วราวุธ ศิลปอาชา อธิบายว่าระบบอีไอเอไม่ใช่เช็กลิสต์เพื่ออนุมัติก่อสร้าง แต่เป็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยยืนยันว่าการเลือกบริษัททำรายงานต้องเป็นไปตามบัญชีรายชื่อที่มีอยู่เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนแทนการกำหนดโดยหน่วยงานรัฐโดยตรง นอกจากนี้ยังชี้แจงเรื่องการทำประกันความเสียหายในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่พิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากเกิดความเสียหายต่อชุมชนจากกิจกรรมโครงการที่ขอใบอนุญาต เช่น ฝุ่นหรือเสียงรบกวน กระทรวงสามารถดำเนินการเอาผิดได้โดยไม่ต้องใช้ประกัน แต่สำหรับอันตรายจากการก่อสร้างอื่น ๆ ต้องอ้างอิงกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำหนดให้เจ้าของโครงการต้องวางหลักประกันฟื้นฟูสภาพพื้นที่และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และยืนยันว่าหากประชาชนได้รับความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะมีประกันหรือไม่ กระทรวงก็ยังสามารถดำเนินคดีได้ตามอำนาจหน้าที่ของตน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อคําถามครั้งที่ ๒ ที่ ๒ คําถาม ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการทําหน่วยงานขึ้นมา แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับ เรื่องการประกันความเสียหาย ก่อนอื่นต้องเรียนว่าท้ายที่สุดแล้วอีไอเอ (EIA) คงไม่ใช่เป็น เช็กลิสต์ (Check list) ที่มาติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก จบเสร็จแล้วก็ไปสร้างตึกกัน เพราะว่าที่ติ๊ก ทั้งหลายนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเงื่อนไขที่ว่าทางผู้ประกอบการจะต้องทําตามเช็กลิสต์ (Check list) ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ถ้าหากว่าเช็กลิสต์ (Check list) เหล่านั้นไม่ผ่านก็จะไม่ได้รับ การอนุญาตให้ไปก่อสร้าง ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความมั่นใจผ่านท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกก็คือว่าอีไอเอ (EIA) นั้น ไม่ใช่เป็นเช็กลิสต์ (Check list) ที่ว่าติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ไปแล้วเพื่อที่จะไม่เห็นหัวพี่น้องประชาชน ทําจบแล้วอยากจะสร้างก็คือสร้าง เพราะว่า อย่างที่ผมได้เรียนไปเบื้องต้นว่าอีไอเอ (EIA) นั้น คือเอนไวรอนเมนทัล อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental impact Assessment) คือดูผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าหากว่า พี่น้องประชาชนพิจารณาแล้วไม่ชอบ ไม่อยากให้มีโครงการนี้ แต่ว่าเจ้าของโครงการจะขึ้น เดี๋ยวก็จะเป็นการแอบอ้าง จะมีการอ้างอันนั้นอันนี้ขึ้นมาว่าอันนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคลบ้าง เพราะว่าปัจจุบันมีการอ้างคําว่าสิทธิส่วนบุคคลเยอะเหลือเกิน เดี๋ยวผู้ประกอบการก็จะอ้าง เป็นสิทธิส่วนบุคคลบ้าง พี่น้องประชาชนก็จะบอกว่าอันนี้เป็นสิทธิที่กระทบกันบ้าง ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าก็จะมีอีกกระบวนการหนึ่งในการที่จะรับฟังความคิดเห็น แต่ในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่าอีไอเอ (EIA) นั้น เป็นการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมถ้าหากว่ามีโครงการนี้ ย้ําว่า ถ้ามีโครงการนี้จะเกิดผลกระทบ อะไรบ้าง พี่น้องประชาชนเป็นห่วงอะไรบ้าง คราวนี้การที่จะเลือกบริษัทที่เข้ามาทําการ ประเมินหรืออีไอเอ (EIA) นั้น ก็ต้องเรียนว่าปัจจุบันนั้นทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั้นเรามีระบบในการที่จะควบคุมแล้วก็กํากับการดูแลการทํางานของกลุ่ม บริษัทเหล่านี้ให้เป็นไปตามทั้งมาตรฐานแล้วก็หลักวิชาการ ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้จะต้อง ขึ้นทะเบียน