ณฐวร ค้านตัดสิทธิ บตท. ชี้ไม่เป็นธรรม-กระทบประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ณฐวร ลิมปนางกูร คัดค้านร่างมาตรา 8 โดยเสนอให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์มีสิทธิเทียบเท่าสถาบันการเงินเอกชนในการนำพยานหลักฐานใหม่มาคัดค้าน ถามค้านพยาน และเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน บตท. เพื่อความเป็นธรรมและป้องกันความเสียหายจากคดีจำนวนมาก ทั้งชี้ถึงความไม่สมดุลของสิทธิระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการเพิ่มสิทธิให้หน่วยงานรัฐไม่ขัดหลักกฎหมายเดิมและจะส่งผลดีต่อประชาชนโดยรวมในระยะยาวผ่านกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นายณฐวร ลิมปนางกูร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายณฐวร ลิมปนางกูร กรรมาธิการเสียงข้างน้อยในมาตรานี้ กระผมได้สงวน ความเห็นในร่างมาตรา ๘ ไว้ว่าถ้ามีการฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน บตท. ในคดีดังกล่าว และอาจนำ พยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้วถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับ ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้วก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น

ท่านประธานครับ สิ่งที่กระผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ตรงนี้ก็คือเป็นการเพิ่ม สิทธิจำนวน ๓ สิทธิให้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ สิทธิแรกก็คือการนำพยานหลักฐานใหม่ มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว สิทธิที่ ๒ คือการถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และ สิทธิที่ ๓ คือการคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้ว สิ่งที่กระผมได้นำเสนอตรงนี้เพื่อจะทำ ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้รับสิทธิที่เทียบเท่าและเท่าเทียมกับสถาบันการเงินเอกชน เช่นธนาคารพาณิชย์ เพราะว่าที่มาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในส่วนของมาตรา ๘ เป็นการร่างโดยที่อ้างอิงยึดโยงมาจากพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มาตรา ๗๖ ก่อนที่กระผมจะพูดถึงเรื่องของผลว่าทำไมเราต้องเพิ่ม ๓ ข้อนี้ กระผมขอเริ่มที่ข้อเท็จจริงก่อนว่า ณ วันนี้องค์การบรรษัทตลาดรองสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยหรือ บตท. อันนี้มีลูกค้าอยู่ ๗,๒๒๘ ราย แต่ว่าลูกค้าจำนวนนี้เป็นลูกค้าที่กำลังมี คดีความฟ้องร้องอยู่ในศาลแพ่งมากกว่า ๑,๐๐๐ คดี ขณะเดียวกันองค์การ บตท. นี้ มีพนักงานประจำอยู่ ๘๐ ท่าน เพราะฉะนั้นฝ่ายกฎหมายของ บตท. เองก็คงจะมีเพียง ไม่กี่ท่าน เมื่อคนเพียงไม่กี่ท่านจะต้องมาดูแลคดีนับพันคดี ประสิทธิภาพและความสามารถ ในการที่จะติดตามคดีต่าง ๆ จึงเป็นที่น่าเคลือบแคลงว่าจะสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี เพียงใด ดังนั้นการที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถนำเอกสารข้อมูลการกู้ต่าง ๆ ที่ บตท. เคยทำสัญญาไว้ไปตรวจเช็ก (Check) และถ้าเขาพบว่าตรงส่วนใดที่ทำให้เกิดการเสีย ประโยชน์ขององค์กร เขาสามารถที่จะนำตัวหลักฐานนั้นไปยื่นให้ศาลพิจารณาสืบต่อเนื่องได้ แต่ถ้าสมมุติว่าเราไม่ตรากฎหมายตามที่ผมเสนอตรงนี้ แปลว่าถ้าคดีนั้นมีการตัดสินคดี จนกระทั่งทำให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่เข้ามาเป็นผู้สวมสิทธิแทนเกิดการเสียประโยชน์ อย่างเช่นแพ้คดีขึ้นมา แล้วถ้าสมมุติจะต้องเกิดการฟ้องร้องใหม่ก็จะต้องไปเริ่มนับหนึ่ง กับคดีใหม่ตั้งแต่ต้น ถ้าสมมุติคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ก็ต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งฟ้องใหม่ ที่ศาลชั้นต้นกันตั้งแต่ต้น อย่าลืมนะครับว่านี่คือคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา คดีปกครองที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐจะมีอำนาจ มีสิทธิเหนือกว่าคู่ความ

