ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เสนอญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ในการแสดงออกอย่างสันติ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงของเยาวชนเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางสังคมที่อาจบานปลายในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่เสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นเสรีภาพที่มีการรับรองไว้ ในรัฐธรรมนูญของรัฐเสรีประชาธิปไตย โดยรัฐจะละเมิดเสรีภาพของประชาชนไม่ได้ หากการแสดงความคิดเห็นนั้นได้กระทําภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบัน มีกลุ่มบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมือง และประเด็นทางสาธารณะ กันอย่างหลากหลายและเป็นไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ก็ถือว่าเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสําคัญในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและด้านอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคได้เริ่มผ่อนคลายลง โดยการแสดง ความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน เป็นการแสดงออกทั้งในพื้นที่ สาธารณะและทางสื่อสังคมออนไลน์ (Online) จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือทางสังคม โดยได้ดําเนินการจัดการชุมนุมกันอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายกรณีถือได้ว่าเป็นการแสดงข้อเรียกร้องและวิสัยทัศน์ที่เป็นประโยชน์ต่อการ บริหารประเทศ เห็นควรที่จะต้องรับฟังและดําเนินการต่อไป อีกทั้งการแสดงความคิดเห็น ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนยังเป็นเสรีภาพสําคัญในฐานะกลไกสนับสนุนการมี ส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน และเป็นกรณีที่ขจัด เหตุต่าง ๆ ที่กระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ดังนั้น จึงขอเสนอ ญัตติด่วนดังกล่าวตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๕๐ เพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน และส่งผลการพิจารณาให้รัฐบาลรับไปดําเนินการ ส่วนเหตุผลและ รายละเอียดผมจะได้ชี้แจงดังต่อไปนี้ ท่านประธานคงจะได้รับฟังในญัตติที่ผมได้ร่าง ขึ้นมาแล้วก็เสนอไปยังสภา แล้วก็ได้ฟังเพื่อนผู้แทนหลาย ๆ คนทั้งเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นกลาง และคนรุ่นที่จะเก่า ๆ อย่างผมต่อไปนี้ ผมไม่มีเจตนาที่จะรื้อขอนหาตะเข็บ หรือไม่มีเจตนาที่จะปลุกเรื่องใด ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสมอง ของผม แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงกับบ้านเมือง ตั้งแต่เริ่มที่จะเกิดสถานการณ์โควิด (COVID) หรือ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ของน้อง ๆ ลูกหลาน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ดีไม่ดี ในกลุ่มนั้นเรามีลูกหลานของเราไปนั่งอยู่ที่ตรงนั้น