แล้วก็จะต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กลไกนั้นจะเป็นกลไกของคณะกรรมการผู้ชํานาญการพิจารณา ผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตในการที่จะทํารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการนี้จะมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ด้านการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา สภาสถาปนิก สภาวิศวกร สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือจะมีบุคคลหลายกลุ่มมาก ในการที่จะประเมินบริษัทเหล่านี้ คราวนี้การที่จะมีกลุ่มบริษัทที่เราขึ้นบัญชีแล้ว ปัจจุบัน หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการทําอีไอเอ (EIA) ผมเชื่อว่าทุกท่านคงทราบดีก็คือ สผ. สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ถ้าหากว่าอยู่ดี ๆ ทาง สผ. ไปหยิบเอา บริษัท ก บริษัท ข บริษัท ค ขึ้นมาแล้วบอกว่าทางโครงการนี้ให้ใช้บริษัทนี้ โครงการนั้นให้ใช้ บริษัทนั้น แน่นอนสิ่งที่จะตามมาผมคงจะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาแน่ เพราะว่า กลายเป็นว่ารัฐมนตรีเดี๋ยวจะไปมีเอี่ยวว่าเลือกที่รัก มักที่ชัง ให้บริษัทนี้โครงการใหญ่ ให้บริษัทนั้นโครงการเล็ก ให้บริษัทนี้ ไม่ชอบบริษัทนี้ผมไม่ให้งานกับบริษัทนี้เลย ก็ไม่อยาก ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ทําให้เรามีพูล (Pool) อย่างที่ท่าน ส.ส. ต้องการ คือปัจจุบัน เรามีบัญชีรายชื่ออยู่แล้ว แล้วก็ทางผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นบริษัทก่อสร้าง หรือว่าเจ้าของ โครงการก็จะมาเลือกเอาตามบัญชีนี้ว่าท่านต้องการบริษัทไหน การที่หน่วยงานจะไปเลือก เอาบริษัทให้กับบริษัทที่ปรึกษา ให้กับผู้ก่อสร้างเกรงว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน มากกว่านะครับ ที่ทางท่านสมาชิกเป็นห่วงเมื่อสักครู่ขึ้นมา
ประเด็นต่อมาคือเรื่องการทําประกันความเสียหายในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ก็ต้องเรียนว่ากระทรวงเรามีหน้าที่ในการพิจารณาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม ทีนี้การ ก่อสร้างเวลาเกิดความเสียหายเกิดขึ้น ต้องเรียนยกตัวอย่างว่า ถ้าหากว่าความเสียหาย ที่เกิดขึ้นต่อชุมชนจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมคือสร้างแล้วอยู่ ๆ มีฝุ่นมามหาศาล มีเสียงดัง รบกวนจนมากมายนั้น เราก็พิสูจน์ได้ว่าสาเหตุนั้นมาจากกิจกรรมตามโครงการที่ได้ ขออนุญาตไปนั้น โครงการจะมีประกันหรือไม่มีประกันก็แล้วแต่ ทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถเอาผิดได้แน่นอน อันนี้โดยไม่จําเป็นต้องมี ประกัน ส่วนถ้าเป็นเรื่องการก่อสร้างที่ว่าสร้างแล้วจะเกิดอันตรายเอย อะไรเอยนั้น ต้องเรียนว่าหน่วยงานที่อนุมัติหรืออนุญาตให้สร้างโครงการขนาดใหญ่ในแต่ละประเทศนั้น ก็จะใช้อํานาจในกฎหมายของแต่ละหน่วยงานในการที่จะกําหนด ยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติแร่ ปี ๒๕๖๐ ได้กําหนดให้เจ้าของโครงการต้องมีการวางหลักประกัน การฟื้นฟูสภาพพื้นที่ทําเหมือง แล้วก็เยียวยา ย้ําว่าต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ ทําเหมืองแร่ตามกฎหมายที่กําหนดหรือแม้แต่ว่ามีการทํากองทุนชดเชยผลกระทบของ โครงการ เหมือนอย่างเช่นการสร้างท่าเทียบเรือแหลมฉบังในระยะที่ ๓ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ละหน่วยงานที่โครงการนั้นจะต้องไปขออนุญาตก่อสร้างเขาจะมีกําหนดเอาไว้ใน กฎหมายของเขาแล้วว่าจะต้องมีการทําประกันแบบใด แบบใดบ้าง ในส่วนของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง เราไม่ได้บังคับ แต่ว่าถ้าหากว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชน มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น มีหรือไม่มีเราเอาผิดได้แน่นอน อันนี้ก็ขอให้ความอุ่นใจกับท่านสมาชิกผ่านท่านประธานด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