อิสระ เสนอตั้งกรรมาธิการเปิดพื้นที่เยาวชนร่วมแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หารือถึงความจำเป็นในการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษามีบทบาทอย่างแท้จริง พร้อมตั้งคำถามต่อข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญและยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสถานศึกษา เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเปิดทางให้เยาวชนได้มีเสียงเท่าเทียมในกระบวนการตัดสินใจของชาติ

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อันดับแรกต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณา บรรจุญัตติของผม เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เปิดพื้นที่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรในการ แก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับที่บรรจุวาระ เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ซึ่งเรียกได้ว่าถูกที่ถูกเวลา ที่บอกอย่างนั้นก็ต้องขออนุญาตใช้เวลา สั้น ๆ ไล่เลียงให้ฟังถึงสาเหตุที่ผมยื่นญัตตินี้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ครับ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อต้นปี เดือนกุมภาพันธ์เราได้เห็นเหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอยู่ ๒ เรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกนั่นก็คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งผลกระทบต่อ สุขภาพและเศรษฐกิจของคนไทยทั้งประเทศ อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญไม่แพ้กัน แล้วเกิดในเวลา ไล่เลี่ยกันนั่นก็คือการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา เพื่อแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง แต่เมื่อเวลาล่วงมาการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ก็มีการแพร่กระจายไปในวงกว้างขึ้น ดังนั้นรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้ฉีดยาแรง ในวันที่ ๒๕ มีนาคม โดยการประกาศใช้ พระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการฉีดยาแรงในครั้งนั้น แน่นอนก็เสมือนกับการระงับ การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาไปโดยปริยาย ท่านประธานที่เคารพครับ ยาตัวนี้จริงอยู่ อาจจะสามารถระงับการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ได้เป็นเป็นผลดี ดูจากตัวเลขของ จํานวนผู้ติดเชื้อในเมืองไทยที่เป็นศูนย์มานับแรมเดือน เนื่องจากว่าโควิด (COVID) นี้ถ้าจะ ให้เปรียบก็คงเปรียบเหมือนแผลภายนอกที่มีอาการบ่งชี้ให้รักษาได้อย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อวันเสาร์นี้ก็พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่ายาตัวเดียวกันนี้อาจจะไม่ได้ มีประสิทธิภาพพอที่จะรักษาแผลภายใน ดังนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐสภาจะต้องมีบทบาท สําคัญในการที่จะป้องกันแล้วก็ประสานแผลนี้ ก่อนที่แผลนี้จะปริแตกแล้วก็ลุกลามบานปลาย ใหญ่โตจนกระทั่งยากต่อการรักษา หรือถ้าร้ายไปกว่านั้นก็อาจจะสูญเสียอวัยวะสําคัญ ต้องขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าญัตติที่ผมเสนอเข้ามาวันนี้ไม่ใช่เป็นการมาล้อมคอกเมื่อวัวหาย เพราะผมเองเป็นคนแรกที่เสนอญัตตินี้เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ในสมัยประชุมที่แล้วด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าสภาแห่งนี้ได้พิจารณา ได้เห็นชอบ ให้ตั้งกรรมาธิการตามญัตติที่ผมเสนอ เหตุการณ์ในวันเสาร์ที่ผ่านมา หรือเหตุการณ์รุนแรง ต่าง ๆ ในอนาคตที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่วันนี้เวลานี้มาพูดคุยกัน ผมเชื่อว่าก็ยังไม่สายเกินไป ผมขอเริ่มการเสนอญัตติของผมด้วยภาพ ๒ ภาพนี้ครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ภาพ ๒ ภาพนี้มีทั้งความต่าง และความเหมือนกัน