หลานท่านประธาน หลานผม ลูกของ ลูกศิษย์ผมไปนั่งอยู่ในกลุ่มนั้น แล้วมีท่าทีจะบานปลายไปในหลาย ๆ จังหวัด แล้วคนที่กําลัง จะแก่อย่างผมจะไม่เป็นห่วงเรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้ ผมขอบพระคุณหลาย ๆ คนที่ลุกขึ้นมา อภิปรายโดยเฉพาะคนหนุ่มรุ่นใหม่ ๆ เมื่อสักครู่นี้คุณภราดร ปริศนานันทกุล ที่ได้แสดง ความรู้สึกในการเป็นคนรุ่นใหม่กับเรื่องเหล่านี้ ของผมนั้นผมเขียนไว้ชัดเจน ผมไม่ให้ตั้ง กรรมาธิการ ผมไม่ให้นําเสนอไปยังกรรมาธิการวิสามัญที่กําลังศึกษาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ แต่ของผมส่งไปหารัฐบาลโดยตรง เพราะผมมองว่าวันนี้บ้านนี้ เมืองนี้ นักปกครองที่มีอํานาจ สูงสุดเราก็รู้ สามารถจะเรียกฝน เรียกฟ้า จะทําอะไรได้คือท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ กรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญเราอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ยกเว้น คณะกรรมาธิการที่ไปนั่งเรายังไม่รู้เลยว่าเขาศึกษาไปถึงไหนแล้ว นานขนาดไหนแล้วที่จะไป แก้รัฐธรรมนูญอยู่ ก็ยังไม่มีข่าวคราว ไม่มีวี่แววเลย แต่ปัญหามันเริ่มที่จะลุกลาม ๆ ขึ้นมา เรื่อย ๆ ผมบอกแล้วว่าผมไม่อยากหาพิษบาดจากตะเข็บหรืออะไรให้มันเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นคน สร้างสถานการณ์ แต่ในอดีตมันเป็นบทเรียน ในอดีตมันสร้างความเจ็บปวด ในอดีตวันนี้ ยังมีคนเจ็บ วันนี้ยังมีญาติของคนที่ล้มตายลงไปจากเหตุการณ์ทางการเมืองยังร้องโหยหา เรียกร้องความเป็นธรรมอยู่อีกเยอะแยะมากมาย เอาละครับอันนั้นช่างไป ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๑๔ ปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ปี ๒๕๓๕ ก็ถือว่าให้ยุติไป แต่ไม่อยากให้ กงกรรมกงเกวียนหรือล้อหมุนตรงนี้มาเกิดขึ้นอีกไว ๆ นี้ เพราะว่าเมื่อ ๓-๔ วันที่แล้ว ผมได้ข่าวว่าเขามีการรวมพลของฝ่ายผู้มีอํานาจกับการคิดเรื่องเหล่านี้ ผมไม่อยากเห็นคนที่มี อํานาจหรือฝ่ายที่มีอํานาจคิดอคติกับเด็กมากจนเกินเหตุ เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า วันนี้เราได้ทรัพยากรบุคคลมาเยอะแยะที่นั่งในสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ๆ ทั้งนั้น ผมแอบชื่นชมเขา คนเหล่านี้เขายังอยู่ไปอีกนาน คนเหล่านี้เขาเห็นการพัฒนาของบ้าน ของเมืองนําไปสู่ความเป็นโลกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ลงไปสู่โลกของความเป็นอินเตอร์ (Inter) ไม่ใช่โดนจํากัด ถ้าอะไรที่ตัวเองอยากได้ของฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่านี่แหละคือ ประชาธิปไตย แต่พออะไรไม่อยากได้ พอคนอื่นมาเรียกร้องบอกว่าใช้อารยะขัดขืนบ้าง หามิติที่ทําลายความเชื่อถือ เราต้องยอมรับสิครับว่าวันนี้บ้านเมืองในยุคนี้หรือการบริหาร จัดการในยุคนี้ ผมกําลังเชื่อแน่ว่าเพื่อนผมที่อยู่อีกซีกก็มีความอึดอัดใจกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับนี้ที่ใช้อยู่ ที่กําลังให้ไปศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะที่มาที่ไปเราทุกคนรู้ เราทุกคนเห็น วันก่อนท่านประธานที่ผมเคารพนั่งอยู่บนเวที ผมอภิปรายเรื่องงบประมาณ ผมบอกว่าอย่าเพิ่งยุบสภา สื่อไปเขียนเต็มว่าคนขนาดที่อยู่ฝ่ายค้านอ้อนรัฐบาลว่าไม่อยาก เห็นการยุบ ไม่อยากเลือกตั้งใหม่ ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนมาปี ๒๕๔๔ ผ่านการเลือกตั้งมา ๘ ครั้ง ผมจะไปกลัวทําไม แต่ที่ผมไม่อยากให้เลือกตั้ง เลือกอย่างไร คนที่เป็นผู้แทนฝ่ายรัฐบาลที่เขาเรียกว่า ส.ว. มีอยู่แล้ว ๒๕๐ คน ผมพรรคเพื่อไทยไปลงทุน กันใหม่ไม่รู้จะได้มาเท่าไร นี่ผมยกตัวอย่างกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราได้มาเป็นอันดับ ๑ ของสภาแห่งนี้เราก็จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ผมไม่ได้โทษ ๒๕๐ คนของ ส.ว. เพราะกติกาเขียนไว้ อย่างนี้ คุณจะไม่เลือกคนที่แต่งตั้งคุณแล้วคุณจะไปเลือกใคร ยุบพรุ่งนี้ก็เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมก็เพียงแต่ว่าซีกโน้นก็อาจจะตกหายไปบ้าง ซีกนี้อาจจะตกหายไปบ้าง แต่รัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม นายกรัฐมนตรีจะเอาใครมาเป็นรัฐบาลไม่รู้ แต่นายกรัฐมนตรีตีตราได้เลยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมก็เลยบอกว่าอย่าเลือกใหม่ เพราะเลือกไปมันเปลืองงบ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ประเทศวิกฤติมีความจําเป็น จะต้องเอางบไปช่วยแก้ปัญหากับไวรัส กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหมือนตอนเช้า เรื่องภัยแล้ง ผมจะอภิปรายให้แก้ปัญหาภัยแล้ง วันนี้ก็วิกฤติจนพี่น้องผมมีปัญหา รัฐบาลลืมกับการ แก้ปัญหาภัยแล้ง อ้างแต่โควิด (COVID) วันก่อนโอนงบประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปช่วยภัยแล้ง วันนี้ลืมพูดถึง นี่เห็นไหมครับ อย่างไรรัฐบาลก็เหมือนเดิม โจทย์ไม่ต้องเขียนคําตอบมันมี ผมจึงบอกว่าไม่ต้องเลือกลองแก้ไขรัฐธรรมนูญล้อแบบ ปี ๒๕๔๐ สิครับ เสร็จเย็นนี้ คืนนี้ยุบ มะรืนนี้เลือก แต่อันนี้มันไม่ใช่ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานก็เห็น มีปัญหามาตั้งแต่คนเขียน ดอกเตอร์บวรศักดิ์ ผมไม่เอ่ย นามสกุลท่าน อุวรรณโณ ท่านโดนบีบหรือโดนลาออกผมจําไม่ได้ ท่านยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเพราะเขาอยู่ยาว ก็เลยต้องยกเลิกกรรมการชุดแรก กรรมการชุดร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ที่ผมถือ จนมาท่าน อาจารย์มีชัยก็ร่างไปร่างมา ร่างไปร่างมาจนเสร็จ ก่อนส่งประชามติมีคําถามพ่วง ผมเข้าใจ ตอนแรกนึกว่าเป็นรถพุ่มพวงก็มันเพิ่งมาได้ยินนี่ละครับ ประชามติแทนที่ว่าจะเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๐ เสียเลย เพราะมันมีอยู่ ๒๗๙ มาตรา เขียนไว้เป็น ๒๘๐ เสียเลย ให้มี ส.