อีกจุดหนึ่งที่ให้ ธอส. มีสิทธิในการถามค้านพยานหรือว่าคัดค้าน พยานหลักฐาน ตรงนี้คือเป็นสิทธิทั่วไปที่จะทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่นำเสนอเข้าสู่ศาล มีความยุติธรรมและมีความเป็นกลางกับคู่ความทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะว่าสิทธิตรงนี้ทางฝ่าย คู่ความของ ธอส. ก็คือคนที่เป็นลูกหนี้ที่มีประวัติคดีต่าง ๆ ที่อยู่ตรงนี้เขามีสิทธิที่จะนำเสนอ ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าสู่ศาลได้ตลอด ตามที่มาตรา ๗ ให้สิทธิลูกหนี้เอาไว้ ทีนี้ผลทางกฎหมาย ที่ผมพูดเอาไว้ตรงนี้ เนื่องจากเราได้มีการทำพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน ปี ๒๕๕๑ มาตรา ๗๖ ที่ผมพูดไปแล้วนั้นเป็นมาตราที่ให้สิทธิกับทางธนาคารพาณิชย์ที่เวลามีการ ควบรวมกิจการแล้ว เขาสามารถที่จะตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ แล้วเอาหลักฐานที่ตรวจสอบ อันนี้ไปยื่นต่อศาลได้ใหม่ แต่ทีนี้ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ได้รับสิทธินี้แปลว่าเรากำลังจะตรา กฎหมายให้หน่วยงานของเอกชนมีสิทธิเหนือกว่าหน่วยงานของรัฐหรือครับ ตรงนี้คือ ประการหนึ่ง

เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่สภาแห่งนี้ได้ผ่านพระราชกำหนดที่ให้อำนาจธนาคาร แห่งประเทศไทยรับซื้อตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากตัวผู้ออกตรงนี้ กฎหมายฉบับนั้นเราก็ให้สิทธิกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการมีสิทธิที่จะเรียกร้อง สิทธิในการที่จะเรียกหนี้ต่าง ๆ ให้มีสิทธิเรียกที่เท่าเทียมกับตัวผู้ออกรายอื่น เป็นต้น ตรงนี้ เป็นข้อสังเกตของผมครับว่าเรากำลังจะออกกฎหมายให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิที่น้อยกว่า สิทธิของเอกชน

ทีนี้ทางฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างมากเองก็มีข้อแย้งครับ ข้อแย้งอันแรก เขาบอกว่ากฎหมายธุรกิจสถาบันการเงิน มาตรา ๗๖ ปี ๒๕๕๑ อันนั้นเป็นกฎหมายที่ออก ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤติซับไพรม์ (Subprime) แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากที่เกิด ซับไพรม์ (Subprime) ในปี ๒๕๕๑ ตอนนั้นเราก็ผ่านมาจนเศรษฐกิจไทยกลับมาดี ผ่านมาอีกเรามีการแก้กฎหมายธุรกิจสถาบันการเงิน อันนี้แก้เป็นฉบับที่ ๒ ในปี ๒๕๕๘ และ แก้เป็นฉบับที่ ๓ ในปี ๒๕๖๑ เราไม่พบว่ามีการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย มาตรา ๗๖ อันนี้เลย แปลว่าไม่ว่าเศรษฐกิจจะดี เศรษฐกิจจะไม่ดีอย่างไร สถาบันการเงินเอกชน ยังคงได้รับสิทธินี้อยู่ แต่ตอนนี้เรากำลังจะมาตัดสิทธินี้กับสถาบันการเงินของรัฐ ในขณะที่ ทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นตอนนี้มันหนักหนาสาหัสเพียงใด ไม่เพียงแค่ โควิด-๑๙ (COVID-19) แต่มันรุนแรงตั้งแต่ปีที่แล้วที่เกิดภัยแล้ง ตั้งแต่ตอนที่ผ่าน พระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน ปี ๒๕๖๓ ล่าช้าไปหลายเดือน ธุรกิจเศรษฐกิจข้างนอกหดตัวหดหายกันมากมาย ถ้าจะดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไตรมาสที่ ๔ ปีที่แล้ว จนมาถึงไตรมาสที่ ๑ ปีนี้ก็ถือว่าย่ำแย่ลง ไตรมาสที่ ๔ ปีที่แล้วโตต่ำกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๑ ปีนี้ติดลบไปอีกเกือบ ๒ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าตอนนี้เศรษฐกิจ มันวิกฤติหรือเปล่าครับ นอกจากนั้นคนก็ยังขาดรายได้กันทั้งประเทศ ณ ตอนนี้ เมื่อคน ขาดรายได้ ผมถามหน่อยครับว่าแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้านต่าง ๆ ทั้งที่มีคดีอยู่แล้วในศาล หรือหนี้บ้านต่าง ๆ ที่ตอนนี้ก็กำลังจะผ่อนชำระและที่กำลังจะ ผ่อนผันยกเว้นกัน ตรงนี้มันกำลังจะหมดเขต หมดโอกาสแล้ว ตรงนี้ละครับคือปัญหาของหนี้ สินเชื่อบ้านที่ตอนนี้กำลังจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะเป็นปัญหา ที่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะคนมีรายได้น้อย คนมีรายได้มากกระทบหมด คนมีรายได้มากตอนนี้หลาย ๆ คนเขาก็ไม่สามารถที่จะส่งบุตรหลานของเขาเรียนในโรงเรียน ดี ๆ ได้อีกต่อไป เขามีแต่จะขอลาออกกันอยู่ตอนนี้

