นิกร หารือพัฒนาหอสมุดรัฐสภาทันสมัย-เข้าถึงได้-ศูนย์กลางความรู้นิติบัญญัติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

นิกร จำนง หารือการพัฒนาระบบสารสนเทศ คมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสภาแห่งใหม่ โดยเฉพาะปัญหาถนนแคบจากการก่อสร้างทางข้ามฝั่งเกียกกาย พร้อมเสนอให้ขยายถนนและพัฒนาท่าเรือเพื่อรองรับการติดตั้งรัฐสภาบนพื้นที่ริมน้ำ อีกทั้งเน้นความสำคัญของหอสมุดรัฐสภาในฐานะศูนย์กลางข้อมูลด้านนิติบัญญัติและการปกครอง แต่แสดงความกังวลต่อการออกแบบที่อาจจำกัดการเข้าถึงและความปลอดภัย รวมถึงปัญหาการจัดการที่ขาดระบบกลาง การเก็บข้อมูลแบบแมนวล และความร่วมมือที่ไม่เพียงพอจากหน่วยงานต่าง ๆ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปหอสมุดให้ทันสมัย ด้วยระบบไอทีเฉพาะของสถาบัน เครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง การพัฒนาบุคลากร และการออกแบบบริการที่รองรับทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และดิจิทัล เพื่อให้เป็นคลังความรู้ที่เข้าถึงได้โดยทั่วถึงและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้ ขออภิปรายการพัฒนาระบบบริการสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่และพัฒนา การดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมนี่ผูกพันกับสภามาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๑ เข้ามาในสภาครั้งแรก แล้วมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ มีความเกี่ยวเนื่องมาตลอด สภาแห่งนี้นะครับ คือเราหาที่สร้างสภาใหม่กัน ผมเคยเป็น กรรมการพิจารณาหาสถานที่ที่จะสร้างสภาเมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ เรามาดูสถานที่ตรงนี้ ผมเองไม่เห็นด้วยกับที่ตรงนี้ที่จะมาสร้าง ผมไม่เห็นด้วย ๒ นัย คือ ๑. ผมเห็นว่าเป็นที่ที่จะมี ปัญหาเรื่องการคมนาคมมาก เพราะว่าเราไม่ได้มีการจัดเตรียมไว้และยุ่งยาก เพราะว่า การคมนาคมเราเจอปัญหารถติดเยอะ และอันที่ ๒ ผมพูดติดตลกว่าชื่อก็คือว่าเราจะตั้งอยู่บนถนนทหาร ผมก็ยังแหย่ ๆ ส.ส. ตอนนั้นว่าเวลาพูดเราต้องพูดทับศัพท์ที่เป็นปัจจุบันก็คือทีเอชเอเอชเอเอ็น (Thahan) เพราะว่า ถ้าไปพูดถึงโซลเดอร์โรด (Soldier road) อย่าไปแปลอย่างนั้น ก็คือแหย่กันเล่น แต่สุดท้าย เราก็ต้องมาใช้ที่ตรงนี้เป็นสถานที่จัดตั้งรัฐสภาของเรา ซึ่งเราก็ต้องยอมรับด้วยความภูมิใจ แต่อย่างไรก็ตามผมเรียนว่าปัญหาดังกล่าวก็ยังค้างคาใจอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นที่ตัดสินใจ เอาตรงนี้ กรรมการเขาบอกว่าต้องการเหมือนกับเราสร้างวัดสมัยโบราณ คือเอาหน้าติดน้ำ ก็คือมีแม่น้ำ ผมก็เลยเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราต้องมีท่าเรือพิเศษของเรา ท่านประธานครับ ตอนเปิดสภาที่นี่นะครับคณะกรรมาธิการการคมนาคมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมา พิจารณาเรื่องปัญหาเหล่านี้ เรื่องการคมนาคมของสภาเราด้วย เรื่องถนน

