เพชรดาว โต๊ะมีนา หารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยเฉพาะปัญหาเด็กกำพร้าที่ไม่ได้รับการรับรองและขาดการเยียวยา พร้อมเสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลาง ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับรองผู้ได้รับสิทธิ และพัฒนาระบบการดูแลเยียวยาอย่างเป็นระบบและครอบคลุม รวมถึงการบูรณาการหน่วยงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กในกระบวนการสันติภาพเพื่อสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่ยั่งยืน
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา เลขานุการ คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาผลกระทบทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็ก เยาวชน และครอบครัวจากภัยพิบัติที่เกิดจากความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ขออนุญาตชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม จากที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ให้ข้อมูลสมาชิกไปเบื้องต้น โดยขออนุญาตนำเสนอเป็นพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint)
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
คณะกรรมาธิการ การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมาหลายชุดจะศึกษาผลกระทบจากภัยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าดูจาก พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ให้ความหมายของคำว่า สาธารณภัย ว่าอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดในสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ำ การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่น ๆ อันมีผลต่อสาธารณชน ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ มีผู้ทำให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใดซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือความ เสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ ดังนั้นคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงได้ศึกษา สาธารณภัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า ๑๖ ปี ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต ๗,๑๓๖ ราย บาดเจ็บ ๑๓,๓๒๐ ราย แล้วถ้าเราเห็นข้อมูลเด็กกำพร้า ที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบกรณี ๓ ฝ่ายรับรอง นั่นคือทหาร ตำรวจ ปกครอง พบว่ามี จำนวน ๖,๖๗๑ ราย มากที่สุดคือจังหวัดปัตตานี ๒,๖๑๖ ราย จังหวัดนราธิวาส ๒,๒๔๕ ราย จังหวัดยะลา ๑,๕๖๘ ราย และจังหวัดสงขลา ๒๔๒ ราย แต่ยังมีเด็กกำพร้าอีกกลุ่มหนึ่งค่ะ ซึ่งเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบเช่นกัน แต่ ๓ ฝ่ายไม่รับรอง มีจำนวนทั้งสิ้น ๖๘๒ คน กรณีที่เด็กกำพร้าถ้า ๓ ฝ่ายรับรอง คือฝ่ายทหาร ตำรวจ ปกครอง รับรองว่าเกิดจากสถานการณ์ ความไม่สงบ เด็กจะได้ทุนการศึกษารายปีจนจบปริญญาตรี จะได้เบี้ยยังชีพรายเดือน จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จนอายุ ๒๕ ปี แต่ว่าถ้าไม่ได้รับรอง จาก ๓ ฝ่ายจะไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ ทั้งสิ้น
ผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ เมื่อได้ศึกษาแล้วเราได้เชิญ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมชี้แจงและแสดงความคิดเห็นทั้งหมด จำนวน ๒๙ หน่วยงาน แบ่งออกเป็นหน่วยงานกำกับนโยบาย เช่น สำนักงานสภาความมั่นคง แห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า ส่วนหน่วยปฏิบัติ เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาจังหวัด กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ส่วนหน่วยงานสนับสนุน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ องค์การทุนเพื่อเด็ก แห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ (UNICEF) องค์การช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทย เซฟเดอะชิลเดรน (Save the Children) คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ไอซีอาร์ซี (ICRC) และองค์กรหมอไร้พรมแดน เป็นต้น แต่ละหน่วยงานได้ให้ข้อมูลและชี้แจงประเด็น ที่เกี่ยวข้องทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์
นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ตรวจสภาพพื้นที่ ณ จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งประชุมร่วมกับผู้แทนชุมชนเกี่ยวกับการซ้อมแผนเผชิญเหตุในโรงเรียน ทำให้ได้ รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำมาศึกษา วิเคราะห์ เพื่อเสนอ แนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วนและเป็นรูปธรรม จากผลการวิเคราะห์การให้ความ ช่วยเหลือ เยียวยาผู้รับผลกระทบ โดยเทคนิคสวอต (SWOT) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ อุปสรรค พบว่า จุดแข็ง เช่นมีกลไกระดับต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาล ในรูปแบบคณะกรรมการ และมีนายกรัฐมนตรีหรือผู้บริหารระดับสูงเป็นประธาน มีแหล่ง งบประมาณในการทำงาน เช่นแผนบูรณาการการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เกิดเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว
