คมเดช ไชยศิวามงคล หารือการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาที่เรียกร้องปฏิรูปการเมือง พร้อมเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา โดยวิพากษ์โครงสร้างอำนาจของวุฒิสมาชิกที่ไม่มาจากการเลือกตั้งแต่มีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตย และตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหาร ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และสังคม พร้อมเปิดโปงการใช้งบประมาณกว่า 300,000 ล้านบาทในปี 2564 ที่เน้นซื้ออาวุธและอุ้มกลุ่มอาสาที่หมดวาระ เพื่อล็อกการเมืองท้องถิ่นและสืบทอดอำนาจ ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นปัญหาสังคมร้ายแรงอย่างการค้ายาเสพติด บ่อนการพนัน และการเรียกเก็บส่วย ซึ่งสะสมจนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ผมเป็นผู้ยื่นญัตติเกี่ยวกับ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของนิสิตและนักศึกษา กลุ่มเยาวชนต่าง ๆ ท่านประธานครับ คําว่าประชาธิปไตยนี่ผมดูแล้วมันคล้าย ๆ เหมือนกับ หญ้ากับดอกหญ้าที่มันตายไม่เป็น สมมุติว่าเราทําการเกษตรแล้วเอายาฆ่าหญ้าเพื่อไม่ให้ หญ้าเกิดนี่ มันก็จะไม่เกิดในช่วงนั้น แต่พอถูกฝนปั๊บหญ้ามันก็เกิดขึ้นมาเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคิดว่าจะทําลายประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะว่ามันมีทั้งสิทธิ เสรีภาพ และหรืออะไรต่าง ๆ ความเห็นต่างนี่ผมเคยวิเคราะห์ดูในหลาย ๆ ด้าน ถ้าท่านไม่ยอมรับ ความเห็นต่างมันเกิดปัญหาแน่นอน ผมคิดว่าความเห็นต่างนี่มันคล้าย ๆ กับร้านอาหาร ตามสั่ง จะให้คนชอบผัดกระเพราไก่ ไข่ดาว เหมือนกันหมดมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตัวแนวคิดต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตยมันเป็นอิสระเป็นเสรีในตัวของมัน ท่านประธาน อยู่สภามาหลายสิบปีด้วยกัน ผมอยู่สภามาหลายสิบปีด้วยกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีม็อบ (Mob) แล้วมีคนแชร์ (Share) แชร์ (Share) หรือเชียร์ (Cheer) และแสดงความ คิดเห็นถึง ๑๐ ล้านนี่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ถ้าเรานับจาก ๖ ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลจะไม่เคย เจอปัญหาในลักษณะที่เกิดขึ้นนี้เลย ท่านประธานครับ ทางการเมืองมันมีเป็นสัจธรรมอยู่ คําหนึ่งว่า การเมืองมันจะไม่มีเสมอ มันจะมีแพ้กับชนะแค่นั้นเอง สมมุติว่ามีการเลือกตั้ง ส.ส. มีการเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วคะแนนเท่ากันต้องจับสลากครับ เพราะฉะนั้นการ ต่อสู้ในเกมการเมืองมันได้เสียกันเต็ม ๆ เลย เหตุการณ์ในลักษณะนี้ประเทศไทยมีมือถืออยู่ ตัวเลขประมาณ ๑๐๐ ล้านเครื่อง การใช้โซเชียล (Social) เป็นเครื่องมือในการต่อสู้เป็น ยุทธวิธีใหม่วิธีหนึ่งที่เข้มข้นทางรัฐบาลคงยังไม่เคยเจอ ผมขอพูดภาษาบ้านนิดหนึ่ง ถ้าเกิดขึ้น ในลักษณะนี้แล้วเดินไปแบบไม่มีอะไรยั้ง เดินไปตามรูปแบบของใครของมัน อันนี้คือมวยมัน ที่สุดได้เสียกันจริง ๆ ได้เสียกันเลย แต่ประเทศพัง ได้เสียกันแนวทางที่เกิดขึ้นจากอดีต ที่ผ่านมามีนายพลอยู่หลายคนที่ตั้งตัวเป็นนายกรัฐมนตรีและมาปกครองบ้านเมืองในลักษณะนี้ ตอนจบผมไม่เห็นใครไปได้สักคน