สุทิน คลังแสง ระบุข้อเรียกร้องนักศึกษา 3 ข้อ โดยชี้ว่าอำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สภา และอำนาจแก้รัฐธรรมนูญต้องถามรัฐบาลโดยตรง ไม่สามารถถามสภาได้ สุทิน คลังแสง ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังประชาชนโดยตรง โดยไม่เห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากมองว่าเป็นการเบี่ยงประเด็นและเป็นการคุกคามต่อผู้ชุมนุม จึงเสนอให้สภาต้องยื่นเรื่องกับรัฐบาลเท่านั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ญัตติที่กําลังพูดถึงอยู่นี่คือการรับฟังความเห็นนิสิต นักศึกษา ผมเห็นว่ามาถูกที่ถูกเวลาจริง ๆ ได้จังหวะ เพราะว่าวันนี้ขณะนี้เราทราบดีว่าอะไรกําลังเกิดขึ้นกับบ้านกับเมือง แต่จริง ๆ แล้ว ญัตตินี้ยื่นไว้เมื่อนานแล้วล่ะ ก่อนโควิด (COVID) ตอนนั้นก็นักศึกษามารอบแรกก็เลยยื่น พอโควิด (COVID) มาก็พักไว้ พอมารอบ ๒ ก็มาบรรจบพบกันพอดีถือว่าเป็นบุญของ ประเทศ แต่เราต้องใช้บุญนี้ให้เป็น วันนี้เราพูดคุยกันว่าให้รับฟังความเห็นของนิสิต นักศึกษา ถูกต้องครับ เพราะอะไรครับ สถานการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นวันนี้ผมเชื่อว่าทุกคนห่วงใย เพราะประเทศเรามีบาดแผลจากลักษณะอย่างนี้มาเยอะเลย แล้วก็มาคล้าย ๆ กันนี่แหละ ถ้าแก้ถูกทางก็อาจจะไม่เหมือนเดิม ถ้าแกผิดทางก็เหมือนเดิมแน่นอน เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามขบคิด ว่าการแก้ปัญหาอย่างนี้ประเทศไทยน่าจะมีบทเรียนมาหลายครั้ง นายกรัฐมนตรีเอง พวกเราเองก็มีบทเรียน สําคัญว่าจะใช้บทเรียนนั้นอย่างไร จะทําซ้ํา แบบเดิมหรือจะเปลี่ยนวิธีใหม่ แต่วิธีใหม่ที่ผมคิดมาตลอดก็คือไม่พ้นหลักเมตตาล่ะครับ วันนี้ ถ้าหากเห็นเขาเป็นเด็ก เราเป็นผู้ใหญ่เราก็เมตตา ผมเป็นครูดีแล้วที่มีลูกศิษย์กล้าแสดงออก เขาคิดอย่างไรปล่อยให้เขาคิด ผมสอนหนังสือนี่ เด็กจะว่าอย่างไรปล่อยเลย แต่เมื่อปล่อยเขาแสดงเต็มที่เราเป็นผู้ใหญ่เป็นครูนี่ก็ค่อยปรับ ค่อยแนะ ค่อยนําเขาให้เขาคิดถูกทาง เพราะฉะนั้นวันนี้เยาวชนไทยของเรากล้าคิดแบบนี้ ผมปรารถนาอยากเห็นมานานแล้ว มันหายไปนานแล้ว กลับมาอย่างนี้ดีใจ แต่ว่าเขาจะคิดผิด จะคิดถูกอันนี้เรามองต่างกัน ถูกผิดผมถึงบอกว่าเมตตาถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ เมตตาแรกที่สุดเลย ต้องรับฟังเขา รับฟังแล้วถูกผิดแนะนํา ท้ายที่สุดอย่าใช้ความรุนแรง นี่คือหลักที่ผมคิดกําลัง จะหาทางเสนอ เพราะฉะนั้นวันนี้ญัตตินี้เข้ามาบอกว่าให้รับฟังนี่ตรงใจผมเลย การรับฟังคือ เมตตาเบื้องต้น แต่ถ้าไม่รับฟังนั้นก็คือไม่เมตตากันแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ฟังมาทุกท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ให้รับฟัง ฟังทุกคนมาต้องรับฟังทั้งนั้น แต่ที่ผมเป็นห่วงวันนี้คือให้ใครฟัง ฟังแบบไหน ต่างกันนะตรงนี้พอถึงตรงนี้ต่างกันแล้ว ญัตติหนึ่งบอกว่าให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นฟัง อีกญัตติหนึ่งอย่างพวกผมพรรคเพื่อไทยนี่คือให้รัฐบาลฟัง คือส่งรัฐบาลเลย นี่ต่างกันแล้วนะ ถ้าบอกว่าตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นรับฟังนี่คือให้สภาฟังนะ อย่าหลงทางนะ ถ้าตั้งวิสามัญคือให้สภาฟัง นายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวนะ รัฐบาลไม่เกี่ยวด้วย แต่ถ้าของพวกผมให้รัฐบาลฟังคือตรงเป๊ะเลยนายกรัฐมนตรี ใครถูกใครผิดทีนี้ผมอยากให้ พวกเราคิด เพราะอย่างไรครับ ไม่นานนี้อีกสักพักเราก็ลงมติแล้ว เชื่อว่าฟังทั้งหมด แต่ญัตติหนึ่ง รัฐบาลจะให้ตั้งวิสามัญผมฟังมาอย่างนั้นนะ แต่พวกผมไม่ตั้ง ให้รัฐบาลฟัง ๒ แนวทางนี้ ก็คือต่างคนต่างฟัง ทางแรกสภาฟัง พวกผมให้รัฐบาลฟัง ใครผิดใครถูกคิดอย่างไรครับ ต้องถามที่เด็ก ถามคนที่เขามีปัญหาสิ คนที่เขาเรียกร้องสิ เขาอยากฟังใคร ใครคือคู่กรณี เราตอบไม่ยากหรอกคู่กรณีคือรัฐบาลไม่ใช่สภา ที่ชุมนุมกันอยู่นี่ไม่มีใครเอาสภาเป็นคู่กรณีหรอก คู่กรณีคือรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อคู่กรณีคือรัฐบาลต้องให้สภาฟังจะมาเบี่ยงให้สภาฟัง มันผิดที่ผิดทางนะ อันที่ ๑
อันที่ ๒ ไปดูข้อเรียกร้องเขา ๓ ข้อ ใครจะเป็นคนตอบ ผมอยากให้สภา คิดอย่างนี้ให้หนัก อยากให้รัฐบาลคิดให้หนักนะ ข้อแรกเขาเรียกร้องว่าอย่างไร ยุบสภา ใช่ไหมครับ นี่ก็เขาเรียกร้องบริสุทธิ์ ผมยังเห็นต่างกับน้อง ๆ ลูก ๆ เลยว่า ต้องลาออก สภาไม่ผิดอย่ามายุบ รัฐบาลผิดต้องลาออก แต่ไม่เป็นอะไรเราก็เคารพความคิดของเขา แต่ที่สําคัญกว่านั้นก็คือถ้าเขาเรียกร้องให้ยุบสภานี่ใครมีอํานาจยุบ นายกรัฐมนตรี แล้วมาถามสภาได้อย่างไร ถ้าตั้งกรรมาธิการขึ้นมาปั๊บมาฟังกันในกรรมาธิการ ผมเป็น กรรมาธิการ ท่านประธานเป็นกรรมาธิการ พรรคประชาธิปัตย์เป็นกรรมาธิการ ถามว่าถ้าเขา ถามว่าจะยุบสภาให้ผมไหม ตอบได้ไหมล่ะกรรมาธิการ ใครตอบเรื่องยุบสภาได้ ก็นายกรัฐมนตรี ก็ต้องให้ถามนายกรัฐมนตรีสิ ต้องไปถามรัฐบาล อย่างพวกผมเสนอให้ถาม รัฐบาลคือใครจะยุบสภามีอํานาจถามคนนั้น นี่คือเรียกร้องที่ ๑
