จักรพันธ์ เสนอให้สภาเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเยาวชนอย่างเป็นทางการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

จักรพันธ์ พรนิมิตร หารือสถานการณ์การชุมนุมของนักเรียน นิสิต และนักศึกษาทั่วประเทศ พร้อมเสนอให้ตั้งญัตติด่วนเพื่อให้สภาเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนอย่างเป็นทางการ โดยมองว่าการรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่จะช่วยคลี่คลายวิกฤติทางการเมืองและสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิก จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ตามที่กระผมและคณะ ซึ่งประกอบไปด้วยเพื่อนสมาชิกจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิตและ นักศึกษา ต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยยื่นเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา มีเหตุผลประกอบการยื่นญัตติด่วนดังกล่าว ดังนี้

ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เกิดการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต และนักศึกษาทั่วประเทศ โดยในช่วงเย็นวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีการนัดหมายชุมนุม ถึง ๑๔ แห่งทั่วประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงในสังคมโซเชียล (Social) จึงเห็นควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นทางการเมืองของนักเรียน นิสิตและนักศึกษา อย่างเป็นทางการ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวมาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๕๐ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา และส่งผลการพิจารณาให้รัฐบาลรับไปดําเนินการ ส่วนเหตุผลและรายละเอียด จะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป ท่านประธานครับ ตามเหตุแห่งการยื่นญัตติดังกล่าวข้างต้น ผมและคณะ เพื่อน ๆ สมาชิกที่เป็นเจ้าของญัตติได้หารือกันถึงสถานการณ์บ้านเมือง ในช่วงเวลาดังกล่าว เราก็เห็นพ้องกันว่าเราควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งก็ถือเป็น หนึ่งในอํานาจหลักทั้ง ๓ อํานาจในระบอบประชาธิปไตย เพื่อช่วยให้สถานการณ์บ้านเมือง ได้มีความคลี่คลายลงไป ท่านประธานครับ โดยประวัติศาสตร์ทางการเมืองของบ้านเรา นับตั้งแต่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา เราจะพบว่าเรามีพลังของนิสิต นักศึกษา เป็นพลังขบวนการที่สําคัญในการขับเคลื่อนในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด อย่างที่ทางสํานักวิชาการของสภาได้กรุณารวบรวมอยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณาเล่มนี้ ที่ประกอบญัตติของผมกับคณะ แล้วก็ของท่านอิสระด้วยนะครับ ซึ่งในนี้ก็จะมีข้อมูลวิชาการ ที่พูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในบ้านเราตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราจะไล่เรียงกันไปจริง ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการพิจารณา ที่สภาได้กรุณารวบรวมให้นี้ เท่าที่ผมศึกษามาเราอาจจะนับได้ถึงครั้งแรกสุดที่เป็น กระบวนการมีส่วนร่วมในการแสดงออกทางความคิดทางการเมืองของเยาวชน นักศึกษา ในบ้านเรา ก็น่าจะนับย้อนไปได้ถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ซึ่งตอนนั้นก็จะมีนิสิตจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้นําในการแสดงการชุมนุมประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น ถัดมาก็จะเป็นเหตุการณ์ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งก็จะมีอยู่ ๒ ช่วงหลัก ๆ ก็คือเหตุการณ์ ในช่วงวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ แล้วก็อีกครั้งหนึ่งก็คือเหตุการณ์ในช่วง วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ใน ๒ เหตุการณ์แรกนี้ การชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นแกนนําสําคัญในการแสดงออกทางการเมือง ก็นําไปสู่ การเปลี่ยนแปลงอํานาจในฝ่ายบริหาร แต่ว่าในเหตุการณ์หลังสุดคือ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็นําไปสู่ความแตกแยกทางความคิด