มีอีกข้อสังเกตหนึ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเขาบอกว่าถ้าเราตรากฎหมาย เราเพิ่มสิทธิ ๓ สิทธิตรงนี้เข้าไป ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากบางท่านบอกว่าจะเป็นการ ละเมิดอำนาจศาล ผมก็ขอถามกลับไปว่าแล้วตอนที่เราตรากฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ มีการ ปรับปรุงแก้ไขอีก ๒ ครั้งก็ไม่ได้มีการแก้ไขตรงนี้ แล้วมันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตลอดมา หรือเปล่า ทำไมตอนนี้เราเพิ่งจะมาคิดได้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาล ในเมื่อเราก็ตรา กฎหมายกันอย่างนี้มาตลอด ๑๒ ปี แล้วก็ไม่ได้มีการแก้ไขอะไรเลย

อีกจุดหนึ่งคือเขาบอกว่าประชาชนจะเสียประโยชน์ถ้าเพิ่มสิทธิ ๓ สิทธินี้ เข้าไป เช่นเดียวกันกฎหมายใช้มา ๑๒ ปีทำไมเราไม่พูดว่าประชาชนเสียประโยชน์บ้าง แต่พอเราจะมาให้สิทธิกับหน่วยงานรัฐแล้วมาบอกว่าประชาชนเสียประโยชน์ ทั้งที่กฎหมาย ปี ๒๕๕๑ นี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่ธุรกิจแบงก์อย่างเดียว แต่สหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วไป ที่ประชาชนเป็นเจ้าของก็ได้รับสิทธิตรงนั้นด้วย และผมมองว่าถ้าสิทธิตรงนี้มีการใช้จะเป็น การทำให้คดีไม่ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ คดีจะสามารถเดินต่อเนื่องไปได้ สามารถยื่นหลักฐาน ต่าง ๆ เข้าสู่ศาลได้ ถ้าศาลพิจารณาว่าหลักฐานอันไหนดีท่านก็นำไปใช้ อันไหนท่านเห็นว่า ไม่สมควรสืบก็จะได้ไม่ต้องสืบ เป็นการดำเนินคดีที่สามารถต่อเนื่องไปได้ อย่าลืมนะครับว่า นี่คือคดีแพ่ง และทีนี้ถ้าสมมุติว่าสามารถส่งพยานหลักฐานที่ครบถ้วนเข้าสู่ศาลคู่ความที่เป็น ผู้สุจริตทั้งหมดก็จะต้องได้รับประโยชน์อยู่แล้ว เพราะว่าเรามีหลักฐานที่ครบถ้วน ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะมองว่าประชาชนเป็นผู้เสียประโยชน์ เพราะว่าประชาชนที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับคดีนี้ก็คือคู่ความ ๑,๐๐๐ ราย ๑,๐๐๐ รายนี้เขาสามารถที่จะคัดค้านและสามารถที่จะ เช็ก (Check) ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการนำสู่ชั้นศาลได้ และอันที่จริงคดีแพ่ง อย่างนี้ทุกคดีควรที่จะสามารถไกล่เกลี่ยกันได้อยู่แล้ว แล้วอย่าลืมว่าคดีแพ่งนี้พวกนี้ก็คือคดี เกี่ยวกับการเงิน เกี่ยวกับการชำระหนี้ อันที่จริงการชำระหนี้ต่าง ๆ นี้สามารถที่จะตกลงกัน ระหว่างคู่ความทั้ง ๒ ฝ่าย อาจจะตกลงกันในศาลหรือนอกศาล อย่างไรก็ไกล่เกลี่ยกันได้ อยู่แล้วครับ และอย่าลืมว่าธนาคารอาคารสงเคราะห์ตรงนี้เวลาจะดำเนินการอะไรต่าง ๆ เป็นการดำเนินการโดยสถาบันการเงินของรัฐ ผลประโยชน์ของสถาบันการเงินของรัฐตรงนี้ ก็เป็นผลประโยชน์ที่เกิดจากประชาชนมีความเป็นเจ้าของผ่านรัฐบาล ดังนั้นถ้าสถาบัน การเงินของรัฐสามารถจะดำเนินสิทธิแล้วก็ได้รับผลประโยชน์ก็ควรจะเป็นผลประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ๑,๐๐๐ กว่าคดีนี้มูลค่าของพอร์ต (Port) ที่เกี่ยวข้องก็ควรจะ ไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาทในชั้นศาลตรงนี้นะครับ