ข้อที่ ๒ เขาถามว่าอย่างไรครับ ให้แก้รัฐธรรมนูญ ถามว่าใครมีอํานาจแก้ แน่นอนภาพลวงตาก็คือสภานี่แหละแก้ ผมนี่แหละ ผมตอนนี้เป็นกรรมาธิการวิสามัญศึกษา แก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าคิดจะมาถามผมใช่ไหม ถ้าสมมุติมาถามผม ถามว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ไหม สมมุตินักศึกษาถาม ผมฝ่ายค้านไม่มีปัญญาตอบ เสียงน้อย ผมต้องถาม ส.ส. รัฐบาลซึ่ง เป็นเสียงข้างมากในวิป (Whip) แล้วถามว่า ส.ส. รัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากในวิป (Whip) ในกรรมาธิการชุดนี้ตอบได้ไหม ไม่มีทาง ส.ส. รัฐบาลถามใคร นายกรัฐมนตรี วันนี้พวกผม ประชุมกันมาตั้ง ๓ เดือน ผมยังให้คําตอบใครไม่ได้เลยว่าจะแก้ไหม เพราะต้องแอบฟัง รัฐบาลคุยกัน ส.ส. รัฐบาลก็ต้องฟังว่านายกรัฐมนตรีจะเอาอย่างไร เพราะฉะนั้นข้อเรียกร้อง ที่ ๒ นักศึกษาเขาจะถามใครครับ ต้องถามนายกรัฐมนตรีเท่านั้นอย่ามาถามสภา ถามสภา ก็แบ๊ะ ๆ ตอบไม่ได้หรอก นี่กําลังจะถามผิดที่ แล้วถามคนผิดคนด้วย
ข้อที่ ๓ เขาเรียกร้องอย่างไรครับ อย่าคุกคามประชาชน สภาคุกคามได้ไหมครับ ท่านประธาน ตั้งกรรมการขึ้นมาก็มาบอกเขาอีก นี่ท่านกรรมาธิการอย่าคุกคามประชาชนนะ มันผิดคน ที่เขากลัวจะคุกคามวันนี้กลัวใครครับ กลัวรัฐบาล รัฐบาลจะคุกคามเขา เพราะฉะนั้นถ้าจะถามถูกที่ถูกคนถามที่รัฐบาล แต่ถ้าเราไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้น นอกจากไม่แก้ตรงจุดแล้ว ถามผิดคนแล้ว ท่านประธานครับ เขาจะมองอย่างไรครับ เด็กไม่โง่นะ คนชุมนุมเขาไม่โง่นะครับ เขามองว่าคุณทําเพื่อเป็นพิธีกรรม คุณเบี่ยงประเด็น รัฐบาลโยนมา ให้สภา แต่รัฐบาลลอยตัว ในที่สุดนายกรัฐมนตรีก็จะไปตอบเขาว่าเป็นเรื่องของสภา เป็นเรื่องของสภา นักศึกษาก็ไปถามสภาผมถึงบอกว่าถ้าเมตตาจริง ๆ ต้องจริงใจ ถ้าจริงใจ จริง ๆ ต้องถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา พวกผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะตั้งวิสามัญขึ้นมาเปลืองเปล่า แล้วผมไม่เชื่อว่านักศึกษาเขาจะมาสนใจถามด้วย ถ้าตั้งเขาขึ้นมา ผมถามว่าเชิญเขามาสิ ผมเชื่อว่าเขาไม่มานะ สูญเปล่า แต่ถ้าบอกว่ารัฐบาลลงมาฟังสิ ก็คุณเดินไปถามสื่อมวลชน นายกรัฐมนตรียังไปถามสื่อมวลชนได้ไปคุยกับนักหนังสือพิมพ์กี่ฉบับ กับจะมาถามนักศึกษา ผู้ชุมนุมทําไมไม่มา ถ้าวันนี้บอกว่ารัฐบาลจะรับฟังนายกรัฐมนตรีจะฟัง ผมว่าเขามา แต่ถ้าบอกสภาจะฟัง กรรมาธิการจะฟัง ไม่มา นอกจากไม่มาแล้วกลับตาลปัตร ไม่จริงใจ เบี่ยงเบน เป็นพิธีกรรม ฝากครับพวกผมต้องยื่นรัฐบาลอย่างเดียว สภาไม่เกี่ยวครับ ขอบคุณครับ