มันจบไม่ค่อยสวย หนังมันจะอยู่ที่ตอนจบ เราเห็น ท่านสฤษดิ์ ท่านถนอม เห็นบิ๊กจิ๋ว เห็นท่านเปรม เห็นสุจินดา มันจบคนละแบบ การต่อสู้ ในลักษณะนี้เป็นมาตรการที่รุนแรงแล้วก็เข้มข้นที่สุด ผมอยากเรียนอย่างนี้ ผมอยากให้ ข้อคิดเห็นทั้ง ๒ ฝ่าย หมายถึงว่าทางนิสิต นักศึกษาที่ออกมาการเรียกร้องมี ๓ ข้อด้วยกัน ๑. การยุบสภา ๒. การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓. การไม่เข้าไปปราบปรามหรือใช้เป็น แนวทาง ๒ มาตรฐาน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการทําลายฝ่ายตรงข้าม ผมเสนอ อย่างนี้ท่านประธาน ถ้าเราจัดอันดับความสําคัญปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านเศรษฐกิจ ในด้านการเมือง ในด้านความมั่นคงและสังคม ถ้าจะนําเสนอต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก่อนยุบสภา ถ้ายุบสภาก่อนมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตัวกฎหมาย ๒๗๙ มาตรา ๑๖ หมวด บทเฉพาะกาล การถูกล็อก ไว้ ล็อกไม่ให้แก้ไขกฎหมายมันเข้มข้นมากท่านประธาน ๑. มีฝ่ายค้าน ๒. มีฝ่ายรัฐบาล ๓. มี ส.ว. ๑ ใน ๓ ๔. ต้องไปลงประชามติ ๕. สามารถที่จะ เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน แสดงว่ามันถูกล็อกกุญแจอยู่ ๕ ดอก ด้วยกัน มันเดินไปไม่ได้ครับ และตัวที่หนักหนาที่สุดที่มันไม่เป็นประชาธิปไตยเลยคือมี สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ๒๕๐ คน เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ตัวนี้มันผิดวิสัยท่านประธาน รูปแบบประเทศไทยที่ดําเนินการมาทั้งหมด ถ้าบุคลากรหรือองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง เขาจะเขียนกฎหมายให้มีอํานาจสูงสุด อํานาจสูงสุดตัวหนึ่งก็คือเลือกนายกรัฐมนตรีและ เป็นฝ่ายบริหาร แต่นี่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ให้อํานาจสูงสุด ๒๕๐ คน ไม่ต้องเลือกตั้ง แต่ให้อํานาจสูงสุดในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าทางนิสิต นักศึกษาจัดลําดับความสําคัญ โดยการตั้งตุ๊กตาอยู่ที่ว่าให้ยุบสภา แสดงว่าการจัดอันดับความสําคัญผมว่ามันไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขกฎหมายก่อนครับท่านประธาน และวิธีการแก้ที่เราเคยดําเนินการมา ผมก็เคยอยู่ กับท่านบรรหาร ท่านตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมา พอท่านตั้งขึ้นมาแล้ว แต่งตั้งอะไรเรียบร้อยเสร็จ ต่าง ๆ หลังจากนั้นประกาศยุบสภา แต่มันมีวันเวลาของการร่างกฎหมายที่จบลงไป อย่างสง่างาม ตัวนี้ประเทศไทยเคยผ่านมาสมัยท่านบรรหาร ต้องขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน แต่ในทางดี นี่ผมให้ข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทางนิสิต นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว อันนี้ เป็นประเด็นแรกนะครับ
ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง ของรัฐบาลในเมื่อท่านมาจากรัฐประหารช่วง ๖ ปี ที่ผ่านมา ความล้มเหลวในการบริหาร ๔ ด้าน ผมอ้าง ๓ ด้าน ๑. เศรษฐกิจ ๒. การเมือง ๓. ความมั่นคง ๔. สังคม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจไม่ต้องพูดอะไร มากเพราะว่าคนพูดซ้ําซากไปแล้ว แต่จุดที่ผมสรุปง่ายๆ คือตัวหนึ่งท่านประธาน อย่างงบปี ๒๕๖๔ เราจะเห็นว่าเงินงบประมาณผูกพันซื้ออาวุธ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้มันไม่ใช่ การซื้ออาวุธมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยกับสภาวะแบบนี้ด้านเศรษฐกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) จะไม่ได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นตัวนี้