ความรุนแรงทางสังคม แล้วก็กินเวลามาอีกหลายปี ถึงขนาดที่ทําให้คนไทยต้องจับอาวุธต่อสู้ กันเอง อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ทั้ง ๓ เหตุการณ์ โดยเหตุการณ์หลังสุดในช่วง เดือนตุลาคม ๒๕๑๙ ก็ปรากฏว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สําคัญ ๆ ก็ห่างหายไป เป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี จนกระทั่งในปี ๒๕๓๕ ถึงได้เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งเหตุการณ์ ในครั้งนั้นทั้งทางสื่อมวลชนเอง หรือจะเป็นในส่วนของทางด้านวิชาการก็ขนานนามให้ว่า เป็นม็อบ (Mob) มือถือ ความหมายก็คือเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่กําลังหลักหรือแกนนํา หรือผู้ร่วมในการชุมนุมนั้นเป็นกลุ่มคนที่เป็นอยู่ในวัยทํางาน คําว่าม็อบ (Mob) มือถือ ในสมัยนั้นก็คือเป็นนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือเราอาจจะเรียกรวม ๆ ว่าเป็นชนชั้นกลาง ในเมืองใหญ่ทั่วประเทศได้มาร่วมแสดงออกทางการเมือง แล้วก็จะเห็นว่าตั้งแต่เหตุการณ์นั้น เป็นต้นมาบทบาทความเป็นผู้นําในการขับเคลื่อนทางการเมือง การแสดงออกในการชุมนุม ประท้วงต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ถ่ายโอนจากรั้วมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษามาสู่ประชาชน ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหนึ่งทศวรรษ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ หลังจากเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬในปี ๒๕๓๕ อีกครั้งหนึ่งที่จะเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง การชุมนุมประท้วง ที่สําคัญก็คือในช่วง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนกระทั่งถึงประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งเราทุกคนทราบกันดี ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุมแสดงออกทางการเมือง โดยกลุ่ม ผมอาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่ม เสื้อสีต่าง ๆ ต่างกรรม ต่างวาระกันในช่วงเวลาเกือบ ๆ ๑๐ ปีที่พูดถึงนั้น ซึ่งในกลุ่มนี้หลังสุด ที่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง นักศึกษาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออก ทางการเมือง แต่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นส่วนหลักหรือเป็นส่วนที่เป็นกลุ่มที่นําเหมือนกับในช่วงอดีต ในประวัติศาสตร์ที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้นเมื่อเรามองกลับมาที่เหตุการณ์ที่กําลัง เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ผมและเพื่อน ๆ สมาชิกได้ยื่นญัตตินี้ไปเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็จะเป็นสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ทําให้ทุกอย่างต้องไปมุ่งอยู่ แต่เรื่องของโควิด (COVID) แต่ว่า ณ ขณะนี้เอง การแสดงออกทางการเมืองก็เริ่มกลับมา สู่สังคมเราอีกครั้งตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถามผมในส่วนของผมและเพื่อน ๆ ที่ยื่นญัตตินี้ เราก็มีความรู้สึกหรือมีความคิดต่อการเคลื่อนไหว การแสดงออกทางการเมืองของน้อง ๆ เยาวชนนักศึกษา สําหรับผมมี ๒ ด้านด้วยกัน ด้านแรกก็คือเรามีความรู้สึกว่าขณะนี้น้อง ๆ เยาวชน นักศึกษาได้เกิดความตื่นตัวทางการเมือง มีความคิดความเห็นทางการเมืองและทาง สังคม ทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่เป็นผู้นําในความคิดในการขับเคลื่อน เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกอีกด้านหนึ่งก็คือ ความรู้สึกกังวล เนื่องจากว่าในการขับเคลื่อนหรือการชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ของบ้านเราที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่ามีหลายครั้งที่การชุมนุมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทําด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความคิดความอ่านที่ดี ๆ ต่อบ้านเมือง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในประวัติศาสตร์ของบ้านเราการเคลื่อนไหวที่เป็นไปด้วยพลังบริสุทธิ์ บางครั้งก็อาจจะ ถูกผู้ไม่หวังดีต่าง ๆ บิดเบือน ยุยง หรือปลุกปั่นให้การแสดงออกไปในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ไล่เลียงมาเป็นลําดับ ตั้งแต่ที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้ ทุกเหตุการณ์ก็จะมีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบจะตลอด ดังนั้นความรู้สึกของพวกเรา ที่ยื่นญัตติในวันนี้ก็คือเราอยากที่จะให้สภาแห่งนี้ทําหน้าที่ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทน หลากหลายมากมายจากหลายพรรคการเมือง แล้วก็มีทั้งพรรคการเมืองที่อยู่ในฟากฝั่ง รัฐบาลและพรรคการเมืองที่อยู่ในฟากฝั่งของฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงมีความเป็นกลางสามารถที่จะ เป็นสะพานเชื่อมความคิดความอ่านของน้อง ๆ เยาวชนไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เชื่อมโยงความคิดของพวกเขาให้มาสู่ระบบ ซึ่งเราเป็น ๑ ในสถาบัน หลัก ๓ สถาบันของอํานาจอธิปไตยของชาติเราก็น่าที่จะทําหน้าที่นี้ได้อย่างสมเกียรติ แล้วก็เหมาะสมกับฐานะและบทบาทของเรา ซึ่งจากการประมวลข้อเรียกร้องของเยาวชน นักศึกษา จากเหตุการณ์ล่าสุดที่ผ่านมาก็จะมีอยู่ ๓ ข้อที่เป็นข้อเรียกร้องของพวกเขา เหล่านั้นก็คือ ๑. เรียกร้องให้มีการยุบสภา ๒. เรียกร้องให้มีการแก้ไขการใช้อํานาจ ของรัฐบาล และข้อสุดท้ายก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าเมื่อเรามอง คร่าว ๆ ลงไป ๒ ข้อแรกอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารโดยตรง แต่ว่าในส่วนของ ข้อสุดท้ายในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเรื่องที่สภา เป็นบทบาทหน้าที่ของเรา อยู่แล้ว แล้วเราเองก็ได้ให้ความเห็นชอบในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาเรื่องนี้ ไปแล้วด้วย ดังนั้นก็คิดว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนนักศึกษาน่าจะสามารถทําได้โดยที่ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ หลายข้อมูลก็น่าจะมีพร้อมอยู่แล้ว ดังนั้นผมคิดว่าการที่พวกเราได้เสนอญัตตินี้ก็หวังว่า เพื่อน ๆ สมาชิกที่ประกอบกันขึ้นในสภาแห่งนี้จะช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่าเราจะสามารถ ที่จะเชื่อมโยงอํานาจนิติบัญญัติของชาติไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งผมก็เชื่อว่ามีหลากหลาย มากกว่า ๓ ข้อที่เขาสรุปมา เพียงแต่ว่าในการขับเคลื่อนการแสดงออกทางการเมืองก็คง จําเป็นที่จะต้องสรุปเป็นประเด็น ๆ แต่ผมก็เชื่อว่าจากประสบการณ์พวกเราหลายท่านในที่นี้ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านก็เคยผ่านเหตุการณ์การชุมนุม การแสดงออก ทางการเมือง บางท่านก็เป็นคนในยุคเดือนตุลาคม ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา หลายท่านก็นั่งอยู่ในที่นี้ ผมก็เชื่อว่าท่านเองก็คงจะทราบว่าพลังของนักศึกษา พลังของเยาวชนที่ต้องการแสดงออก ทางความคิดเป็นพลังที่มีความบริสุทธิ์ มีอุดมคติอยากจะให้สังคมเป็นสังคมที่ดีสําหรับทุกคน ดังนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทําหน้าที่ ในการเชื่อมโยงเอาความคิดดี ๆ เหล่านั้นมาสู่สภาแล้วก็สะท้อนไปให้ฝ่ายบริหารได้รับทราบ ส่วนจะเป็นในรูปแบบวิธีการเช่นใดก็คงจะต้องขอให้ท่านเพื่อนสมาชิกได้กรุณาแสดง ความคิดเห็น แล้วก็ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้ร่วมยื่นญัตติที่มีลักษณะคล้ายกันในวันนี้ก็คงจะมี ความคิดที่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก ก็กราบขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนับสนุน สนใจ แล้วก็ ผมเองกับเพื่อน ๆ ที่ร่วมกันยื่นญัตติในวันนี้ หวังว่าการประชุมของเราในวันนี้ที่จะร่วมกัน หาข้อยุติว่าบทบาทหน้าที่ของสภาของพวกเราที่จะสามารถสะท้อนหรือว่ารับฟังความคิด ของนักศึกษาที่จะพัฒนาบ้านเมืองของเราไปสู่ทิศทางที่ดีควรจะออกมาในรูปแบบไหน ก็กราบขอบพระคุณล่วงหน้านะครับ สําหรับท่านสมาชิกที่จะได้ร่วมกันอภิปรายเพื่อหา ทางออกสําหรับบ้านเมืองในวันนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