ว. วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ๒๕๐ คน ไอ้นี่ทําเป็นเรือพ่วง ทําเป็นอีแอบ แล้วก็ท้ายที่สุดก็บอกว่าประชามติผ่านคนเอาด้วย ท่านประธานก็เห็นอยู่วันนั้นว่าบรรยากาศ ของการทําประชามติเป็นอย่างไร แล้วดีไม่ดีการบวกลบคะแนนก็ไม่รู้เป็นอย่างไร ท้ายที่สุด ที่มาของ ส.ว. รถพุ่มพวงหรือคําถามพ่วงก็ได้มา ๒๕๐ คน มาเลือกนายกรัฐมนตรีกันที่ทีโอที (TOT) วันแรก รู้ครับ เลือกตั้งเสร็จ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มี ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียว ผมกลับบ้านทีไรพอคุยระบบทางการเมือง ระบบการคิดสัดส่วน ชาวบ้าน ถามผมบอกผมทําไม่เป็น ผมไม่รู้ ก็บอกว่าทําไมพรรคโน่นพรรคนี่พรรคนั่นมี ส.ส. ระบบ บัญชีรายชื่อ แล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้ เวลาไหนเวลาโฆษณาคณะทํางานร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าคะแนนทุกคะแนนไม่มีคําว่าตกน้ํา ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่นักคณิตศาสตร์ ผมเป็นครู พลานามัย ผมจะไปรู้ได้อย่างไร แต่ที่รู้ ๆ เราไม่ได้สักคนหนึ่ง เราก็ได้มาวันนี้ร้อยกว่าชีวิต แต่ก็ยังไงก็ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่ เห็นไหมครับ นี่คือปัญหาข้อเท็จจริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเห็นด้วยนะครับ ในบรรดาข้อเรียกร้องของน้อง ๆ ๓ ข้อ ผมเห็นด้วยข้อหนึ่งคือต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะในรัฐธรรมนูญมีปัญหาอีกเยอะแยะมากมาย ส่วนการยุบสภาวันนี้ ผมไม่เห็นด้วย อย่างไรผมไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ผมจะผูกมัดขา ผมบอกแล้วผมลงเลือกตั้งมา ๗-๘ ครั้ง แต่เลือกใหม่ได้เหมือนเดิม ยุบทําไม อย่างน้อย ๆ มีผู้แทนเป็นลุง เป็นป้า เป็นพี่ เป็นพ่ออยู่ในสภายังตะโกนร้อง เรียกร้อง ในหลาย ๆ เรื่อง หรือดูแลน้อง ๆ ที่อยู่ข้างนอก ในเรื่องสิทธิเสรีภาพได้อยู่ในระดับหนึ่ง ถึงเราไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าเพิ่งคิดยุบ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีคิดจะยุบก็เชิญ แต่ผมฟ้องประชาชนว่าเลือกตั้ง ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท เงินทิ้งเปล่า ท่านประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน แต่ ครม. จะเป็นใครบ้าง อันนี้ ผมทํานายทายทักไม่ถูก แม้กระทั่งวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าใครจะได้เป็นบ้าง เพราะรัฐมนตรีวันนี้ มันเหมือนกับเพลงดาวลูกไก่ครับชุดนี้ เมื่อโดนเข้ากองไฟกลายเป็นดาวลูกไก่ไปก็ไม่รู้เท่าไร นี่ก็เป็นมิติใหม่ของรัฐบาล สมัยก่อนเขาปรับ ปรับเสร็จถึงออก ปรับเสร็จถึงออก วันนี้ ออกก่อนปรับ นี่ก็ผลพวงจากหลาย ๆ เรื่อง ปัญหาพวกนี้ละครับ ฉะนั้นเรื่องการ แก้รัฐธรรมนูญวันนี้หลายพรรคเรียกร้อง แต่ผมก็ไม่มั่นใจ แล้วผมก็ไม่เชื่อว่าจะได้แก้ แต่ผมไม่ได้ปลุกน้อง ๆ แต่ผมเป็นห่วงน้อง ๆ เป็นห่วงลูกหลาน เพราะเด็กวันนี้คือทรัพยากร อันทรงคุณค่าของประเทศในวันข้างหน้า ผมเคยอภิปรายว่าเขียนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี เขียนปฏิรูปประเทศ ๑๒ ด้าน เขียนทําไม แค่ปีเดียวโควิด (COVID) มาเปลี่ยนแปลง นายกรัฐมนตรีประกาศนิวนอร์มอล (New normal) การบริหารบริบทใหม่ ใจถึงใจต้องมี เวลาจับเข่าคุยกับประชาชนมากขึ้น แล้วนี่ทําไมไม่จับเข่าคุยกับน้อง ๆ เขาบ้าง คุณไปเยี่ยมทีวี (TV) ที่เชียร์ (Cheer) คุณจัด ใหญ่โตมโหฬาร ไปเยี่ยมหนังสือพิมพ์ หลายคนก็ถามผมว่าทําไมรัฐบาลก่อน ๆ ไม่เคยเห็น นายกรัฐมนตรีคนไหนไปที่สถานีโทรทัศน์ สถานีโรงหนังสือพิมพ์ ผมก็บอกว่าดูเอา ถ้าพูดไป ก็เดี๋ยวหาว่าผมใส่ร้าย เพราะภาพลักษณ์ผมก็หาว่าชอบใส่ร้ายรัฐบาลอยู่แล้ว ลองคุยกับน้อง ๆ เขาบ้าง แล้ววันนี้ผมคุยกับเพื่อน ๆ ผม เพื่อนผมฝากมาว่าจะลุกขึ้นอภิปราย ช่วยบอก นายกรัฐมนตรีผ่านประธานไปที อ้ายพวกอวยน่ะ อ้ายพวกเชียร์ (Cheer) รัฐบาลที่อยู่ใกล้ ๆ น่ะ ให้หยุดเชียร์ (Cheer) สักอาทิตย์ ๒ อาทิตย์ ได้ครับพี่ ดีครับนาย ปัญหาไม่มี เรื่องของเด็ก ๆ มันไม่ได้ครับ ยุคโลกาภิวัตน์ ยุคดิจิทัล (Digital) เด็กเรียนรู้ในโทรศัพท์มือถือ วันนี้ เขามีเรื่องราวอะไรเยอะแยะมากมาย ผมจึงอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน ที่เคารพ มองเด็กเป็นความสวยงามของกระบวนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีอะไร ส่งคนไปคุย เชิญไปพบที่ทําเนียบเหมือนกับวันเด็กที่เปิดทําเนียบ ให้เด็กนั่งเก้าอี้ นายกรัฐมนตรีไปคุย ไปถามเขาว่าเขาต้องการอะไร อย่างนั้นได้ อย่างนี้ยังมีปัญหา เหมือนจะ ให้ตั้งมาเป็นกรรมาธิการ ผมคิดว่าตอนแรกจะได้ผมก็กลัวว่ามีปัญหา แต่ถ้ามาเป็น คณะทํางานหรือมาส่งคําถาม ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเขาสิครับ ฟังเขา เขาไม่ได้เด็กมาก เขาอยู่ในมหาวิทยาลัย เขามีการเรียนรู้ เด็กในวันนี้พัฒนาไปไกลมากกับเรื่องสังคม เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ ต้องให้เกียรติเขา อย่ามองเขาเป็นศัตรู อย่ามองเขาเป็นคนที่มี ปัญหาเวลาม็อบ (Mob) เชียร์ (Cheer) ชอบใจ พอม็อบ (Mob) พูดไม่เข้าหู มีปัญหา แล้วผมไม่เห็นด้วยนะครับที่องครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวใส่ร้ายคนโน้น อยู่เบื้องหลัง คนนี้อยู่เบื้องหลัง มันน่าจะหมดเวลาแล้วครับ ผมไม่ได้โตมาจากม็อบ (Mob) ผมไม่ได้โตมาจากม็อบ (Mob) นะครับท่านประธาน ผมไม่ได้นักเลงม็อบ (Mob) แต่ผมนั่ง ศึกษาเรื่องม็อบ (Mob) แต่ละครั้ง เป็นการทําลายใส่ร้าย ท้ายที่สุดก็โจมตี แล้วบางทีบางม็อบ (Mob) ก็ถึงกับขนาดประหัตประหาร ตายกันเยอะแยะ พฤษภาทมิฬก็เท่าไรล่ะครับ พฤษภาเร็ว ๆ นี้ก็เท่าไรล่ะครับที่เกิดขึ้น วันนี้ยังพิการอยู่ ที่ตาย ลูกเล็ก เด็กแดง อาภัพพ่อ อาภัพแม่ อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่คนไทยกับคนไทยฆ่ากันด้วยไม่เข้าใจเหตุผล ไม่ใช่ฆ่ากัน ด้วยการแย่งชิงทรัพย์สิน แล้วคนที่ฆ่า ผมไม่กล้าใส่ร้ายเขาหรอกครับ แต่ก็พูดว่าคนที่ มีอํานาจรัฐสั่ง อันนี้เขาว่าแล้วใครจะมาถือปืนอาวุธสงครามอยู่ได้ในกลางใจเมืองล่ะครับ การฆ่าในเรื่องของกระบวนการม็อบ (Mob) การฆ่ากันในเรื่องการสงคราม การต่อสู้ ทางการเมือง ไม่มี ที่ไปฆ่ากันชายแดน อยู่กันแต่ในใจกลางเมืองทั้งหมดแหละครับ ผมว่าวันนี้ต้องกลับมาใหม่ ผมยังชื่นใจ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หรือพ่อใหญ่ของผม วันหนึ่งท่านคิดว่าเราคนไทยด้วยกันมาทําเรื่องปรองดองกัน นิสิต นักศึกษาในสมัยปี ๒๕๑๙ ที่เข้าป่า ก็มีคําสั่งหรือมีนโยบาย ๖๖/๒๓ โดยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น แล้วก็ได้รับฉายาเป็นรัฐบุรุษ เป็นประธานองคมนตรี มันต้องอย่างนี้ครับ เมืองไทยมันถึงเวลาแล้ว ผมดีใจนะเวลารัฐบาลพูดถึงเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือไวรัส พูดถึงเรื่องปรองดอง พูดถึงเรื่องความร่วมมือ พูดถึงเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องเหล่านี้ให้เป็นการปรองดอง แต่เรื่องเหล่านี้มันต้องปรองดองด้วย เด็กทําไปก็เป็นเรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ รัฐธรรมนูญก็เขียนรับรองไว้ ท่านประธานครับ เรื่อง พ.ร.ก. ผมเคยพูดทะลึ่งหลายครั้ง พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เขาเขียนกําหนดขึ้นมาเพื่อใช้ในสถานการณ์นั้น ๆ เช่น ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปัญหาช่วงม็อบใน กทม. ใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ปัญหาเมื่อสักครู่ที่เกิดโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือไวรัส ๒๐๑๙ ศูนย์บริหารในสถานการณ์รักษา โควิด (COVID) คือ ศบค. ตั้งขึ้นมาแล้วรัฐบาลบอกว่าเอาแต่ พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อ พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่ออาจจะบังคับไม่ได้ ก็จะใช้ พ.ร.ก. ในการบริหารในสถานการณ์ ฉุกเฉินเพื่อการป้องกันโรคไวรัส ๒๐๑๙ หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมเห็นด้วย แถมไป ประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ไม่ว่ากัน เพราะในช่วงนั้นกลัวจริง ๆ จนเป็นโรคจิตล้างมือ วันหนึ่งไม่รู้กี่ครั้ง แมสก์ (Mask) ซื้อกันยกโหล จนรัฐบาลก็มีเรื่องแมสก์ (Mask) ไม่พอ อันนี้ ผมไม่ไปพูดถึงหรอกว่าใครเขาทําอะไรกัน เพราะผมรู้ไม่จริง แต่ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน บางเรื่องมันไม่ใช่ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มันกลายเป็น พ.ร.ก. ฉกฉวย ฉกฉวยอย่างไร ก็เอาไปใช้พร่ําเพรื่อ ทางการเมือง นั่นไม่ได้ฉุกเฉินหรอกครับ เขาเรียกฉกฉวย มีปัญหาก็จะสั่งจับ มีปัญหาก็สั่ง ไปควบคุม มีปัญหาก็สั่งไปกํากับ ไม่ได้ครับ นี่ต่ออีก ๑ เดือน ถามว่าต่อทําไมวันนี้ ถ้าพูดถึง โควิด (COVID) จริง ๆ คนไทยไม่มีเกิดขึ้นสักวันแล้ววันนี้ ก็มีแต่นําเข้าบ้าง เหมือนกับจังหวัด ระยองเมื่อสักครู่ราย ๒ ราย หรือมาจากบางประเทศอีกวันหนึ่ง ๒-๓ ราย แต่ที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยไม่มี คนที่มาจากต่างประเทศพอลงเครื่องบินก็ควบคุมเลยสิครับ จํากัดพื้นที่ ก็จบแล้ว ไม่จําเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เลย นี่มองกันออก ดูกันรู้ มองกันเห็นว่ายังอาศัยตรงนี้ วันนี้บางเรื่องผมมองว่ารัฐบาล ผมไม่ได้กล่าวร้ายแต่ผมพูดตรงไปตรงมาที่คนเขาพูดกันว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเริ่มลุเพราะกองเชียร์เยอะ มองว่าตัวเองจะเป็นศาสดาแล้ว อะไรที่คิด จะต้องถูกต้อง อะไรคิดก็ถูกเสมอ นี่วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับ ผมพูดเรื่องส่วนตัว นิดหนึ่ง ผมเป็นผู้แทนจากจังหวัดสุรินทร์ คนสุรินทร์เขาเริ่มเรียกร้องการปกครองจังหวัด ตนเอง ถามว่าทําไม เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ที่ผ่านมาท่านประธานก็คงจะรู้ว่ามีคําสั่ง ฉบับหนึ่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในประเทศไทย ๓๐ กว่าคน เริ่มต้นจากจังหวัดระยองกับ จังหวัดนครปฐม เรื่องโควิด (COVID) หรือไม่ผมไม่รู้ แต่ชาวบ้านเขาพูดอย่างนั้น พาลไปถึง จังหวัดสุรินทร์ด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ถูกกับผมหรอกครับ แต่ก็ไม่ได้ผิดกับผม เพราะท่านเป็นพ่อเมือง ผมเป็นผู้แทน เราเดินกันคนละทาง แต่สิ่งหนึ่งวันนี้คนสุรินทร์ชื่นชม โควิด (COVID) ทํางานให้กับทางราชการ ปกป้อง รักษาจนเอาอยู่ แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง แก้ปัญหาเรื่องเกษตรอินทรีย์หลังจากที่จังหวัดสุรินทร์เราดังกับเกษตรอินทรีย์มายาวนาน เพิ่งมามีผู้ว่าราชการจังหวัด รุ่นก่อนผู้ว่าเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ เกษียณไปหลายปีแล้ว วันนี้มา ผู้ว่าไกรสร กองฉลาด ย้ายไปได้ปีเดียว โครงการต่าง ๆ ทําเต็มไปหมด คําสั่งย้าย ไปอยู่ได้ ปีเดียว คนก็เลยเริ่มเรียกร้องเพราะเขาไม่พอใจ แต่ผู้ว่าราชการเองก็ต้องไป เพราะประธานก็รู้แล้วระบบราชการ ผู้บังคับบัญชาสั่งย้ายไปแค่ ๑๕ วัน ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งก็ต้องไป ไม่ไปก็เดี๋ยวก็โดนมาประจําสํานักนายกรัฐมนตรี มาประจําอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรม เดี๋ยวก็ซวย ดีไม่ดีผมบอกชื่อวันนี้ท่านอาจจะ โชคร้าย แต่ผมบอกแล้วว่าผมกับท่านนั้นไม่มีผลประโยชน์ร่วม แต่ผมเห็นว่าเป็นคนที่ทํางาน สร้างงานให้กับบ้านกับเมืองสุรินทร์ของผม อย่างน้อย ๆ คน ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์วันนี้ ชื่นชมในผลงานแล้วอยากให้อยู่ต่อ นี่เพราะหลาย ๆ เรื่องผนวกกันอย่างไรครับ ว่าคนเป็น ผู้นํามันต้องฟังความ มันต้องไปหาข้อมูล เหมือนวันนี้ก่อนจะย้ายผู้ว่าราชการก็ต้องไปถาม ก่อนสิว่าผู้ว่าราชการคนนี้เป็นอย่างไร แก้ปัญหาปากท้อง นิวนอร์มัล (New normal) คนกลับไป อยู่บ้านเยอะ กําลังขุดแหล่งน้ํา หาเงินหาทองช่วยเหลือชาวบ้าน ก็เหมือนกับเรื่องที่เด็กนี่ล่ะครับ ที่มันเกิดขึ้น ก็ไปหาข้อมูลกันมาอะไรกันมาก็ค่อยทํา เพราะท่านอาสาเข้ามา ไม่มีใครไป เชิญชวน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านประธานจําได้ วันที่ ๒๒ พฤษภาคมปิดหอประชุม นี่ผมพูดเบา ๆ แล้วนะ ปิดหอประชุมกองทัพบก อยู่ในนั้นทั้งหมด เสร็จแล้วก็เรียบร้อย แล้วท่านก็บอกว่าจะมาปรองดอง ท่านบอกว่าจะเดินหน้าแก้ไขประเทศ ท่านบอกว่าจะปฏิรูป วันก่อนปฏิรูปมาผมรับไม่ได้ ผมเลยนับองค์ประชุม เพราะ ๒ ปี ๓ ปีแล้วก็ไม่เห็นเดินหน้าไป ก็เพิ่งมาเห็น ๒ อาทิตย์หลังจากที่ผมเสนอนับองค์ประชุม แต่งตั้งกรรมการปฏิรูปขึ้นมา เห็นไหมครับ ผมไม่ใช่คนเกเร โดยเฉพาะถ้าท่านประธานมานั่ง แล้วมันเหมือนกับคนราศีถูกกัน ผมก็เป็นน้องรักของท่านประธาน ผมไม่ใช่คนเกเร นี่เพิ่งแต่งตั้งกรรมการปฏิรูป จะปฏิรูป ๑๒ ด้านของประเทศไทย อ้างก่อนปฏิวัติ ปี ๒๕๕๗ วันนี้ปี ๒๕๖๓ จะปฏิรูป เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก นี่เพิ่งออกคําสั่งได้ ๒ อาทิตย์ ผมก็เลยว่า จะเดินไปเดินมาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นมีเพื่อนสมาชิกหลายคน เขาเตรียมการอยู่ จริง ๆ ผมมีเรื่องราวที่จะบอกไปยังรัฐบาลผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ผมบอกว่าวันนี้ สรุปแล้วครับท่านประธาน ผมอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ท่านบอกว่า ท่านเป็นนักการเมือง ท่านบอกชัดเจนแล้วว่าท่านเป็นนักการเมือง ท่านรับฟังอะไรได้ ท่านทนอะไรได้ ท่านถอยลงมาเถอะครับ มารับฟังปัญหา ท่านฟังเขา อะไรดีก็เอาไปแก้ไข ไม่เสียหายครับ เราคนไทยด้วยกัน แล้วคนที่มันเด็ก ๆ ที่มาเดินอยู่ หรือพวกผมในสภา เด็ก ๆ รุ่นลูกรุ่นหลานท่านทั้งนั้น ท่าน ๖๐ กว่าปี เด็ก ๒๐ ปี ๑๐ ปีกว่า ฟังเขา บอกเขาให้ชัดเจน ท่านมีโอกาสอยู่แล้วที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปตามเจตนารมณ์ของท่าน เพราะผม เชื่อแน่ว่าท่านยังไปต่อ ดูจากท่านโชว์ ดูจากท่านแสดง ดูจากการพูด แต่ท่านอย่าไปสกัดกั้น สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อย่ามองลูกหลานเป็นผู้ร้าย เขาเป็นคนไทย เลือดเนื้อเชื้อไข ของความเป็นคนไทย ผมเชื่อว่าถ้าคนที่อยู่รอบข้างนายกรัฐมนตรีพยายามนําข้อเท็จ ข้อจริง เล่าให้ท่านฟัง บอกให้ท่านทราบ สถานการณ์มันดีขึ้น แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญก็ฝากบอกผ่าน ท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าแก้เถอะ ตั้ง ส.ส.ร. เถอะ ทําอะไรที่มันเป็น ประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วท่านกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคสักพรรคการเมืองอยู่ เพราะว่าโพลล์ (Poll) ทุกโพลล์ (Poll) ทุกสํานักบอกว่าเรตติง (Rating) ท่านมาเป็นอันดับหนึ่ง ผมเชื่อแน่ว่า เที่ยวหน้าท่านพาผู้แทนเข้าสภาอย่างล้นครับ มาตั้งพรรคเองเลย ไม่ต้องลอยตัวอยู่อย่างนี้ แล้วท่านจะได้ชื่อว่าเป็นนักประชาธิปไตย ดีไม่ดีท่านจะได้รับสมญานามใหม่ว่าเป็นรัฐบุรุษ คนใหม่ ผมคิดอย่างนั้นนะครับ แต่ท่านยังอยู่อย่างนี้อยู่ เดี๋ยวคําตอบวันหนึ่งก็จะมีให้กับ ท่านเอง ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