ความต่างที่ว่าคือต่างพื้นที่ ต่างปัญหา ภาพทางซ้ายเกิดขึ้นใกล้ ๆ กับ กรุงเทพมหานคร ในขณะที่ภาพทางขวาเกิดขึ้นห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร นั่นคือความต่าง ที่ว่าเหมือนกันก็มีความเหมือนกันอย่างน้อย ๒ อย่างอย่างแรกที่เหมือนกัน ก็คือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนักเรียน นิสิตนักศึกษาเหมือนกัน อย่างที่ ๒ ที่บอกว่าเหมือนกันก็คือ ความรู้สึกที่เหมือนกัน ความรู้สึกอะไรครับ คือความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจที่ปัญหาของเขาไม่มี ใครฟัง หรือถึงแม้จะฟังก็ฟังเหมือนไม่ได้ยิน ท่านประธานครับ ตรงนี้จึงเป็นเสมือนกับ หลักการและเหตุผลที่ผมเสนอญัตติเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไปภาพ ทางซ้ายเราได้เห็นคนมารวมตัวกันเป็นจํานวนมาก นั่นก็เป็นเพราะประเด็นที่เขาอึดอัด เป็นเรื่องของส่วนรวม เป็นประเด็นทางสังคม ในขณะที่ภาพทางขวาเป็นเรื่องของนักเรียน เพียง ๑ คน ซึ่งหลายคนอาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องที่ว่าเล็กนี้ถ้าขยายวงกว้าง ออกไป ไปในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่จังหวัดเลยที่จังหวัดระยอง หรือล่าสุดที่กรุงเทพมหานคร เรื่องที่ว่าเล็กนี้ก็อาจจะลุกลามบานปลายและกลายเป็นภาพ ทางซ้ายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าทําไมเสียงของนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ถึงสําคัญ ในแง่ของจํานวนครับ ข้อมูลสํานักงานสถิติแห่งชาติบอกว่าจํานวนของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนวัยทํางานมีทั้งหมด ๑๙.๖ ล้านคน ถ้าคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับ ประชากรไทยทั้งประเทศ ๖๖ ล้านคน ก็คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๕ หรือเกือบ ๑ ใน ๓ ของคนไทย ทั้งประเทศ แต่จํานวนที่มากมายมหาศาลนี้กลับสวนทางกันกับจํานวนโอกาสที่พวกเขา เหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในการกําหนดอนาคตของเขาเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกฎหมายฉบับไหนของ ประเทศไทยที่ไปแบ่งแยกว่าผู้ใหญ่ต้องมีสิทธิมากกว่าเด็ก หรือเด็กมีสิทธิน้อยกว่าผู้ใหญ่ รัฐธรรมนูญเอง ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศระบุไว้ชัดเจนครับ ในมาตรา ๔ ว่า คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เองก็ปรากฏความลักลั่นให้เห็นในหลายมาตราครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ อยู่มาตราหนึ่ง คือมาตรา ๙๕ และมาตรา ๙๗ ในมาตรา ๙๕ บอกว่าคนไทยอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่มาตราถัดมา มาตรา ๙๗ กลับระบุว่าบุคคลต้องมีอายุ ๒๕ ปี ขึ้นไปถึงจะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก็เกิดคําถามครับว่าทําไมรัฐธรรมนูญ กฎหมายถึงวางใจ เชื่อใจในวิจารณญาณของคนอายุ ๑๘ ปีให้เลือกผู้แทนได้ แต่คนอายุ ๑๘ ปีคนเดียวกันนี้ ถึงไม่ได้รับความวางใจ ความเชื่อใจให้มีสิทธิได้ถูกเลือกเป็นผู้แทน นี่คือกฎหมายสูงสุดของ ประเทศที่เราได้เห็นความลักลั่น ก็ไม่แปลกครับที่กฎหมายลําดับรอง ไม่ว่าจะเป็นระเบียบ กฎ ข้อบังคับต่าง ๆ เราก็ได้เห็นความลักลั่นนั้น ต้องพูดอย่างนี้ อย่าลืมนะครับว่าคนไทย มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๗๕ ปี นั่นแปลว่าคนกลุ่มนี้ เยาวชนกลุ่มนี้ ๑๙.