ท่านประธานครับ ถนนแถวนี้แคบ เรียนเพื่อทราบว่ามีการจัดทำถนนจาก ฝั่งโน้นข้ามมาฝั่งนี้ ซึ่งเรามีความเห็นว่าพอมาลงทางเกียกกายถนนจะเรียวจะแคบและทะลุ ไปออกถนนพหลโยธิน ก็คิดว่าพอลงตรงนั้นแล้วก็ขอร้องไปทางกรมโยธาธิการและผังเมือง กับ กทม. ว่าให้ขยายถนนเพื่อให้ใหญ่ขึ้นและเป็นหน้าตาของเรา ส่วนท่าเรือนั้นที่คาใจว่า อยากจะมีท่าเรือสภาของเราเองเพื่อเป็นที่เชิดหน้าชูตาปรากฏว่าไม่ได้ กรมเจ้าท่าบอกว่า เขาจะทำท่าเรือเกียกกายให้สง่างามเป็นพิเศษเลยก็คือว่าได้ท่าเรือตรงนี้

ท่านประธานที่เคารพครับด้วยความเป็นห่วงตรงนี้ ตอนช่วงเป็นสมาชิก สนช. เราก็คิดเรื่องนี้กันว่าสภาแห่งใหม่กำลังก่อสร้างอยู่ เรามีการศึกษาให้ความสำคัญก็คือศึกษา เรื่องการจัดการระบบรัฐสภา เป็นการปฏิรูป มีการศึกษาลงรายละเอียดทุกมิติ ทั้งเรื่องบุคคล บุคลากร ระบบ เจ้าหน้าที่ สำนักงาน ทุกอย่างสรุปหมด เกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อมาเข้ากับ การอภิปรายครั้งนี้ ผมจะขออภิปรายเฉพาะซึ่งได้ศึกษาไว้ก่อนแล้ว ก็คือในข้อ ๓.๑.๔ ก็คือ เกี่ยวกับหอสมุดรัฐสภาและระบบที่เกี่ยวข้อง ผมเห็นว่ารายงานฉบับนี้ให้ความสำคัญด้านนี้ น้อย ตั้งแต่หน้า ๗๐ และมีไม่กี่หน้า แต่จริง ๆ แล้วตรงนี้เราเห็นมีความสำคัญ เราพูดกัน ตั้งแต่ตอนนั้นเพราะว่าเป็นทัชชิง (Touching) หรือเป็นการสัมผัสกับบุคคลภายนอก เพราะว่าหอสมุดมีนัยสำคัญสำหรับการให้บริการประชาชน ซึ่งประเด็นที่เรามีการ พิจารณากันก็คือว่าหอสมุดรัฐสภาในภาวะปัจจุบันต้องให้สมาชิกและประชาชนทั่วไป ผมย้ำประชาชนทั่วไป ใช้เป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ในด้านนิติบัญญัติ การเมือง และ การปกครองให้เทียบเท่ากับหอสมุดแห่งชาติเลย เราคิดกันอย่างนั้นนะครับ และระบบ หอสมุดรัฐสภาต้องเป็นระบบไลบรารีออฟพาร์เลียเมนต์ (Library of Parliament) อย่างแท้จริง ก็คือเราได้มีการศึกษากัน พบประเด็นปัญหาของที่นี่อย่างนี้ครับ ศึกษาไว้ก่อน เมื่อ ๒ ปีที่แล้วเราเสนอว่าอาคารควรจะแยก แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้แล้ว เพราะว่า มีการกำหนดไว้ในแบบแล้วว่าหอสมุดขณะนี้อยู่ชั้น ๙ ชั้น ๑๐ มีพื้นที่ประมาณ ๓,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งเราเห็นว่าจะไม่สะดวกกับประชาชน แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว คือจริง ๆ เคยพูดไว้ว่าถ้าเป็นอาคารอยู่ริมน้ำประชาชนจะได้ไปใช้ เพราะว่าเรามีปัญหา เรื่องระบบความปลอดภัย ถ้าประชาชนขึ้นไปชั้น ๙ ก็จะยุ่งยากกับประชาชนเป็นอย่างมาก ถ้าปล่อยไปไม่ดูแลก็จะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยกับเราเอง ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา

ประเด็นที่ ๒ ปัญหาที่จะมีสำหรับหอสมุดรัฐสภาของเราก็คือว่าการสนับสนุน ข้อมูลที่เราค้นพบ ก็คือการรวบรวมข้อมูลมาไว้เป็นแหล่งเดียว มีปัญหาเรื่องหน่วยงาน สมมุติว่ากรรมาธิการต่าง ๆ หน่วยงานกลางที่จะรวบรวมคือหอสมุดจะรวบรวมการประชุม อะไรต่าง ๆ มา มีปัญหาคือความร่วมมือจะไม่เต็มที่ เพราะว่าต่างคนต่างก็ยุ่งยากกับ กรรมาธิการของตัวเองอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือการจัดเก็บต้องเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ส่งมาเป็นแมนวล (Manual) มันไม่เข้า มันเกยกัน นอกจากนั้นเราเห็นว่าเรื่องงบประมาณ ที่ให้กับส่วนของรัฐสภา ทางรัฐสภาเองตั้งแต่ต้นมาเราให้แต่น้อย ทั้งกำลังคนด้วย เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการที่เป็นระบบแบบหอสมุดรัฐสภาน่าจะเป็นไปได้ยาก แล้วก็เป็น แค่หอสมุดที่เราไม่ได้ใช้กัน ไม่เป็นที่เชิดหน้าชูตา ดังนั้นในส่วนนี้ผมขอเสนอแนะการพัฒนา ปฏิรูประบบหอสมุดรัฐสภาซึ่งมีการศึกษาสรุปไว้ก่อนแล้วนะครับ

ข้อที่ ๑ จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงระบบหอสมุดรัฐสภาให้มีความทันสมัย เพื่อรองรับการปฏิบัติการและสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการแก่สมาชิกรัฐสภา เพื่อให้หอสมุด รัฐสภาเป็นไลบรารีออฟพาร์เลียเมนต์ (Library of Parliament) อย่างแท้จริง ให้มีความ ทันสมัย มีความพร้อม คือเราอยากจะเทียบเท่าคือไล่ ๆ ต้นแบบที่เราทราบกันก็คือไลบรารี ออฟคองเกรส (Library of Congress) ซึ่งมีทุกอย่างและยิ่งใหญ่มาก โลกยอมรับในไลบรารี ออฟคองเกรส (Library of Congress) เป็นหอสมุดของรัฐสภาอเมริกัน ต้องมีการพัฒนา ระบบไอที (IT) ให้เป็นเฉพาะของเรา ที่ท่านสมาชิกเสนอมาว่าให้ไปใช้คลาวด์ (Cloud) ให้ไปใช้ระบบของรัฐบาล ผมยังรู้สึกแย้ง ๆ ว่าเราเป็น ๑ ใน ๓ ของสถาบันเรามีของเราเอง ไม่ได้หรืออย่างไร ไปพึ่งพาจมูกคนอื่นก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสง่างามเท่าไรนัก

ข้อที่ ๒ บุคลากรที่มาปฏิบัติหน้าที่ในหอสมุดจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ขณะนี้เรามีอยู่ แต่ว่าระบบไอที (IT) มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้นต้องมีการอบรม มีการให้ความรู้ เพราะหอสมุดจะเปลี่ยนแปลงเป็นอีกระบบหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะที่ผม กล่าวอ้างเมื่อสักครู่นี้ประชาชนคงเดินเข้ามาแล้วไปชั้น ๙ ชั้น ๑๐ ไม่สะดวก แต่ถ้าเราเปิดอีก มิติหนึ่ง อีกโลกหนึ่งเป็นโลกไซเบอร์ (Cyber) เขาจะสามารถเข้ามาได้สะดวก ดังนั้น ความสามารถทางด้านไอที (IT) ของเจ้าหน้าที่ของเราจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง

ท่านประธานที่เคารพครับ ในข้อที่ ๓ ก็คือพัฒนาและปรับปรุงหอสมุดรัฐสภา ให้เป็นศูนย์กลางการให้บริการข้อมูลทางนิติบัญญัติ โดยควรกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่าต้องเป็น ศูนย์เอกสารด้านนิติบัญญัติเป็นพาร์เลียเมนต์ทารี ด็อกคิวเมนต์ เซ็นเตอร์ (Parliamentary Document Center) มีความครบถ้วน ควรจะมี ไม่ใช่ว่าเราไปหาจากหอสมุดที่มหาวิทยาลัย โน่นนี่นั่น ที่นี่ให้ครบทั้งทางด้านนิติบัญญัติและด้านการเมือง ควรจะอยู่ที่นี่เป็นแห่งเดียว แล้วให้ครบถ้วน ต่อจากนั้นก็คือต้องมีระบบอัจฉริยะทางด้านการสืบค้นหรือสมาร์ต เซิร์ชชิง ซิสเต็ม (Smart Searching System) ในการค้นหาให้ง่าย ให้สะดวก แล้วก็ให้มีการส่งเสริม เข้าถึงสารสนเทศสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอย่างแท้จริง ในนี้เราเรียกว่าเป็นแอกเซสซิบิลิตีฟอร์ออล (Accessibility for all) สำหรับทุกคน ตรงนี้ดีไวซ์ (Device) หรือส่วนที่จะต้องใช้ คอมพิวเตอร์ (Computer) ก็ดี โน้ตบุ๊ก (Notebook) ก็ดี รวมทั้งมือถือต้องเข้าได้หมด คือให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้ได้

ข้อสำคัญ ข้อที่ ๔ ก็คือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือซิติเซน พาร์ติซิเพชัน (Citizen Participation) โดยยึดหลักคิดว่าหอสมุดรัฐสภาถือเป็นสถาบัน ทางสังคมอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนา เพราะตรงนี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างสภา กับประชาชนซึ่งมีความสำคัญมากนะครับ

ข้อที่ ๕ ต้องมีการสร้างเครือข่าย เครือข่ายที่ว่าก็คือพาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) มีความร่วมมือกับหอสมุดเฉพาะทางกฎหมายคือเชื่อมกันเสียให้หมด ที่ผมพูดแล้วเมื่อสักครู่นี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ดี อะไรก็ดี เรามาเชื่อมกันเสียให้หมด แต่เราจะไปศูนย์กลาง เพื่อจะได้มีมุมกว้างที่หลากหลาย

ข้อต่อมา อาคารและการออกแบบพื้นที่ จริง ๆ ผมพูดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ควรจะเป็นอาคารแยก แต่ตอนนี้เป็นอาคารร่วมไปแล้ว ดังนั้นเราต้องดูแลเรื่องความสะดวก และความปลอดภัย ให้สะดวกแต่ต้องปลอดภัย

มีอีก ๒-๓ ข้อครับ ระบบสารสนเทศต้องเป็นระบบสืบค้นสารสนเทศที่ดี และทันสมัย ข้อที่ ๖ คือรูปแบบการให้บริการต้องเป็นการบริการทั้งรูปแบบสื่อและสิ่งพิมพ์ คือทั้ง ๒ ระบบ เพราะว่าคนที่มาอาจจะเป็นชาวบ้าน มาใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ ดังนั้นการมา ใช้แมนวล (Manual) คือการไปค้นหาหนังสือ ไปค้นหารายงานก็ต้องมี ไม่ใช่ว่าเราจะเอาแต่ ไอที (IT) อย่างเดียว

ข้อที่ ๗ ก็คือศูนย์เอกสารสิ่งพิมพ์ของรัฐสภาควรมีกฎหรือระเบียบเกี่ยวกับ การส่งสิ่งพิมพ์ เพราะฉะนั้นระบบในการจัดพิมพ์ตรงนี้ควรจะมีของเราเอง แล้วก็ไม่ต้องไป จ้างเขา พัฒนาขึ้น

ข้อสุดท้ายครับ หอสมุดรัฐสภาของเราควรเป็นคลังความรู้ด้านนิติบัญญัติ และการเมือง การปกครองของประเทศไทยที่สมบูรณ์ ครบถ้วน โดยการรวบรวมหนังสือ ตำรา วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย ฐานข้อมูลเกี่ยวข้องกับนิติบัญญัติการเมือง การปกครอง ของประเทศไทยให้มากที่สุดและสมบูรณ์ที่สุด นั่นคือข้อเสนอในการพัฒนาและปฏิรูป หอสมุดของรัฐสภาไทยให้ทันสมัย แล้วก็เป็นของประชาชนด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณครับ