ณัฐวุฒิ บัวประทุม สนับสนุนรายงานกรรมาธิการด้านสาธารณภัย แต่เสนอให้ปรับปรุงเพิ่มเติมในหลายมิติ โดยท้วงติงความไม่สอดคล้องของข้อมูล พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาผลกระทบเชิงลึกที่ถูกละเลย เช่น การเก็บดีเอ็นเอจากเด็กที่อาจละเมิดสิทธิ และปัญหาสุขภาพของทารกในภาคใต้ รวมถึงการขาดบทบาทของชุมชน โดยเฉพาะสตรีและมุสลิม ในการเยียวยา จึงเสนอให้มีการประเมินความต้องการจริงของเด็กและครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพกายและจิต พร้อมผลักดันให้มีคณะกรรมการเฉพาะกิจที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมและผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วม รวมถึงการตั้งผู้ตรวจสอบติดตามผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส และเสนอให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เป็นหน่วยงานหลักในการเยียวยา พร้อมผลักดันให้รัฐเข้าร่วมปฏิญญาโรงเรียนปลอดภัยเพื่อส่งเสริมสันติสุขอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา ผมขออนุญาตทวนคำพูดของ ท่านประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นี่เป็นครั้งที่ ๒ ที่ท่านประธานวุฒิชัย กิตติธเนศวร นำรายงานเข้ามาในสภาแห่งนี้ ครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นเรื่องของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมเอ่ยชื่นชมเลยครับ เพราะวันนั้น ท่านวุฒิชัยท่านได้บอกเลยครับว่ารายงานต่าง ๆ ที่เข้าสภา ท่านมองว่ารายงานเหล่านี้ มีคุณค่า เป็นรายงานที่กรรมาธิการในแต่ละคณะตั้งใจทำ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ ต่อบ้านเมือง ผมจำคำท่านได้แม่นเลยครับ แล้วผมก็หยิบตรงนั้นมาใช้ในการอภิปรายในวันนี้ ด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับรายงานผลการพิจารณาการให้ความช่วยเหลือ เยียวยาเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่ผมเห็นด้วยทั้งหมด เพียงแต่ว่าผม อาจจะมีสัก ๓ ประเด็นด้วยกันที่จะเติมเต็มหรือมีคำถามบางประการที่จะทำให้รายงาน ฉบับนี้มีคุณค่าและครบถ้วนมากยิ่งขึ้นครับ
ประการที่ ๑ รายงานฉบับนี้ท่านได้ให้ข้อมูลตัวเลขเด็ก เยาวชนที่ได้รับ ผลกระทบจากความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ท่านยอมรับในเบื้องต้นเองว่ามีประเด็น ความแตกต่างหรือข้อจำกัดการให้คำนิยามคำว่าเด็กว่าคืออย่างไรบ้าง มีประเด็นการนิยาม คำว่าเด็กผู้ได้รับผลกระทบ มีประเด็นการนิยามกลุ่มที่เปราะบางต่าง ๆ เพราะการกำหนด นิยามเหล่านี้เกิดขึ้นในคณะกรรมการ ๓ ฝ่ายในพื้นที่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรอง จริง ๆ สิ่งที่ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ คุณหมอเพชรดาวพูดถึงตัวเลขที่เพิ่ม ขึ้นมานั้นท่านไม่ได้ระบุในนี้ ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบในนี้พูดถึงรายงานกรณีของผู้เสียชีวิต ที่เป็นเด็ก ๒๓๘ คน พูดถึงผู้บาดเจ็บ ๑,๑๕๑ คน พูดถึงพิการ ๓๗ คน รวมเป็น ๑,๔๒๖ คน แต่ผมมีตัวเลขในมือมีเด็กกำพร้าที่มากกว่า ๗,๐๐๐ คน ในนี้เขียนแค่ ๖,๕๐๐ คน เพียงแต่ ท่านพูดเมื่อสักครู่บนพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นั้นท่านเติมเต็มมาครบ ผมไม่ติดใจ นะครับ แต่ไม่ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอะไรครับ ความแตกต่าง ของตัวเลข แม้กระทั่งตัวเลขเหล่านั้นเป็นความจริง แต่ไม่ถูกเข้าถึงเพียงรายเดียว เท่ากับว่า เรากำลังละเลยชีวิตของเขาแม้เพียง ๑ ชีวิต ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญ อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่สำคัญไปมากกว่านั้นที่รายงานฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงเลย แต่เป็น ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนครอบครัว เช่นปฏิบัติการของฝ่ายทหาร และความมั่นคงที่ตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านแห อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนบากงวิทยา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ท่านไม่ได้ พูดถึงเลย ท่านอย่าลืมนะครับว่าการเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ที่เข้าไปถึงตัวเด็ก เอาเข้าจริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อจิตใจนะครับ นี่คือการละเมิด เจาะเข้าไปในเนื้อตัวของเขาก็เป็น การละเมิดต่อร่างกาย เป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง เสียดายครับท่านน่าจะพูดถึง สิ่งเหล่านี้ ไม่นับรวมถึงกรณีการปิดล้อมโรงเรียน ไม่นับรวมความรุนแรงที่ก่อขึ้นโดย ฝ่ายก่อการในพื้นที่ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ท่านพูดถึงน้อยมาก
อย่างไรก็ตามมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ เคยมีงานวิจัยเก่า แต่ผมไม่มั่นใจ สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปหรือไม่ มันมีรายงานที่ชัดเจนว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ใน ๓ จังหวัดภาคใต้จำนวนหนึ่ง ใน ๔ อำเภอของจังหวัดหนึ่งจำนวนหนึ่ง การคลอด ก่อนกำหนดมีอัตราสูงกว่าพื้นที่อื่น เด็กที่เกิดมาแรกคลอดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มีอัตราที่ สูงกว่าพื้นที่อื่น สิ่งเหล่านี้ท่านต้องมองไปถึงผลกระทบในระยะยาว ซึ่งประการที่ ๑ ที่ผม พูดถึงนั้นท่านยังไม่ได้เอ่ยถึงมากนัก
ประการที่ ๒ ในเนื้อหาครึ่งหนึ่งของรายงานฉบับนี้ตั้งแต่หน้า ๑๙ ถึงหน้า ๕๐ ท่านได้พูดถึงนโยบาย พูดถึงกระบวนการ พูดถึงรูปแบบการเยียวยาของ หน่วยราชการ และบางครั้งอาจรวมถึงภาคประชาสังคมต่าง ๆ ผมขออนุญาตใส่วงเล็บ ตั้งข้อสังเกตไว้หน่อยนะครับว่าเราไม่ค่อยเห็นบทบาทของการเยียวยาในระดับพื้นที่ หรือชุมชน ในความเป็นจริงเป็นสิ่งที่เป็นบวกนะครับ ผมเห็นมาตรการเยียวยาในระดับชุมชน ที่เกิดขึ้นจากพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นสุภาพสตรี เป็นผู้หญิง เป็นพี่น้องมุสลิมในภาคใต้ที่ช่วยกัน ประคับประคอง เยียวยาพี่น้องมุสลิมที่ประสบปัญหาด้วยกันเอง ถ้าไปถึงสิ่งเหล่านั้นได้ มันจะต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เห็นโมเดล (Model) ที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น ผมอ่านดูแล้วรายงาน ของท่านครอบคลุมมิติการดำเนินการทางสังคมสงเคราะห์ ๔ มิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติในเรื่องของ การแพทย์ สาธารณสุข มิติด้านการศึกษา มิติด้านสวัสดิการสังคม มิติเรื่องกระบวนการ ยุติธรรม แต่ไม่มีภาพใหญ่และสเกล (Scale) การให้ความช่วยเหลือรายย่อย ไม่มีการพูดถึง ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในลักษณะที่เรียกว่าเป็นพหุวัฒนธรรม ตรงนี้ไม่มีคำนี้ เลยนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นโจทย์ใหญ่ พูดถึงกระบวนการเยียวยาแต่ผ่านโครงสร้างแข็งทั้งหมด เป็นกระบวนการเยียวยาที่ผ่านคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย ศูนย์สันติวิธี หน่วยงานราชการ มีการพูดถึงอยู่บ้างเล็กน้อยในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในหน้า ๒๒ ท่านพูดถึงบทบาทของสำนักงานสนับสนุนทางวิชาการกับสำนักงานพัฒนาสังคม จังหวัด เสียดายนิดเดียวว่าแทนที่สำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัดจะบอกว่าฉันมีหน้าที่ ในการประเมินความต้องการของเด็กและครอบครัวก่อนจัดบริการ ที่เรียกว่านีดแอสเซสเมนต์ (Need assessment) ท่านเข้าใจนะครับ ภาษาไทยต่างกับภาษาอังกฤษนิดหน่อยในแง่ของ การแปลความ แต่ในนี้ไม่มีเลยครับ เราไม่เห็นคำนั้นของสำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัดว่า คุณจะประเมินนีดแอสเซสเมนต์ (Need assessment) จัดบริการให้เขาในลักษณะเคส เมเนเจอร์ (Case Manager) ที่เข้าใจกระบวนการอย่างแท้จริงได้อย่างไร สำนักงานพัฒนา สังคมจังหวัดไปเขียนแต่เพียงว่ารูปแบบที่เขาทำคือการประเมิน แล้วก็ช่วยเหลือ เช่น การฝึกอาชีพ ซึ่งไม่ใช่โจทย์ของสำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัด เมื่อดูบทบาทย่อย ๆ บางประการ ท่านประธานลองดูในหน้า ๑ นะครับ ที่พูดถึงการบำบัดรักษาและเยียวยา ด้านจิตเวช อยู่ในหน้า ๓๐-๓๑ ท่านบอกว่าทำ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่กิจกรรมหรือโปรแกรม ที่ท่านใช้ ผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ ในนี้เขียนมาเป็นภาษาอังกฤษก็คือซีบีที (CBT) คอกนิทิฟ บีแฮฟเวียรัล เทอราปี (Cognitive Behavioral Therapy) พูดง่าย ๆ ก็คือ การทำความเข้าใจ การพูดคุยแต่เพียงเท่านั้น แต่ท่านอย่าลืมว่าในเด็กเยาวชน ตลอดจน คนในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบท่านทำซีบีที (CBT) อย่างเดียวไม่ได้ครับ มันมีพีทีเอสดี (PTSD) หรือทรอมา (Trauma) ที่ยาวกว่านั้น รายงานไม่ได้พูดถึง จำเป็นครับที่จะต้องมี การเก็บข้อมูล เก็บสถิติ ดูกันยาว ๆ ว่าเขาเหล่านี้มีผลกระทบอย่างไร ผมไม่อยากพูดเลย ไปถึงผลกระทบที่อาจจะนำไปสู่การก่อความรุนแรงที่มากขึ้นนะครับ ผมห่วงแต่เพียง เรื่องร่างกาย เรื่องจิตใจ ซึ่งเขาต้องการการเยียวยาในระยะยาว ไม่ได้มีการเอ่ยถึงมากนัก แต่ผมคิดว่าถ้าท่านจะปรับหรือเพิ่มเติมตรงนี้ไปได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ
ประการที่ ๓ ผมพยายามจะอ่านประเด็นที่เรียกว่าเร่งด่วน และประเด็นที่ คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการห่วงใย ตลอดถึงข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ท่านเขียนไว้ ในหน้า ๕๐-๕๓ ส่วนใหญ่ผมเห็นด้วยหมดเลยครับ แต่สิ่งที่ท่านเขียนยังไม่ได้ถูกระบุ หรือจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนในเชิงปฏิบัติการที่ต้องทำก่อน ท่านแตะแต่เพียงว่าควรจะต้องปรับนโยบายแบบนั้น ยุทธศาสตร์ต้องปรับแบบนี้ แต่ท่าน ไม่ได้มีรายละเอียดว่าจริง ๆ แล้วกับกรณีผู้ตกหล่นที่แม้กระทั่ง ๑ คน ข้อเสนอคือเป็นไปได้ หรือไม่ที่ท่านอาจจะต้องมี ท่านหมายถึงรัฐบาลนะครับ ต้องมีคณะกรรมการเฉพาะกิจที่ไม่ใช่ องค์ประกอบโครงสร้างแข็งแบบที่มีอยู่ แต่มีภาคประชาสังคม มีผู้นำศาสนา มีตัวแทนผู้ได้รับ ผลกระทบเข้ามามีส่วนในการคัดกรอง ทำตาข่ายให้แน่นว่าเราจะไม่มีเด็ก เยาวชน และ ครอบครัวที่ตกหล่นไปจากกระบวนการให้ความช่วยเหลืออีกแล้ว ผมคิดว่าแบบนี้พี่น้อง จะได้ผลประโยชน์ ความรุนแรงลดลง ภาครัฐก็ได้ประโยชน์ แต่ตรงนี้ไม่ได้พูดถึงครับ แล้วฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่าเป็นไปได้ผมอยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ที่ท่านมาถูกทางแล้วท่านน่าจะตั้งผู้ตรวจสอบพิเศษ หรือในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า แรปพอร์เตอร์ (Rapporteur) คอยติดตามดูสิว่ากระบวนการแบบนี้ ถ้าวันนี้สภาแห่งนี้ ส่งไปแล้วเราจะมีการดำเนินการมากน้อยขนาดไหน ทำได้ตามข้อสังเกตของเราจริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้มีอยู่ครับ
ผมมีประเด็นสุดท้ายนิดเดียวครับท่านประธาน ไม่ได้อยู่ในข้อสังเกต ทั้ง ๓ ประการ แต่ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ลักษณะการดำเนินการหรือข้อสังเกตทั้ง ๔ ด้าน ที่ท่านเสนอมานั้น ศอ.บต. ยังเป็นเจ้าภาพหลักนะครับ ยังไม่หลุดไปสู่กระบวนการที่ผมคิดว่า การเยียวยาช่วยเหลือของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรเป็น เจ้าภาพหลัก ไม่ใช่ ศอ.บต. แล้วในขณะเดียวกันมีหลายเรื่องที่เป็นความรุนแรงต่อเด็ก ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้เข้ารับรองเป็นภาคีต่าง ๆ เช่นปฏิญญาว่าด้วยโรงเรียนที่ปลอดภัย เซฟ สกูลส์ เดคคลาเรชัน (Safe Schools Declaration) กรรมาธิการไม่ได้พูดถึงเลยนะครับ ถ้าเรายอมรับปฏิญญาว่าด้วยโรงเรียนที่ปลอดภัยอาจจะช่วยลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น ด้วยครับ
ผมจึงเห็นด้วยและสนับสนุนการส่งรายงานฉบับนี้ให้รัฐบาล อย่างไรก็ตามเด็ก เยาวชน และครอบครัว สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากครับ เป็นเรื่องที่พวกเราต้องเรียกร้องไปทั้ง ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงฝ่ายก่อการความรุนแรงในพื้นที่ให้ช่วยกันลดเงื่อนไขที่อาจจะนำไปสู่ ความรุนแรง ผมเชื่อว่าถ้าเราเริ่มต้นแบบนั้นความสันติสุขจะกลับคืนสู่พี่น้องประชาชน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง ขอบพระคุณท่านประธานครับ