๖ ล้านคนนี้จะต้อง อยู่ในประเทศนี้ไปอีกไม่ต่ํากว่า ๕๐ ปี ดังนั้นผมจึงคิดว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่คนกลุ่มนี้ ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัยที่เขาจะได้มีส่วนร่วมในการวางรากฐาน ในการออกแบบสังคม ออกแบบอนาคตที่เขาอยากจะเห็น ที่เขาอยากจะอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อตอนต้นผมยกตัวอย่างในเรื่องของทรงผมเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในช่วงเดือนที่ผ่านมา สาเหตุหลักสําคัญนั่นก็เป็นเพราะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติตามระเบียบของ กระทรวงศึกษาธิการ ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือฉบับที่ว่าด้วยเรื่องของทรงผมนักเรียน ฉบับล่าสุด ปี ๒๕๖๓ อีกฉบับหนึ่งก็คือฉบับที่ว่าด้วยระเบียบวิธีการลงโทษนักเรียน นักศึกษาที่ระบุไว้ อย่างชัดเจนในปี ๒๕๔๘ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราเพิ่งเปิดเทอมมาได้ประมาณ ไม่ถึงเดือนนะครับ แต่เราได้เห็นเรื่องร้องเรียนของนักเรียนถูกกล้อนผม ถูกตัดผมกลางเสาธง เพื่อประจานมากมายถึง ๓๑๒ โรงเรียนทั่วประเทศ ทั้ง ๆ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านปัจจุบัน ท่านก็ได้ออกระเบียบไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ทันสมัยว่านักเรียนชายและหญิง สามารถไว้ผมยาวได้ให้เป็นไปตามความเหมาะสมและเรียบร้อย เรื่องผมยาวหรือผมสั้น คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่จบหรอกว่าอะไรดีกว่าอะไร แต่สิ่งเดียวที่จะประคองสังคมนี้ไว้ได้ นั่นก็คือกฎหมาย เมื่อระเบียบกระทรวงซึ่งถือเป็นกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่านักเรียนไว้ผมยาว หรือสั้นก็ได้ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องปฏิบัติตามไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครูหรือผู้ปกครอง โดยยึดหลักของความถูกต้องไม่ใช่ความถูกใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นเมื่อนักเรียน ไม่ได้ทําผิดก็ไม่สมควรถูกลงโทษ ในทางตรงกันข้ามหากนักเรียนทําผิดไม่ว่าจะด้วยเรื่องของ ทรงผมหรือเรื่องอะไรก็ตามก็สมควรถูกลงโทษโดยการถูกลงโทษนั้น ก็ต้องลงโทษภายใต้ กรอบที่กฎหมายกําหนดให้ทํา ที่มี ๔ สถาน นั่นก็คือว่ากล่าวตักเตือน ทําทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ หรือทํากิจกรรม ซึ่งทั้ง ๔ อย่างนี้มีความมุ่งหมายในการเพื่อ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่ใช่เพื่อประจานหรือเพื่อให้อับอาย ที่ผมมาพูดแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่า ผมจะไปให้ท้ายนักเรียนหรืออะไร ผมเองยอมรับครับ แล้วก็ภูมิใจว่าเป็นคนหนึ่งที่โตมา เรียนมาในโรงเรียนที่ต้องตัดผมเกรียน และผมเองก็ยินดีปฏิบัติตามกฎนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นก็เพราะตอนนั้นระเบียบระบุไว้แบบนั้น แต่วันนี้ เวลานี้โลกเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน ระเบียบเปลี่ยน ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสังคม โรงเรียนคือสังคมจําลองที่ให้ ทั้งครูและนักเรียนเรียนรู้ที่จะรู้หน้าที่ของตนและเคารพสิทธิทั้งของตนเองและของผู้อื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เรามีการลงโทษนักเรียน เพื่อประจานหรือเพื่อให้อับอาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรงผม หรือเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง อย่างเช่นเรื่องเพศสภาพ หรือเรื่องไม่ชําระค่าเทอมตามที่ปรากฏในข่าว แต่ในเวลาเดียวกัน ผมเองก็ขอประณามกลุ่มคนไม่ว่าจะภาคส่วนไหน ๆ ที่ออกมาด่าครูด้วยถ้อยคําแรง ๆ เพื่อความสะใจ โดยไม่ได้เสนอทางออกอะไรที่สร้างสรรค์ให้ แล้วลืมไปว่าภารกิจในการอบรม บ่มนิสัยในการขัดเกลานักเรียนก็เป็นสิ่งสําคัญในกระบวนการสร้างคนของโรงเรียน แต่กระบวนการนั้นจะต้องดําเนินการไปโดยยึดหลักของความถูกต้องและความพอดี บนพื้นฐานที่ว่านักเรียนต้องเคารพครูตามหน้าที่ ครูต้องให้เกียรตินักเรียนตามสิทธิอันสมควร แบบนี้ถึงเป็นวิธีการปกครองในโรงเรียนที่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาพอสมควรกับ เรื่องทรงผม แต่นอกจากเรื่องทรงผมก็ยังมีปัญหาอีกมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ที่เกิดจากครอบครัว ทั้งจากพ่อแม่ จากคนใกล้ชิด จากญาติ ปัญหาที่โรงเรียน ทั้งจาก นักเรียนด้วยกันเอง ทั้งจากครูหรือจากเจ้าหน้าที่ หรือปัญหาใหญ่ ๆ อย่างเช่น ปัญหา เชิงระบบ ปัญหานโยบายของรัฐ ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงกับเยาวชน ดังนั้นจึงไม่มีใครหรอกครับ ที่จะรู้เรื่องนี้ดีไปกว่าตัวเยาวชนเอง ผมถึงให้ความสําคัญ เป็นอย่างมากกับการเปิดพื้นที่ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้มีพื้นที่ในการแสดงความ คิดเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธาน ที่เคารพครับ บทเรียนอันหนึ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ นั่นก็คือเราต้องไม่สร้างค่านิยมที่ว่า ถ้าเด็กถูกกระทําแล้วพูดไม่ได้ เพราะการพูดนั้นเป็นการประจานโรงเรียน เป็นการประจาน มหาวิทยาลัย เพราะถ้าเราไปสร้างค่านิยมที่อันตรายแบบนั้นเมื่อไรล่ะก็ ถ้าเป็นเรื่องที่รุนแรง กว่าเรื่องทรงผม อย่างเช่น ถูกคุกคามทางเพศ หรือพบทุจริตนมโรงเรียน พบทุจริตอาหาร กลางวัน หรือเห็นต่างทางการเมือง แล้วเขาถูกปิดกั้นไม่ให้พูด ไม่ให้แสดงความคิดเห็น การปิดกั้นนั้นก็จะสะสม เมื่อสะสมแล้วอย่างไรครับ ก็ระอุ เมื่อระอุก็ปะทุ ปะทุก็ลุกลาม บานปลายใหญ่โต ท่านประธานครับ ในตอนต้นผมได้เกริ่นเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการรวมตัวกันของนักเรียน นักศึกษา ผมได้มีโอกาสติดตามข่าวของกิจกรรม ที่จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็ต้องพูดอย่างนี้ว่าในแง่ของหลักการ เราก็ได้เห็นการแสดงออก ของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมก็ต้องถือว่าเป็นการดีที่ประชาชนตื่นรู้ ในสิทธิในเสรีภาพในการเคารพกฎหมาย ในการรู้หน้าที่ของตน ซึ่งก็ถือเป็นการยกระดับ ประชาชนสู่ความเป็นพลเมือง อันจะเป็นสิ่งสําคัญในการพัฒนาประเทศและนั่นคือหลักการ เมื่อมาดูในวิธีการ ผมว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันยาวครับ เรื่องวิธีการ จริงอยู่อํานาจอธิปไตย อันสูงสุดเป็นของประชาชน แต่การใช้อํานาจอธิปไตยนั้น การมีสิทธิในการใช้ชีวิต การมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎ กติกา เพราะนั่นจะเป็นสิ่งเดียวที่จะยึดโยง ปกครองและให้สังคมเดินต่อไปได้ในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ในวันเสาร์เป็นการตอกย้ํา ถึงความสําคัญและความจําเป็นอย่างยิ่งของการเสนอกรรมาธิการที่ผมเสนอขึ้นในญัตตินี้ โดยที่ผมขอเสนอหลักในการทํางานให้กับกรรมาธิการชุดนี้เป็นหลัก แนวทางในการทํางาน ด้วยหลัก ๔ ย ครับ

ย แรกคือยืนหยัด เราได้เห็นว่าผู้มาชุมนุมประกาศชัดเจนครับ ว่ามีข้อเรียกร้อง ๓ ข้อ ดังนั้นเมื่อเปิดเวทีแล้วต้องมั่นใจได้ว่าการมาพูดคุยกันจะต้องอยู่ใน ประเด็นที่เรียกร้องทั้ง ๓ ประเด็นเท่านั้น จะต้องไม่มีการแอบแฝงด้วยเหตุผลอื่น ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเพื่อที่พลังบริสุทธิ์นี้จะได้ไม่ถูกบิดเบือน จะได้ไม่ถูกกลุ่มคน ใครก็ตามที่ฉวยโอกาสใช้โอกาสนี้มาเสริมวัตถุประสงค์ที่แปลกปลอม และที่สําคัญไปกว่านั้น นั่นก็คือเราจะต้องมั่นใจให้ได้ว่าการมาชุมนุมครั้งนี้จะไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ของใคร นั่นคือ ย.แรก ยืนหยัด

ย ที่ ๒ คือยืนยัน ยืนยันอะไรครับ ยืนยันการทําหน้าที่ของน้อง ๆ ว่าน้อง ๆ ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้น้อง ๆ สวมหมวกอยู่ ๒ ใบ ใบแรกคือหมวกในฐานะประชาชน แต่ใบที่ ๒ ซึ่งก็มีความสําคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือหมวกของความเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา และ หมวกใบนี้ก็เป็นหมวกที่ไม่มีใครทําหน้าที่นี้แทนได้

ย ที่ ๓ คือยืดหยุ่น ผมเชื่อว่าถ้ากรรมาธิการชุดนี้ถูกตั้งขึ้นก็จะเป็นโอกาสที่ดี ที่จะเปิดพื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่ทางกายภาพที่ได้มีโอกาสมาถกเถียงแสดงความคิดเห็น กันแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ทางใจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ เพื่อที่จะลดอุณหภูมิทางความคิด เพื่อที่จะให้เกิดการไตร่ตรองให้เกิดการประนีประนอมอย่างยืดหยุ่น แต่ยังคงสาระสําคัญไว้