ประเด็นที่ ๒ เงินที่ท่านใช้จ่ายไปช่วง ๖ ปี ท่านประธาน ผมเคยชี้ให้เห็นอยู่ ๒ ครั้ง ผมจําตัวนี้ได้ว่าท้องถิ่นหมดวาระไปประมาณ ๕ ปีแล้ว แต่ท่านใช้เงินภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนทั้งหมด จัดงบประมาณตัวนี้เข้าไปให้กลุ่มอาสาที่อยู่ในท้องถิ่นที่หมดวาระแล้วถึง ๕ ปี ผมเฉลี่ยว่า ปีหนึ่งหมดประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖ ปี หมดประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวนี้ เจตนาเพื่อสืบทอดอํานาจอย่างเดียว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากงบผูกพัน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการสืบทอดอํานาจ โดยการจัดเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเข้าไปอุ้ม การเมืองไม่ให้ขยับหรือล็อกการเมืองท้องถิ่นไว้ทั้งหมด
ประเด็นที่ ๓ ตั้งรัฐข้าราชการขึ้นมา งบสวัสดิการ งบข้าราชการส่วนหนึ่ง มีรายจ่ายประจําถึงปีละ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับพี่น้อง ท่านประธาน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓ ก้อนนี้ สรุปแล้วเงิน ๑ ล้านล้านบาท ไม่ได้เกิด ประโยชน์อะไรเลยกับพี่น้องประชาชน เป้าหมายคือการสืบทอดอํานาจ อันนี้เป็นทาง การเมือง ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาสมัยท่านบวรศักดิ์ใช้สภาฝักถั่วโละทิ้ง ไม่เอา ไม่เข้มข้นพอ ไม่เข้าเป้า ให้คุณมีชัยมาร่าง จากผู้ร่างกฎหมาย ๒๒ คน ร่างขึ้นมา บวกกับ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ขยับมาอีกขั้นหนึ่งท่านประธาน เพราะฉะนั้นตัวเป้าหมายตรงนี้ คือการสืบทอดอํานาจทั้งหมดเลย เป้าหมายทุกตัว เจตนารมณ์มันแอบแฝง ผมคิดว่าคนปกติ จะดูไม่ออก แต่เราเป็นคนการเมือง เราอยู่กับการเมืองมานาน เรามองออกทั้งหมดว่าข้อมูล ต่าง ๆ มีเจตนาที่จะสืบทอดอํานาจหมดเลย ผมเป็นห่วงอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ว่าจะให้คนที่มาจากเผด็จการมาร่างกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตย ความคิด แนวทาง อุดมการณ์ สิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาของท่านมันไม่มีอยู่ในหัวใจเลย จริง ๆ แล้ว ช่วง ๖ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นคนที่ให้โอกาสผู้นํามาก รอดูก่อน ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ และหรือ ท่านประธานครับ ๖ ปีที่ผ่านมาผมคิดว่ามันสะสม ท่านประธานคงเคยเห็นหม้อน้ําเดือด แล้วมันไม่มีทางออก ตอนนี้ควันมันเริ่มระอุขึ้นมาครับท่านประธาน ถ้าไม่มีช่องทางให้ระบาย หรือเดินต่อไปได้ ผมรับประกันเลยว่าช่องทางผู้ที่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ระเบิดขึ้น ในประเทศไทยในระยะเวลาอีกไม่นาน มันไม่ได้เกิดขึ้นวันเสาร์ มันสะสมมานานแล้วก่อนมี โควิด (COVID) และหลังโควิด (COVID) ท่านประธาน นี่คือภาคการเมือง ส่วนภาคสังคม ปัญหา ๒ มาตรฐานเต็มไปหมดเลย ปัญหายาบ้าท่านประธาน ปัญหาเก็บเงินส่งส่วย ปัญหา ซื้อตําแหน่ง ท่านประธานครับผมชี้ให้เห็นด้านสังคมตรงนี้ว่า ผมยกตัวอย่างในพื้นที่ของผม อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผมว่าพื้นที่ของผมเข้มข้น มีชาวบ้านมาร้องเรียนไม่ต่ํากว่า ๒,๐๐๐ คน ไปไหนมาไหนจะบอกอย่างเดียวว่าท่าน ส.ส. ช่วยดูให้หน่อย ช่วยพูดให้หน่อย ทําไมอยู่ เขตอําเภอหนองกุงศรี อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ บ่อนเปิดทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล มีข้าราชการมีสีเก็บเงินเช้า กลางวัน เย็น ถ้าเรามีประสบการณ์ในลักษณะนี้ผมบอกเลย แสดงว่าเก็บเงินส่งส่วย ยาบ้ามันหายไปไหนหมด ทําไมคนมีสีขาย ทําไมเปิดบ่อน ทําไมมี หวยเถื่อน ทําไมมีหวยใต้ดิน ทําไมมีคาราโอเกะ และหรือมีอื่น ๆ อีกที่สามารถซ้ําเติม ชาวบ้านได้ในด้านสังคม มันจะอยู่ได้อย่างไรท่านประธาน เศรษฐกิจก็ไม่ไหว การเมืองถูกล็อกไว้ สังคมเสียหายทั้งระบบ มันไม่มีโอกาส มันลามไปถึงลูกหลาน ลูกหลานของเรา ผมพูดในสภานี้ ครั้งหนึ่งว่าอยู่อําเภอหนองกุงศรีลูกเผาบ้านแม่ตัวเอง ๓ ครั้งด้วยกัน เหตุผลอะไรครับ ขอเงิน ซื้อยาบ้าไม่ได้ มีเงินอยู่ ๒๐ บาทไปซื้อน้ํามันเผาบ้านเลยติดคุก ตํารวจถามว่าทําไมถึงทํา อย่างนี้ บ้านตัวเองอย่างนี้ ๆ พูดตรงไปตรงมามันจะลงแดง สติสัมปชัญญะมันหมดไปแล้ว นี่คือเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่วนความมั่นคงผมว่ามันไม่ใช่ยุคที่ใช้อาวุธ มันเป็นยุคของ โรคระบาดที่เกิดขึ้นในภาวะโรค การจัดงบประมาณผูกพันถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันมี ตัวหนึ่งที่ผมชี้ให้เห็นว่ามันลามปามไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ๑. การซื้อเรือดําน้ํา มันเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องซื้อเรือยกคนขึ้นบกอีกลําหนึ่ง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต้องเอาคนไปฝึก เรือ ๓ ลํา เอาคนไปฝึกไม่ต่ํากว่า ๙๐๐-๑,๐๐๐ กว่าคน จะมีเป็นผลัด เช้าเย็นเปลี่ยนกัน สร้างอะไร สร้างยูนิต (Unit) สร้างบ้านให้อยู่ มีรถให้อยู่ สรุปแล้วงบซื้อเรือดําน้ํา ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลามไปเกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมันต่อเนื่องครับ ตัวนี้มันก็เกิดผลเสียหาย เอาไปเอามาคนจน ๑๔ ล้านคน ขึ้นเป็น ๑๘ ล้านบาท คนตกงานเกือบ ๑๐ ล้านคน จีดีพี (GDP) ติดลบไม่ต่ํากว่า ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเยอะนะครับ ผมห่วงอะไรรู้ไหม การตัดสินใจ แก้ไขปัญหาของท่านเอาตรงไปตรงมาเลยของรัฐบาล โดยการนําของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าท่านตัดสินใจแก้ไขปัญหาผิดพลาดบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟทันที มันมีชอยส์ (Choices) อยู่ใกล้ ๆ กันหลายจุด ถ้าท่านตั้งว่าการสืบทอดอํานาจของท่านเป็นสิ่งสําคัญ มันไม่สามารถที่จะลงจากหลังเสือได้ โอ้ หนักหนาสาหัสครับ ทําไมครับ ผมไม่อยากเห็น คนไทยฆ่าคนไทย ท่านประธานกับผม กับสมาชิก กับข้าราชการเรากินเงินเดือนที่มาจาก ภาษีชาวบ้าน ค่าน้ํา ค่าไฟ สวัสดิการมาจากภาษีชาวบ้าน มาจากคนไทยหมด ถ้าขัดแย้งสู้กัน มันกลายเป็นคนไทยฆ่าคนไทย