จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ในการใช้มาตรา 25 ควบคุมราคาผลปาล์มและกำกับการขนย้ายน้ำมันปาล์ม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและป้องกันการลักลอบนำเข้า พร้อมเสนอมาตรการเสริมด้านตลาด ประกันรายได้เกษตรกร และการติดมิเตอร์วัดปริมาณน้ำมันปาล์มอย่างแม่นยำ อีกทั้งเน้นย้ำการเปิดช่องร้องเรียนผ่านสาย 1569 และบทบาทของคณะกรรมการจังหวัดในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมเพื่อปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอตอบกระทู้ถามท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านถาม ๒ คําถาม
คําถามที่ ๑ ก็คือถามว่ากระทรวงพาณิชย์จะใช้มาตรา ๒๕ ของพระราชบัญญัติ ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาบังคับใช้กับกระบวนการขายปาล์มของ เกษตรกรได้หรือไม่ กับคําถามที่ ๒ ถ้าไม่ได้ กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการที่จะเข้าไปดูแล ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มอย่างไรได้บ้าง ก็ขอตอบรวมนะครับ อาจจะยาวนิดหนึ่ง เพราะท่านเอา ๒ คําถามมารวมกัน แต่ว่ามันมีคําถามที่ ๓ เพิ่มเข้ามา ก็คือบอกว่าท่านเคย ร้องเรียน ๑๕๖๙ แล้วก็ไม่ได้รับคําตอบที่น่าพอใจ เพราะว่าดูเหมือนจะเข้าข้างนายทุน เสียมากกว่าเกษตรกร แปลง่าย ๆ ก็ขอเรียนถามเพิ่มเติมกลับไปว่าวันไหน เวลาไหน ที่ถาม เพราะต้องการที่จะกลับไปตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่คนไหนที่รับโทรศัพท์ แล้วก็ทําไมตอบไป อย่างนั้นนะครับ อันนี้เพื่อประโยชน์ในการให้บริการประชาชนต่อไป
ส่วนเรื่องคําถามการใช้ มาตรา ๒๕ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและ บริการได้หรือไม่ ขอเรียนว่ามาตรา ๒๕ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดราคาควบคุม ในการขายผลปาล์มหรือว่าในการกําหนดให้โรงสกัดหรือล้งรับซื้อราคาผลปาล์มจากเกษตรกร ว่าจะต้องรับซื้อในราคาเท่าไร ซึ่งที่ไม่ได้มีการดําเนินการมาเลยตั้งแต่อดีตและในพืชเกษตร ทุกตัว ก็เพราะเหตุว่าถ้าการไปกําหนดราคารับซื้อมันจะกลายเป็นเรื่องของการบิดเบือน กลไกตลาด แล้วก็จะมีปัญหากับกติกาขององค์การการค้าโลก ซึ่งอันนี้จึงเป็นที่มาที่ยังไม่เคย มีการใช้มาตรานี้ไปดําเนินการกําหนดในการบังคับว่าต้องรับซื้อกิโลกรัมละเท่าไร อย่างไร อันนี้ก็คือเงื่อนไขตามมาตรา ๒๕ ความจริงมันคือ (๑) แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ไม่ได้แปลว่า กระทรวงพาณิชย์จะไม่เคยใช้มาตรา ๒๕ วงเล็บอื่น ๆ เพราะมันมีด้วยกันหลายวงเล็บมาใช้ ในการช่วยดูแล ยกตัวอย่างเช่นกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ใช้มาตรา ๒๕ (๔) กับ (๗) ในเรื่องของ การกําหนดการควบคุมการขนย้ายน้ํามันปาล์ม ๒๕ กิโลกรัมขึ้นไปจะต้องขออนุญาต เพื่อป้องกันการลักลอบนําเข้า นอกจากนั้นยังมีมาตรการในเรื่องของการห้าม ต่อไปนี้ ใครจะนําเข้าน้ํามันปาล์มมาจากต่างประเทศทางบกนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะว่าที่ผ่านมา มีปัญหามาก มีการนําเข้าน้ํามันปาล์มจากประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ แล้วก็ข้ามด่านชายแดน แล้วก็เข้ามาในประเทศ แล้วบางครั้งก็อ้างว่าขอข้ามแดนไปยังประเทศที่สาม แต่เอาเข้าจริง ทําน้ํามันปาล์มหกในประเทศ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นการลักลอบนําเข้านั่นเอง แล้วส่งผลให้ ราคาปาล์มในประเทศตกลงมา แต่ว่าต่อไปนี้ทําไม่ได้แล้วครับ ถ้าจะนําเข้าน้ํามันปาล์ม นําเข้าได้เฉพาะทางเรือ แล้วก็กําหนดให้นําเข้าได้แค่ ๓ ด่าน คือ ๑. ด่านคลองเตย ๒. ด่านแหลมฉบัง ๓. ด่านมาบตาพุด และถ้าจะขอข้ามแดน หมายความว่าขอนําเข้าจาก ประเทศหนึ่งข้ามชายแดนประเทศไทยไปยังประเทศที่สามก็จะนําเข้าได้เฉพาะด่านคลองเตย แห่งเดียว และเวลาออก ออกได้แค่ ๓ ด่าน ทางภาคตะวันออกนี่ออกได้ที่จังหวัดจันทบุรี ทางภาคเหนือออกได้เฉพาะที่อําเภอแม่สอด แล้วก็ขณะเดียวกันที่กรุงเทพมหานครก็ออกได้ เฉพาะที่ด่านคลองเตยเท่านั้นที่ได้กําหนดไว้ เพราะอันนี้การลักลอบนําเข้าก็ทําได้ยากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการใช้มาตรา ๒๕ (๓) (๔) (๕) แล้วก็ประกอบกับ มาตรา ๒๖ ด้วย ที่กําหนดให้ผู้ประกอบการจะต้องมีการแจ้งปริมาณและสถานที่เก็บเพื่อความสะดวกต่อการ ตรวจเช็กสต๊อก (Check stock) และป้องกันการแจ้งสต๊อก (Stock) เกินกว่าความเป็นจริง เพื่ออ้างเหตุในการที่จะไม่ไปรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกร ขณะเดียวกันก็มีการใช้มาตรา ๒๘ ด้วย กําหนดให้ลานเทและโรงสกัดที่จะรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ ว่า ณ ปริมาณน้ํามัน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ซื้อเท่าไร เกินไปซื้อเท่าไร อย่างไร อันนี้ก็เป็นไปตามที่ กระทรวงพาณิชย์ได้กําหนดไว้
ท่านถามว่าแล้วถ้ามาตรา ๒๕ (๑) ผมแถมให้ก็แล้วกันครับ ท่านไม่ได้ถาม ตรง ๆ ว่า (๑) แต่ (๑) คือบังคับราคา หรือกําหนดราคารับซื้อซึ่งมันมีปัญหาอย่างที่ผม เรียนแล้ว ทําไม่ได้ ยังมีมาตรการอื่นอีกไหมครับ นอกจากที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานไป ก็ยังมีครับ
ประการที่ ๑ ก็คือมาตรการประกันรายได้ ซึ่งถือเป็นนโยบายสําคัญของ รัฐบาล ผมคิดว่าท่านผู้ถามกับผมมีเป้าหมายเดียวกัน อยากเห็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ขายปาล์มได้ราคาดี ๔ บาท ๕ บาท ๖ บาท ๗ บาท ๘ บาทยิ่งดีครับ แต่ว่านโยบายประกัน รายได้เกษตรกรเกิดขึ้นบนพื้นฐานหลักคิดที่ว่า แต่ถ้าวันหนึ่งมันเกิดไม่ดี จะด้วยเหตุผล กลไกตลาดโลกหรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ ราคามันตกลงมา ถ้ามีนโยบายประกันรายได้ อย่างน้อยเกษตรกรชาวสวนปาล์มก็มีหลักประกัน โดยเรากําหนดรายได้ที่การประกันไว้ กิโลกรัมละ ๔ บาท แปลว่าถ้าต่ํากว่า ๔ บาทเมื่อไรรัฐบาลก็จะเข้าไปช่วยเหลือจ่ายเงิน ส่วนต่างให้เกษตรกรมีรายได้ครบ ๔ บาท เช่นประกันที่ ๔ บาท ราคาตลาดลงมาเหลือ ๓ บาท ก็มีส่วนต่าง ๑ บาท ๑ บาทนี้ก็จะเป็นส่วนต่างที่รัฐจะโอนให้โดยตรงกับเกษตรกร ไม่ผ่านใครเลยครับ เข้าบัญชีให้เลย เกษตรกรก็จะมีรายได้ ๒ ทาง ทางที่หนึ่ง ๓ บาทจากการ ขายในตลาดเข้ากระเป๋าซ้าย ทางที่สอง ๑ บาทที่เป็นส่วนต่างเข้ากระเป๋าขวา รวมกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ๓ บวก ๑ สุดท้ายก็ได้ ๔ บาทตามรายได้ที่รัฐบาลประกันให้ นี่คือมาตรการ ที่จะเข้ามาช่วยจุนเจือ แต่ถ้าเกิน ๔ บาทก็ไม่ต้องจ่ายส่วนต่าง แต่เกษตรกรก็ได้ทางเดียว แต่เป็นทางเดียวที่มากกว่า ๔ บาท ซึ่งเราก็อยากเห็นอย่างนั้น แต่บางครั้งกลไกตลาดมันไป ไม่ได้ แล้วใครไปสั่งให้ราคามันขึ้นลงไม่ได้ ต้องขึ้นกับกลไกตลาด อันนี้ก็คือมาตรการประกัน รายได้เกษตรกร นอกจากนั้นก็มีมาตรการเสริม ๑. มาตรการนําบี ๑๐ (B10) ซึ่งมีส่วนผสม ของน้ํามันปาล์มเข้าไปในดีเซล (Diesel) ช่วยให้มีปริมาณดูดซับปริมาณน้ํามันปาล์ม ในประเทศได้มากขึ้น จะได้ไม่ล้นตลาด แล้วก็เป็นมาตรการบังคับแล้วบี ๑๐ (B10) ณ วันนี้ ก็ช่วยดูดซับซัปพลาย (Supply) บางส่วนได้ ไม่ให้ราคาตกจนเกินไปถ้ามันจะตก ๒. ไม่กี่วันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติได้มีมติอนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รีบจัดซื้อน้ํามันปาล์มตามโควตาที่กําหนดไว้ ๓๗,๐๐๐ ตันเอาไปทําไฟฟ้า และมีการอนุมัติเพิ่ม อีก ๑๐๐,๐๐๐ ตันไว้สํารองถ้าราคาปาล์มยังไม่ดีขึ้นในอนาคต ประการที่ ๓ ขณะนี้ได้มีการ กําหนดโครงสร้างราคาปาล์มทะลายแนะนํา ตารางอยู่ในมือผมอย่างที่ท่านผู้ตั้งกระทู้ถาม ถามเมื่อสักครู่ว่าถ้าราคาผลปาล์มกิโลกรัมละ ๒ บาท ราคาซีพีโอ (CPO) คือน้ํามันปาล์มดิบ ควรจะเป็นเท่าไร และราคาน้ํามันปาล์มขวดบริโภคควรเป็นเท่าไร ถ้าขึ้นเป็น ๒.๑๐ บาท มันควรจะทอนไปเป็นเท่าไร ถ้าขึ้นเป็น ๔ บาทควรจะไปเป็นเท่าไร แต่อันนี้ไปบังคับ สั่งการไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับและจะมีปัญหาเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ แต่เป็นราคาแนะนําเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ในการเทียบเคียง เพื่อจะได้รับรู้ว่าถ้าสมมุติ ราคาน้ํามันปาล์มขวดเท่านี้ ราคาผลปาล์มควรเป็นเท่าไร เพื่อความเป็นธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทําขึ้นมาแล้ว แล้วก็มีความชัดเจน ส่งไปให้ทุกหน่วยงาน ได้ใช้เป็นราคาอ้างอิงหรือราคาแนะนํา อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบอีกอันหนึ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีมาตรการในการที่จะติดมิเตอร์ (Meter) ไว้ที่ถังสต๊อกน้ํามันปาล์ม ทั่วทั้งประเทศ เพราะว่าปัจจุบันนี้ไม่มีมิเตอร์ (Meter) แต่ว่าใช้คนปีนขึ้นไปวัดถูกบ้าง ผิดบ้าง อันนี้พูดตรง ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ยืนยันว่าถูก แต่มันไม่ถูกร้อยหรอกครับ ตรวจสอบย้อนกลับยาก ต่อไปนี้จะรู้เลย ณ เวลานั้นเท่าไร แต่ติดขัดเรื่องงบประมาณ แล้วก็โดนสํานักงบประมาณ เอางบประมาณกลับทั้งที่จัดซื้อไม่เสร็จ แต่ตอนนี้ได้คืนมาแล้วครับ แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ กําลังเร่งรัดในการดําเนินการจัดซื้อ เรื่องนี้ก็คือเรื่องที่ขออนุญาตเรียนให้ทราบ
สุดท้ายครับ ก็คือว่าถ้ามีปัญหาในแต่ละจังหวัด เกิดความไม่เป็นธรรมตรงไหน อย่างไร เราก็มีคณะกรรมการจังหวัดที่จะเข้าไปดูแล ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ก็จะเป็นผู้เข้าไปช่วยดูแล เพราะฉะนั้นผู้แทนราษฎรก็สามารถร้องเรียนที่คณะกรรมการ จังหวัด รวมทั้งเกษตรกรได้ในเรื่องการดําเนินการนะครับ และมาตรการอื่นอีกเยอะเลยครับ ขอใช้เวลาเท่านี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