ย สุดท้าย คือยั่งยืน ผมเชื่ออย่างนี้ครับว่ากรรมาธิการคือหัวใจสําคัญของ ระบบรัฐสภา แน่นอนผมคงไม่ไปตีตราครับว่าการไปชุมนุมบนท้องถนนนั้นจะทําให้ เพิ่มการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) เพราะว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่จบ แต่อย่างหนึ่งที่ผมมั่นใจได้ นั่นก็คือระบบบริหารจัดการการประชุมในรัฐสภาแห่งนี้ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่ายั่งยืนนั่นก็คือกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ เป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมอย่างมีอารยะธรรมและเป็นการแก้ปัญหา ที่ยั่งยืนโดยที่ไม่ต้องหยาบคาย ไม่ต้องจาบจ้วงหรือไม่ต้องรุนแรง ทีนี้ถามว่าจะทําอย่างไร ญัตติของผม ผมจึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยองค์ประกอบของกรรมาธิการ ชุดนี้ อยากให้แตกต่างจากกรรมาธิการชุดอื่น ๆ ที่ผ่านมา ที่เป็นสัดส่วนของพรรคการเมือง อย่างเดียว ผมถึงได้เสนอว่าเป็นไปได้ไหมจะขอให้กรรมาธิการชุดนี้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ จากที่สภานิสิตของสถาบันต่าง ๆ ได้ส่งชื่อมาเป็นส่วนหนึ่ง ของกรรมาธิการชุดนี้ และให้มีอํานาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ พิจารณา ศึกษา สอบสวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ท่านประธานครับ ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กไทย ทีนี้ผมเลยได้เสนอให้ตั้งกรรมาธิการ ชุดนี้ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับสมาชิกหลายท่าน หลายคนก็บอกว่าเป็นไปได้ไหม ที่จะส่งเรื่องนี้ ส่งญัตตินี้เข้าไปที่กรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกรรมาธิการ พัฒนาการเมืองอย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้เสนอเมื่อสักครู่ ถามว่าเกี่ยวไหม ก็ต้องบอกว่า เกี่ยวครับ เกี่ยวตรงไหน ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูภาพภาพนี้ครับ ผมได้ลองวิเคราะห์ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปี ๒๕๖๐ พบอย่างนี้ครับว่ารัฐธรรมนูญให้ความสําคัญ กับคําว่าหน้าที่และคําว่าสิทธิเป็นอย่างมาก เราได้เห็นพูดถึง ๒ คํานี้หลายร้อยคํา ในรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ โดยที่ในแง่ของจํานวนคํา รัฐธรรมนูญให้ความสําคัญกับหน้าที่ มากกว่าสิทธิ ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ เพราะสังคมจะเดินหน้าไปได้ ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ ต้องทําหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงเคารพสิทธิทั้งของตนเองและผู้อื่น ฉะนั้น ในประเด็นนี้ผมเห็นด้วย แต่เมื่อไปดูคําสําคัญอีกคําหนึ่งในรัฐธรรมนูญคือคําว่าส่วนร่วม ก็เป็นที่น่าตกใจว่าในรัฐธรรมนูญ ปรากฏคําว่าส่วนร่วมฉบับปัจจุบันอยู่เพียงแค่ ๓๑ แห่ง น้อยลงกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ํา ดังนั้น เมื่อถามว่าเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญไหม แน่นอนผมเห็นว่าเกี่ยว เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ผลักดันมาโดยตลอด แต่ถามว่าทั้งหมดไหม ตอบว่า ไม่ทั้งหมด รัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แล้วกรรมาธิการชุดนี้กรรมาธิการวิสามัญแก้ไข รัฐธรรมนูญก็มีเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ผมเสนอในวันนี้ สิ่งที่ผมเสนอในวันนี้ ครอบคลุมถึงมิติที่กว้างกว่าสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญในหน้าที่ของเขา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่ออย่างนี้ว่าเด็กไทยทุกคนมีศักยภาพขอเพียงแค่ให้โอกาสเขา ผมมั่นใจว่าถ้าวันนี้สภาแห่งนี้ให้โอกาสเขา สภาแห่งนี้ผู้แทนของพวกเราทุกคนคงไม่ใช่คบเด็ก เพื่อสร้างบ้าน แต่จะเป็นการคบเด็กเพื่อสร้างชาติ ก็ต้องขอฝากเอาไว้ครับ ขอบพระคุณครับ