ผมชี้ให้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ท่านเอาไปวิเคราะห์ด้วย เพราะว่าจากอดีตที่ผ่านมาผมไม่มั่นใจว่าท่านจะตัดสินใจถูกต้อง เพราะว่าประเด็น แต่ละประเด็นมุ่งหวังเพื่อการสืบทอดอํานาจทั้งหมดเลยมันไม่น่าจะเป็นอื่นไปได้ ผมชี้ให้เห็น อย่างนี้ท่านประธาน ประเทศไทยมีมือถืออยู่ประมาณ ๑๐๐ ล้านเครื่อง มีกลุ่มคนอยู่เกือบ ๗๐ ล้านคน ผมจะแยกอายุ ๑-๒๘ ปีกลุ่มหนึ่ง ๒๘-๕๘ ปีกลุ่มหนึ่ง แล้ว ๕๐ กว่าปี ไป ๖๐ กว่าปี ๗๐ กว่าปี เราพูดฟังง่ายเลย อย่างผมส่วนหนึ่ง คน ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี ผมคิดว่าเป็นรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ส่วน ๓๐ ปี ๒๘ ปี ๑๘ ปี ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งแล้วเขาเป็น คนรุ่นใหม่ เขาเป็นคนที่เกิดขึ้นในยุคโซเชียล (Social) ทั้งหมด พูดตรง ๆ เลยว่าการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาแม้แต่พ่อแม่ยังไม่สามารถที่จะบอกลูกได้ว่าไปใช้สิทธิในลักษณะไหนเขาจะเป็น ตัวของตัวเองสูง แต่ประสบการณ์ยังไม่มากพอ ความคิดจะออกมาในแนวเดียว ถ้าเปรียบเป็น เหล้านะเพียว ๆ (Pure) ทั้งนั้นเลย กลุ่มกลาง ๆ เป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ส่วน ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ผมคิดว่าเป็นคนรุ่นเก่า แต่ตัวธรรมชาติมันออกอย่างนี้ท่านประธาน คนรุ่นเก่า หมดสภาพไป หมดอายุขัยแล้วก็ตายไป สมมุติว่าปีหนึ่งคนรุ่นเก่าตายไปประมาณ ๑ ล้านคน เด็กรุ่นใหม่อายุ ๑๖ ปี ๑๗ ปี ๑๘ ปี ขยับมาอีก ๑ ล้านคน เราจะเห็นตัวเลขของอนาคตใหม่ ๖ ล้านกว่าคน ในทางการเมืองคนรุ่นใหม่ขยับมา ๑ ล้านคน คนรุ่นเก่าหายไป ๑ ล้านคน ทางการเมืองจะเปลี่ยนอยู่ ๒ ล้านคน เราเป็นนักการเมืองคงดูตรงนี้ออก เปลี่ยนไป ๒ ล้านคน ๒ ปี ๔ ล้านคน ตัวเลขของการเมือง ตัวเลข ๔ ล้านคนมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่จะเปลี่ยนในลักษณะไหน ถ้าเปลี่ยนแบบความรุนแรงเจ็บตัวกันหมด ถ้าเปลี่ยนแปลง แบบออมชอม แบบมีเหตุมีผลประเทศจะไปได้ ถ้าเปลี่ยนแปลงแบบเดินขบวนเติมเต็ม ใช้นิติศาสตร์อย่างเดียว โดยไม่ใช้รัฐศาสตร์บวกเข้ามา หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือใช้ศิลปะ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ประเทศพัง แล้วหนักหนาสาหัสมากเพราะว่าตัวโควิด (COVID) ตัวสภาพแวดล้อมของโรคระบาดมันหนัก เราส่งออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งออก นําเข้า ท่องเที่ยว มันไปยากครับ ท่องเที่ยวเงินที่เข้ามา ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หมุนเวียนภายในไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเรา แก้ไขไม่ดีแล้วเกิดปัญหาขึ้นมาจะพังทั้งระบบ อันนี้ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้น มีท่านสมาชิกอยู่หลายคนเสนอแนวทางการแก้ไขทางออก ๑. ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตัวหลักการนะท่านประธาน ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาแล้วก็เชิญนิสิต นักศึกษา ผู้ที่เห็นต่าง เข้ามาประชุมร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญอันนี้เป็นหลักการ แต่อะไรรู้ไหมท่านประธาน แต่วิธีการที่ดําเนินการมาทั้งหมดนี้ พอตั้งสามัญหรือวิสามัญ โดยเฉพาะวิสามัญทางรัฐบาล ก็ตั้งเสียงข้างมากเหมือนเดิม แล้วก็เลือกประธานเป็นฝ่ายรัฐบาลมันก็เลยไม่มีประโยชน์ มันเลยไม่มีประโยชน์ เพราะว่าประธานบิดหน้าบิดหลังได้ ผมตัวอย่างเช่น ผมเป็น คณะกรรมการเกี่ยวกับ ๑.