จุดอ่อน เช่นขาดเจ้าภาพหลักและนโยบายด้านเด็กและเยาวชนที่มีความ ครอบคลุมทุกด้าน เน้นแต่เรื่องการเยียวยาด้านการเงิน แจกทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน ที่ได้รับผลกระทบ แต่ขาดเข็มทิศในการติดตามและพัฒนาในระยะยาว รวมทั้งขาดแนวทาง ในการป้องกันและฟื้นฟูในกลุ่มเด็ก เยาวชนที่ชัดเจน รวมทั้งจุดอ่อนเรื่องนิยามของเด็ก ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างแคบ ทำให้รูปแบบการเยียวยา การติดตาม และบันทึกข้อมูล จำกัดเฉพาะเด็กและครอบครัวที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตโดยตรง ส่วนเด็กกลุ่มอื่น ๆ เช่น เด็กที่เห็นเหตุการณ์ เด็กที่ไม่ได้รับการรับรอง ๓ ฝ่าย เด็กจากครอบครัวผู้เห็นต่างจากรัฐ ขาดโอกาสในการเข้าถึงการเยียวยาที่จำเป็น การมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อม และการได้รับ การพัฒนาที่เหมาะสมต่อการเติบโตตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จุดอ่อนยังขาดระบบ การเก็บข้อมูลของเด็กและเยาวชนในแต่ละหน่วยงานที่เป็นเอกภาพ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทั้งในส่วนภาครัฐ ภาคประชาสังคมที่ใกล้ชิดกับครอบครัวของเด็กและเยาวชนยังขาดความรู้ และทักษะในการทำงานด้านเด็ก ส่วนจุดอ่อนด้านงบประมาณยังขาดงบประมาณในการ พัฒนาชุมชน ครู สังคมที่แวดล้อมรอบตัวเด็กและเยาวชน ยังคงเป็นงบประมาณแผนงาน ประจำ ไม่มีการออกแบบงบประมาณสำหรับการป้องกันและฟื้นฟูองคาพยพที่อยู่รอบตัวเด็ก อย่างเป็นระบบ
ส่วนโอกาสนะคะ การลงทุนด้านเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี รักสามัคคี นำความรู้มาช่วยเหลือสังคมเป็นเรื่องสำคัญที่ทำได้ไม่ยาก แต่ต้องทำต่อเนื่องและครอบคลุม ประเทศไทยเองมีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการพัฒนาเด็กให้เป็นคนดีมีคุณภาพ แต่ต้องวางแผนระยะยาว ทำงานเป็นทีมประสานกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การสร้าง สังคมพหุวัฒนธรรมเป็นทิศทางของทุกประเทศ จึงเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมการสร้าง สังคมพหุวัฒนธรรมขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคารพต่อความแตกต่าง ความหลากหลาย เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีและทันต่อเหตุการณ์ของโลก การพูดคุยสันติสุขที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันประเด็น เด็กและเยาวชนให้ได้อยู่บนโต๊ะ การพูดคุยสันติสุข ยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ให้ข้อมูลกับเราว่า มีตัวอย่างบางประเทศได้นำเรื่องเด็กเป็นประเด็นร่วมที่ทำให้กระบวนการสันติภาพรุดหน้า ไปได้
ส่วนอุปสรรค เช่นการจัดระบบการศึกษาที่แยกตามศาสนา โดยที่ไม่มีระบบ การจัดการการเรียนรู้ที่สร้างความเข้าใจระหว่างกัน ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างทางด้านความคิด และความสัมพันธ์ระหว่างเด็กไทยพุทธ เด็กมลายูมุสลิมในพื้นที่ รวมทั้งศาสนาอื่น ๆ ด้วย เด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ รวมทั้งเด็กและครอบครัว ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับความช่วยเหลือด้านจิตใจ อารมณ์ สังคมในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การให้ความช่วยเหลือสากล จึงมีโอกาสคิดว่ารัฐทอดทิ้งและไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐ ในท้ายที่สุดฝ่ายความมั่นคงเองยังคงเป็นแกนนำสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเสี่ยงที่ถูกกังขาไม่ว่าจะเป็นในประเทศ ระดับประเทศว่ากิจกรรมที่ทำนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน
ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการมี ๔ ข้อค่ะ ข้อแรก ควรให้มีการบูรณาการ บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ เยียวยา ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนหน่วยงานความมั่นคง เช่นนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรได้รับการระบุเป็นการเฉพาะ ในนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในระดับนโยบาย ระดับอำนวยการ และระดับปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานงาน รวมทั้งงบประมาณในระดับ นโยบาย ระดับปฏิบัติในพื้นที่ด้านการพัฒนาความสัมพันธ์เจ้าหน้าที่ ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ในการถ่ายทอดกับชุมชนให้เกิดความไว้วางใจ ยอมรับการทำงานและการสร้างสังคมสันติสุข ร่วมกัน
ข้อที่ ๒ ปรับระบบหลักเกณฑ์และคำนิยามการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา บุคคลที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบ และแนวทางการรับรองของคณะกรรมการ ๓ ฝ่ายให้ชัดเจน เช่นทุกฝ่ายควรให้คำนิยามคำว่าเด็กและช่วงเกณฑ์อายุของเด็กให้ชัดเจนสอดคล้องกัน รวมทั้งนิยามของเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดจาก สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาครัฐเองควรกำหนดวิธีปฏิบัติ เรื่องคำนิยามการรับรอง ๓ ฝ่ายซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยควรกำหนดให้ชัดเจนว่าเหตุการณ์ความรุนแรงใดที่เกิดขึ้นหากมี รายละเอียดหรือข้อมูลอย่างไรให้ถือว่าเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิการช่วยเหลือหรือไม่เข้าเกณฑ์ ได้รับสิทธิ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานภาครัฐ กล่าวคือทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครองว่าจะรับรองหรือไม่ นั่นเพื่อยุติข้อโต้แย้งของภาคประชาชนที่ไม่เห็นด้วย
ข้อที่ ๓ ควรมีการพัฒนาคุณภาพคนโดยการติดอาวุธทางปัญญา กลุ่มผู้ดูแล เด็กและเยาวชน และการฝึกเด็กให้มีความรู้ มีวินัย และช่วยเหลือตนเองได้
ข้อสุดท้าย ควรมีการจัดทำฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับสถิติและข้อมูลพื้นฐาน ของจำนวนเด็ก เยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ รวมถึงข้อมูล การได้รับความช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจ และการติดตามดูแล ตามมาตรฐานที่กำหนดจาก หน่วยงานภาครัฐ โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ทันสมัยได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการ กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการติดตามดูแลดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตาม รายงานผลการพิจารณาศึกษาที่ได้แจกให้สมาชิกทุกท่านแล้ว ขอบคุณค่ะ