุยกับเด็กให้ตาเสมอกัน ปรัชญา ตรงนี้เป็นหลักการของดอกเตอร์บัลแกเรียจากยูซีแอลเอ (UCLA) เขาเปิดหลักสูตร เลิฟ (Love) ให้มนุษย์รักกัน เขาพูดอย่างนี้ว่าเวลาคุยกับเด็กให้เราคุกเข่าลงมาแล้วให้ตา เสมอกับเด็ก เพราะไม่อย่างนั้นเรายืนสูงกว่าเราจะเข้าใจว่าตัวเราใหญ่กว่าเด็กตัวเล็ก กว่าเรา เพราะฉะนั้นจะไม่เข้าใจแล้วเราจะลืมไปว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน เราจะลืมวัน เวลาเหล่านั้นไป ดังนั้นหลักการตรงนี้ทําให้ผมย้อนนึกถึงตัวเองว่าในเส้นทาง ของผมเองผมก็เคยเป็นเด็กเท่านี้ ท่านประธานครับ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ผมไปชุมนุมประท้วง ม.ศ. ๓ ถังแก๊สกลางเมืองจังหวัดสงขลาก็เข้าไปในห้องผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ให้ไล่ถังแก๊ส ออกไป เราก็เคยทําเหมือนเยาวชนทําอยู่ในวันนี้ ต่อมาเมื่อ ม.ศ. ๔ ผมเป็นประธานกลุ่ม เยาวชนอาสาสมัครจังหวัดสงขลา ตรงนี้มีการเมืองมาเกี่ยว เราถูกชี้นําโดย นอท. หรือนิสิต อาสาสมัครแห่งประเทศไทย ผมได้จัดตั้ง ยส. หรือเยาวชนอาสาสมัครจังหวัดสงขลาขึ้น เราไปเข้าค่ายแต่เราไม่สร้างโรงเรียน เพราะเราสร้างโรงเรียนเราทําไม่ได้ เราไปเข้าค่าย แล้วฝึกการพูด ฝึกการเป็นผู้นํา ฝึกการเสนอญัตติมาตั้งแต่ ม.ศ. ๔ แล้วครับ แล้วก็เรามีรุ่นพี่ ผมมีรุ่นพี่อยู่คนหนึ่งชื่อพี่เบิ้มแกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วแกอยู่นครนิวยอร์ก พยายามผลักดันพวกน้อง ๆ ให้เข้าสู่คล้าย ๆ ว่าให้มีความรู้ทางด้านญัตติ ด้านอะไรพวกนี้ ปรากฏว่าตอนช่วงวันที่ ๑๔ ตุลาคม เราก็มีการรวมตัวกันแล้ว แล้วก็ไปได้ดี ตอนวันที่ ๑๔ ตุลาคม มีเหตุการณ์ พี่เบิ้มเข้าป่าหายไปเลย แล้วทราบตอนหลังว่าไปเสียชีวิตในป่าจากการ สู้รบกับฝ่ายบ้านเมืองหรืออย่างไรไม่ทราบ แล้วในขณะนั้นเราก็สูญเสียผู้เป็นที่รัก ที่พยายามจะเดินแบบคล้าย ๆ ว่าเหมือนกับให้เรามีความรู้ มีความเข้าใจในเรื่องการเมือง นี่แหละ ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง แล้วในครั้งเดียวกันมีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่จังหวัดสงขลาเข้าป่า ไปด้วยแล้วก็หายไปเสียชีวิตด้วย แม่ของเขาเอาไม้ไปเขี่ยดินหาลูก ประเด็นตรงนี้คือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้น ผมเองประสบการณ์ สูญเสียนี้ทําให้ผมมีความรู้สึกมาก ดังนั้นเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ผมเรียนอยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ผมไม่เข้าป่า ผมเห็นว่าอย่างนี้ครับ ผมเห็นว่าการต่อสู้ตรงนี้บางครั้งเป็นการ ต่อสู้ของอํานาจ ๒ อํานาจ แต่คนที่สู้กัน ที่ฆ่ากัน ที่มีปัญหากันจะเป็นประชาชนทั่วไป เป็นเด็ก ๆ เป็นนักศึกษา กับทหาร ซึ่งเขาเป็นคนไทยเหมือนกัน ดังนั้นความสูญเสียที่เกิด เพื่ออํานาจต่าง ๆ เป็นเรื่องไม่จริง ท่านประธานที่เคารพครับ มีปรัชญาการต่อสู้ของเสรีภาพ ในมิติการสูญเสียว่า เสรีภาพและประชาธิปไตยที่ได้มาจากชีวิตและเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์ แม้แต่เพียงคนเดียว เสรีภาพและประชาธิปไตยที่ได้มาจะเกิดขึ้น แต่จะคงอยู่สั้นมาก ความชั่วร้ายจะเข้ามาทดแทนและจะคงอยู่ยาวนาน คําถามก็คือว่าเรามีวันที่ ๑๔ ตุลาคม วันที่ ๖ ตุลาคม เรามีพฤษภาทมิฬ ขณะนี้เราสูญเสียผู้บริสุทธิ์ไปเท่าไร อาจจะเป็นบาปตรงนี้ กระมังที่เราต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ดีเรื่องการเมือง การเมืองเราไม่ไปไหนสักที นี่เป็นประเด็น ที่สําคัญที่ผมยึดถือ แล้วประสบการณ์นี้เองทําให้ผมเดินบนเส้นแห่งความปรองดองและ ประนีประนอมตลอดชีวิตทางการเมือง ท่านประธานคงสังเกตว่า ผมไม่เป็นศัตรูกับใครเลย เพราะคิดว่าอยากจะให้ทุกคนมาดีกัน อยากจะให้ปรองดองกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ประสบการณ์ทางด้านนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ประสบการณ์ที่ผมติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอด กําลังบอกผมว่ากําลังมีสถานการณ์ที่ล่อแหลมต่อความสูญเสียกําลังจะเกิดขึ้นอีกแล้ว นี่ความรู้สึกของผมเอง ผมจึงเห็นว่าเพื่อการสร้างความปลอดภัย สถานการณ์อันไม่พึง ประสงค์ของทุกฝ่าย เพราะว่าเวลาสูญเสียไม่ใช่ชาติ ประชาชนเป็นผู้สูญเสีย สมควรที่เราจะ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใช้สภา จริงอยู่เราฟังความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ในคณะกรรมาธิการแล้ว แต่อยากจะใช้สภาเพราะสภาเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ใช่เป็นพื้นที่ ดองเรื่อง รับฟังความเห็นเพราะเราจะอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกันมาก ตอนนี้ รัฐบาลกับผู้ที่ประท้วงอยู่ขณะนี้อาจจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เราจะเป็นตัวกลางให้นะครับ แล้วเราต้องฟังกัน และให้ประชาชนรุ่นใหม่เหล่านี้ใช้ความรัก ด้วยความรัก เราต้องฟังเขาด้วยความรัก เพราะเขาเป็นน้อง เป็นลูก เป็นหลานเรา แต่ด้วย ความเคารพด้วย ไม่ใช่รักอย่างเดียวแล้วเห็นเขาเป็นเด็ก ด้วยความเคารพ แล้วหาข้อสรุป เพื่อหาทางออก คือฟังกัน คือเราต้องคุกเข่าลงให้เสมอกับเขาแล้วคุยกัน แล้วก็เพื่อ ประเทศชาติของเราจะได้มีทางออกต่อเรื่องนี้ครับ ก็กราบเรียนนําเสนอให้ตั้งกรรมาธิการครับ ท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณครับ