สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หารือเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน และเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบอบรัฐสภา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ผมและคณะเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้ขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้กรรมาธิการพัฒนา การเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน พิจารณาให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนและประชาชน จากวันนี้ที่เราได้ฟัง ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านอภิปรายมาทั้งวัน สิ่งที่ผมจะอภิปรายก็คงไม่ได้สะท้อนปัญหา ที่แปลกแตกต่างอะไรกันเท่าไรนัก แต่ผมยังมีความจําเป็นที่จะต้องอภิปราย เพื่อจะให้ย้ํา เพื่อจะเป็นการย้ําให้กับคณะกรรมาธิการให้กับสภาหรือให้กับรัฐบาลที่ท่าน ฟังอยู่ได้รับรู้ว่าพวกเราทุกคนคํานึงถึงปัญหาที่กําลังเกิดขึ้น และพวกเรามีความกังวลใจ ความไม่สบายใจอย่างมาก ท่านประธานครับ คืนวันเสาร์ที่ผ่านมาผมกลับพื้นที่ได้รับชม การอภิปรายการปราศรัยของน้อง ๆ เยาวชน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย (Social media) ก็ต้องกราบเรียนว่าคืนนั้นทั้งคืนไม่เป็นอันทําอะไรเลยครับ ข้อเรียกร้องของน้อง ๆ ๓ ข้อ ฟังข้อแรกฟังปุ๊บ น้อง ๆ บอกว่าเรียกร้องให้ยุบสภา ถามว่าผมหมดแรง เพราะข้อเรียกร้อง ข้อแรกหรือไม่ ผมก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่เลย เหมือนที่ท่าน ส.ส. ที่อภิปรายไปก่อนหน้านี้ พูด บอกว่าเราเป็น ส.ส. เราเป็นนักการเมือง เลือกตั้งเมื่อไรเราก็ต้องพร้อม โดยส่วนตัวผม ผมทั้งเคยสอบตก ทั้งเคยโดนตัดสิทธิ ทั้งชนะมาแล้ว ไม่ห่วงเลยครับ แต่สิ่งที่ทําให้ผมรู้สึกหดหู่ ก็คือเรายังมองไม่เห็นทางออกที่แท้จริงของปัญหานี้ได้เลย ข้อเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อ ผมเห็นคล้าย ๆ กับท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่านที่อภิปรายไปครับว่าการยุบสภา ถามว่า เป็นการแก้ปัญหาหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ถ้าตราบใดที่เรายังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ ยุบไป เลือกตั้งใหม่ กลับมาผลลัพธ์เหมือนเดิม ผลลัพธ์เหมือนเดิมประชาชนก็มีความรู้สึกขุ่นข้อง หมองใจ ไม่พอใจ ออกมาวนอยู่แบบนี้อีกครับ ถ้าเราเอาอดีตมาศึกษาเราก็จะเห็นว่าในอดีต ที่ผ่านมานั้น ปลายทางที่จะมุ่งไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารก็เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันแบบนี้ และเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากจะเห็นให้มันเกิดขึ้นอีกแล้วในประเทศไทยนี้ ก็เริ่มจากมีการชุมนุม ปัจจัยสําคัญปัจจัยหนึ่งครับ ที่วันนี้ถ้าเราจะเปลี่ยนเราจะมีเวลา เรายังพอจะเปลี่ยนได้ ที่ผ่านมาผู้ชุมนุมชุมนุมไป ผู้มีอํานาจไม่สนใจจะฟัง ความขัดแย้งปล่อยให้เรื้อรังคาราคาซังไป สุดท้ายปลายทางรัฐประหาร วันนี้ชนวนไฟจุดติดแล้ว มีกลุ่มประชาชน มีกลุ่มเยาวชน มีกลุ่ม นักศึกษาเขาออกมาเรียกร้อง เขามาส่งเสี่ยงที่เขาอยากให้รัฐได้ยินดังขึ้นมาแล้ว ถ้าเรา ไม่อยากจะไปปลายทางก็คือรัฐประหาร จําเป็นอย่างยิ่งครับ ที่วันนี้สภาแห่งนี้จะต้องช่วยกัน หาทางออก หาทางออกให้กับเขา ถ้าวันนี้เขาพูดแน่นอนว่าเราได้ยิน แต่คําถามก็คือเมื่อเรา ได้ยินแล้วเราจะนํามาปฏิบัติอย่างไร เราจะเดินต่อไปอย่างไร หรือเราจะเดินวนอยู่ในที่เดิม พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนในข้อเรียกร้อง จริง ๆ สนับสนุนทั้ง ๓ ข้อนะครับ ไม่ว่าจะเป็น การที่รัฐต้องหยุดคุกคาม หยุดใช้ความรุนแรง หยุดข่มขู่คนที่มีความเห็นต่าง ข้อที่ ๓ ที่คณะ ผู้ประท้วงเรียกร้องก็คือขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้เราไม่เคยขัดข้องเลย เราอยากจะให้ได้มีการพิจารณาหาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบอบรัฐสภา ซึ่งผมเชื่อว่า จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และเมื่อข้อ ๒ ข้อ ๓ ทําได้แล้วการยุบสภาเมื่อไร ย่อมจะได้ผลลัพธ์ ที่แตกต่างจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ เราจึงได้เสนอขอให้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองรับฟังความเห็น การรับฟังทําได้หลายวิธีครับ แต่ผมเห็นว่าหากจะเชิญคณะผู้ประท้วงมาให้ข้อมูลอย่างเดียวอาจจะน้อยไป เราจําเป็นจะต้องให้เขามีส่วนร่วมมากกว่านี้ครับ อาจจะเชิญเขามาเป็นที่ปรึกษา หรืออาจจะ เชิญเขามาเป็นที่ปรึกษาท่านประธานก็ได้ หมายถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ให้เขาได้มารู้ มาเห็นว่ากลไกของรัฐเป็นอย่างไร หากจะทําการเมืองให้ดีขึ้นจะต้องเดิน อย่างไร ถือว่านี่คือการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่ง มีท่านสมาชิกอีกจํานวนหนึ่งเสนอว่าให้ตั้ง กรรมาธิการคณะใหม่ขึ้นมาเลย แนวทางนี้ก็ต้องเรียนตามตรงว่าไม่ได้ขัดข้อง แต่สิ่งที่เรา อยากจะเห็นก็คือเราอยากให้ผู้ที่เขาเห็นต่างได้มาเป็นกรรมาธิการด้วย และผมเชื่อว่านี่คือ จุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยที่ผู้เรียกร้องอยากจะเห็น และผมคิดว่าผู้มีอํานาจควรจะรับฟัง วันนี้ถึงเวลาที่ท่านต้องเปิดหู เปิดตา รับฟังทุกคนอย่างเสมอภาค ขอบพระคุณท่านประธานครับ