๙ ของโควิด (COVID) เสนอให้มีการตรวจสอบงบประมาณ ๔ แสนล้านบาท เอสเอ็มอี (SMEs) และอื่น ๆ ก็ปรากฏว่าคนของรัฐบาลไปนั่งเป็นประธาน มันดําเนินการยาก ขอข้อมูลเฉย ๆ ยังไม่ได้เลยครับท่านประธาน ประชุมมา ๗ ครั้งแล้ว ข้อมูลเฉย ๆ ซึ่งเป็นแนวทางในการทํางานและตัดสินใจ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้ผมว่ามันยาก นี่ประเด็นแรก ประเด็นที่ ๒ ก็มีสมาชิกนําเสนอว่าในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีช่วงมีปัญหา โควิด (COVID) เคยเขียนจดหมายไปถึงเจ้าสัวถึง ๒๑ ฉบับ ไปขอความคิดเห็น ไปให้แสดง ความคิดเห็นต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาประเทศ ประเด็นที่ ๒ เดินสายไปพบสื่อมวลชนต่าง ๆ เกือบทุกฉบับ แต่มันก็ไม่ได้ผลท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๓ ท่านลงไปหาเด็กช่วงที่เด็ก เข้ามาเรียกร้องมารณรงค์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศความเห็นต่างของเขา ผมอยากให้ท่านกล้าที่จะลงไปหา ไปจับเข่าคุยกันดู ถ้าท่านทําได้โอกาสคลี่คลายมันก็มี แต่ถ้าท่านทําไม่ได้ ท่านเลือกชอยส์ (Choice) อื่น ตัวอย่างเช่น ปฏิวัติต่อเลย อันนี้หนัก ได้เสียเลยท่านประธาน ผมใช้คําแรกว่าถ้าทําอย่างนี้นะ เป็นมวยมัน ยุคโซเชียล (Social) ประเมินยากมาก กด ๒ นาทีแค่นั้นมา ๓,๐๐๐ ถ้าเดินเต็ม ๆ ผมว่าท่านประธาน ๘๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศไทย เดินมาหมู่บ้านละคน แบบสงบนะ ไม่ต้องมีอาวุธ เดินมาหมู่บ้านละคน หรือสองคนนี่ เดินมาจากหมู่บ้านเฉย ๆ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าแล้ว แต่โซเชียล (Social) มันรุนแรงกว่านั้น เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาของปัญหาและแนวทาง การแก้ไข ผมอยากให้ท่านวิเคราะห์ให้ดี ให้แม่น ถ้าท่านเลือกผิด หนัก ผมเสนออย่างนี้ครับ ท่านประธาน มันมีอยู่ ๒ ข้อ ที่ผมอยากเสนอ ๑. ตั้ง ส.ส.ร. แก้ไขกฎหมายเลย อันนี้เรียบง่าย ใช้ระบบรัฐสภาอันนี้เรียบง่าย ตรงนี้จะคลายลงไปส่วนหนึ่ง มันอาจจะคลายไม่หมด ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นท่านถือไพ่ไว้อยู่ ๒-๓ ใบ ประกาศเลือกตั้งท้องถิ่นจะเลือกเทศบาล จะเลือกสภาจังหวัด หรือกรุงเทพมหานคร และหรือท่านประกาศเลย อีก ๓ เดือน เลือกสภาจังหวัด อีก ๓ เดือน เลือกเทศบาล อีก ๓ เดือนต่อไปเลือกเทศบาล อีก ๓ เดือนต่อไปเลือก กรุงเทพมหานครกับพัทยา ตรงนี้มันเป็นการเมือง การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ไม่ใช่เอา ตัวอื่นแก้ ถ้าตัวอื่นแก้ผมว่ามันจัดยาไม่ถูกโรค ผมเสนอ ๒ อย่างท่านประธาน ถ้าทําไม่ได้ ผมจะรอดูต่อไปว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย แต่อย่าลืมนะครับท่านประธาน คนกลางเก่ากลางใหม่ที่มีอดีต ส.ส. คนหนึ่ง ไปเก็บป้ายเกี่ยวกับหมู่บ้านเสื้อแดง ท่านเก็บได้ แต่ป้าย แต่ตัวตนและจิตใจของเขา ท่านเอาไปไม่ได้ ถ้าผิดพลาดคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ จะไปบวกกับคนรุ่นใหม่ทันที รับประกันคนรุ่นเก่าแพ้แน่นอนครับท่านประธาน